ติดเครื่องเติมน้ำมัน เสี่ยงจริงไหม? กฎเหล็กที่หลายคนยังทำพลาด
การนำรถเข้าแวะพักและเติมน้ำมันที่สถานีบริการถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่ในปัจจุบันยังมีผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีพฤติกรรมติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ขณะทำการเติมน้ำมันด้วยความเคยชิน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การดับเครื่องยนต์ขณะเติมน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงแค่คำแนะนำทั่วไป แต่ถือเป็นกฎเหล็กด้านความปลอดภัยและทางวิศวกรรมที่สามารถช่วยชีวิตผู้ขับขี่และคนรอบข้างได้
สาเหตุสำคัญที่สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งต้องติดป้ายเตือนให้ "ดับเครื่องยนต์"ไม่ใช่เพราะต้องการให้ผู้ขับขี่ประหยัดน้ำมัน แต่เป็นเรื่องของ "ความไวไฟ"โดยในขณะที่ทำการเติมน้ำมันนั้น จะมี ไอระเหยของน้ำมันซึ่งมีสถานะเป็นสารไวไฟสูงกระจายตัวอยู่รอบๆ บริเวณหัวจ่าย หากเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ จะก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง 3 ประการที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ทันที ดังนี้:
• ประกายไฟจากระบบไฟฟ้า:แม้เครื่องยนต์จะทำงานตามปกติ แต่ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ก็อาจเกิดการลัดวงจรหรือทำให้เกิดประกายไฟเล็กๆ ขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งประกายไฟเหล่านี้สามารถเป็นตัวจุดชนวนให้ไอระเหยของน้ำมันเกิดการลุกไหม้ได้ในเสี้ยววินาที
• ความร้อนสะสม:เครื่องยนต์ที่กำลังทำงานจะมีความร้อนสูงมาก โดยเฉพาะในส่วนของท่อไอเสีย หากบังเอิญมีน้ำมันรั่วไหลไปสัมผัสกับชิ้นส่วนที่มีความร้อนจัด ความร้อนดังกล่าวอาจกลายเป็นตัวจุดระเบิดที่รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้
• อันตรายจากระบบเผาไหม้:การทำงานของเครื่องยนต์นั้นมีกระบวนการจุดระเบิดในห้องเผาไหม้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การปล่อยให้ระบบเหล่านี้ทำงานอยู่ใกล้ชิดกับแหล่งเชื้อเพลิงที่กำลังถูกถ่ายเท ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง
นอกจากเหตุผลด้านความปลอดภัยทางวิศวกรรมแล้ว เรื่องนี้ยังได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับชาติ โดย กรมธุรกิจพลังงานได้มีข้อกฎหมายบังคับให้สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งทั่วประเทศ ต้องดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนให้ผู้ใช้รถดับเครื่องยนต์ขณะเติมน้ำมันอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอัคคีภัย
ดังนั้น การสละเวลาดับเครื่องยนต์เพียงไม่กี่นาทีในขณะเติมน้ำมัน จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของทั้งตัวผู้ขับขี่เอง เพื่อนร่วมทาง ตลอดจนพนักงานสถานีบริการน้ำมันที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่เคียงข้างรถของคุณด้วย