โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

New normal ของตลาดน้ำมันโลก : จุดจบที่จุดเริ่ม ฮอร์มุซ 2026 กับระเบียบพลังงานที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) วิเคราะห์ วิกฤติพลังงานโลกในปี 2026 จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้นของราคาน้ำมัน แต่เป็นจุดเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระเบียบพลังงานโลก

รายงาน SCB EIC ระบุว่า วิกฤตการณ์พลังงานที่ปะทุขึ้นจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์พลังงานโลก ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่คือการก่อตัวของ “ระเบียบโลกพลังงานใหม่” (New normal) ที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าของโลกจะไม่กลับไปสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป

New Normal ที่กำลังก่อตัว – 5 มิติที่ตลาดพลังงานจะไม่เหมือนเดิม

1. ราคาน้ำมันกับค่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ถาวร

ก่อนเกิดสงคราม ราคาน้ำมันปรับตัวตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน โดยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มักถูกมองเป็นเพียง “Shock” ชั่วคราว (Temporary shock) แต่หลังจากนี้ ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกจะฝังตัวถาวรอยู่ในโครงสร้างราคาซึ่งหมายถึงว่าใน New normal ของตลาดพลังงาน ค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างต้นทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสี่ยงทางการเมืองโลกไม่ได้เกิดเป็นระลอกแล้วหายไป แต่กลายเป็น Structural risk ที่ตลาดต้องยอมรับ (Price-in) ตลอดเวลา หรืออาจมีจัดระเบียบค่าธรรมเนียมในการผ่านทางที่ยากจะเป็นที่ยอมรับในการสัญจรทางน้ำในระดับสากล

2. การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องการทางเลือกที่เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางสำรอง

ความเปราะบางของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าโลก ได้กดดันให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอิรัก ต้องเร่งพัฒนาเส้นทางขนส่งทางบกเพื่อหลีกเลี่ยงจุดคอขวดทางทะเล (Chokepoints) การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่แผนสำรองชั่วคราว แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อน (Redundancy) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของโลกในระยะยาว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ โครงการท่อส่งน้ำมันของอิรัก ซึ่งได้ริเริ่มโครงการเชิงยุทธศาสตร์มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ในการสร้างท่อส่งน้ำมัน Basra-Haditha โดยพัฒนาในกรอบความร่วมมือ “น้ำมันแลกโครงสร้างพื้นฐาน” ร่วมกับจีน โครงการนี้จะเชื่อมโยงแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ไปยังสถานี Haditha เพื่อกระจายน้ำมันไปยังท่าเรือ Ceyhan ของตุรกี, Baniyas ของซีเรีย และ Aqaba ของจอร์แดน ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงออกสู่สามทะเล (ทะเลแดง, เมดิเตอร์เรเนียน และอ่าวเปอร์เซีย) อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

3. การแตกเอกภาพของ OPEC จากการออกจากกลุ่มของ UAE นำไปสู่ New normal ของการแข่งขันด้านกำลังการผลิต (Capacity-driven competition) มากขึ้น

การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่มีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ออกจากกลุ่ม OPEC ของ UAE สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ New normal ที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเริ่มให้ความสำคัญกับการตัดสินใจด้านการผลิตโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศตนเองมากกว่าการรักษาระดับราคาผ่านโควตาที่เข้มงวด โดย UAE มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบราว 3–4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นผู้ผลิตรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม OPEC รองจากซาอุดีอาระเบียและอิรัก ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังการผลิตสู่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดด้วยโควตาของ OPEC+ มาโดยตลอด ท่ามกลางสภาวะสงครามที่อุปทานโลกตึงตัว UAE มองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้สูงสุดเพื่อนำไปเป็นทุนในการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Diversification) การออกจากกลุ่มทำให้ UAE สามารถนำน้ำมันส่วนเกินเข้าสู่ตลาดได้ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซมีความปลอดภัย หรือผ่านท่อส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบที่มีอยู่

ผลกระทบจากการอ่อนแอลงของ OPEC+

  • การสูญเสียอำนาจควบคุมตลาด : การหายไปของ UAE ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามของกลุ่ม ทำให้ความสามารถของ OPEC+ ในการพยุงราคา (Price floor) ลดลงอย่างมาก และเพิ่มภาระให้ซาอุดีอาระเบียต้องแบกรับภาระในการรับบทบาทเป็นผู้รักษาสมดุลโดยการลดกำลังการผลิตแต่เพียงลำพังมากขึ้น
  • การพึ่งพารัสเซียมากขึ้น : การออกจากกลุ่มของพันธมิตรอาหรับที่ใกล้ชิด บังคับให้ซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งพารัสเซียในฐานะหุ้นส่วนที่เหลืออยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจของ OPEC+ มีมิติทางการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและเปราะบางกว่าเดิม
  • การแข่งขันแบบ Capacity-driven competition มากขึ้น ตลาดน้ำมันมีแนวโน้มเข้าสู่การแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับปริมาณและส่วนแบ่งตลาดมากกว่าการพยุงราคา โดยผู้ผลิตต้นทุนต่ำและมี Spare capacity สูงอย่าง UAE จะเน้นเพิ่มกำลังการผลิต มากกว่าการพยุงราคา ขณะที่ซาอุดีอาระเบียอาจต้องรับภาระรักษาสมดุลตลาดมากขึ้น

4. สหรัฐฯ ได้ประโยชน์ในฐานะผู้ผลิตน้ำมัน

ในขณะที่ตะวันออกกลางติดหล่มและได้รับผลกระทบจากสงคราม สหรัฐอเมริกากลับได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลในฐานะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก อุตสาหกรรม Shale Oil ของสหรัฐฯ ได้ขยับบทบาทขึ้นเป็น “ผู้ปรับดุลยภาพตลาด” (Swing producer) ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตได้รวดเร็วและยังตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่าผู้ผลิตในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังได้เกิดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ UAE โดยมีการหารือถึงข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรา (Currency swap) ซึ่งเป็นสัญญาณของการสร้างกลุ่มพันธมิตรทางการเงินและพลังงานนอกกรอบความสัมพันธ์ดั้งเดิมที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นศูนย์กลาง ข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดพลังงาน (Petrodollar) ต่อไป แม้ว่าระเบียบเดิมจะสั่นคลอนก็ตาม นอกจากนี้ UAE ยังมีการลงทุนมหาศาลกับบริษัท AI ของสหรัฐฯ เช่น Microsoft และ G42 การมี Swap line จะช่วยให้การโอนเงินลงทุนระดับยักษ์ใหญ่ ทำได้คล่องตัวมากขึ้น ซึ่งในบริบทนี้ UAE พยายามเปลี่ยนบทบาทตัวเองจาก “ผู้ส่งออกน้ำมัน” ไปสู่การเป็น “Hub ของเทคโนโลยี AI” โดยใช้ข้อตกลงทางการเงินระดับสูงกับสหรัฐฯ เป็นเกราะป้องกันและตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

5. ความมั่นคงพลังงานของเอเชียถูกทดสอบอย่างรุนแรง และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกที่เร็วขึ้น

ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 75% และ LNG ถึง 59% ของความต้องการทั้งหมด วิกฤตพลังงานปี 2026 ได้บังคับให้เอเชียต้องเปลี่ยนทัศนคติจากการจัดหาพลังงานตามราคาตลาด (Market-based Procurement) ไปสู่การบริหารความมั่นคงทางพลังงานด้วยการสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) ที่เข้มงวด ญี่ปุ่นถือเป็นตัวอย่างของ New normal ในการเตรียมความพร้อม โดยมีระบบการสำรองที่รวมระยะเวลาการใช้งานได้ถึง 254 วัน ซึ่งประกอบด้วยคลังสำรองของรัฐบาล 131 วัน และคลังภาคเอกชน 81 วัน ในช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม 2026 ญี่ปุ่นสามารถระบายน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ทันทีโดยไม่เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ ในขณะเดียวกัน จีนได้ขยายคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างมหาศาลจนมีน้ำมันสะสมเกือบ 1.4 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการคุ้มครองความมั่นคงทางพลังงานของชาติได้ยาวนานกว่า 100 วันแม้จะมีการปิดเส้นทางเดินเรืออย่างสิ้นเชิง และเริ่มมองหาแหล่งพลังงานที่ให้ความมั่งคง มากกว่าการมองเพียงแต่ด้านต้นทุนหรือราคาที่ถูกกว่า เพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดและจะเป็นมรดกถาวรของสงครามครั้งนี้ คือการเร่งตัวอย่างก้าวกระโดดสู่พลังงานสีเขียว (The Green Leapfrog) ในเอเชีย วิกฤตราคาน้ำมันและ LNG ที่ทั้งแพงและหายากได้เปลี่ยนพลังงานหมุนเวียนจากประเด็นเชิงอุดมการณ์เรื่องของ “การรักษ์โลก” ให้กลายเป็นเงื่อนไขของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

New normal ทำให้ไทยต้องมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและปรับโครงสร้างสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนให้เร็วขึ้น

วิกฤตพลังงานในปี 2026 และระเบียบโลกใหม่ (New normal) ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ โดยเปลี่ยนบริบทด้านพลังงานจาก “วิกฤตชั่วคราว” ไปสู่ “ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่สามารถรับมือด้วยเครื่องมือแบบเดิมอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานรูปแบบใหม่ : บทเรียนจากวิกฤตการณ์ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลการสำรองน้ำมันแบบเดิมนั้นไม่เพียงพอต่อการรับมือในภาวะวิกฤต ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ใน 4 มิติหลัก ดังนี้ :

1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการสำรองพลังงาน : ภายใต้บริบทของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตและ Chokepoint risk ที่สูงขึ้น โครงการ Land Bridge อาจมีบทบาทต่อการเชื่อมโยงระบบขนส่งและการสำรองพลังงานของภูมิภาคมากขึ้นในระยะต่อไป โดยเฉพาะหากมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บน้ำมันและระบบท่อส่งเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม บทบาทดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความต้องการใช้จริง ตลอดจนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

2.การรุกคืบสู่ทะเลอันดามัน (The 26th Concession Round) เพื่อชดเชย Domestic supply ที่ลดลง : เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างชัดเจน โดยปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว (Proven Reserves หรือ 1P) เหลือเพียง 4.6 ปี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงต้องเร่งเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่น้ำลึกของทะเลอันดามัน ซึ่งถูกมองเป็นพื้นที่ “Blue Ocean” ด้านพลังงาน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาคล้ายคลึงกับแหล่งก๊าซในมาเลเซียและมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานพื้นฐานในประเทศ (Domestic baseload) เพื่อรองรับความต้องการในระยะยาว ท่ามกลางแนวโน้มปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ทยอยลดลง การเปิดสัมปทานรอบใหม่ในพื้นที่อันดามันจึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งพลังงานทางเลือกในระยะยาว โดยพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพทางธรณีวิทยาบางส่วนที่ใกล้เคียงกับแหล่งก๊าซในมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเชิงพาณิชย์ยังต้องอาศัยการสำรวจเพิ่มเติม รวมถึงใช้เวลาและเงินลงทุนในระดับสูง

3.ยุทธศาสตร์คู่ขนาน : ปลดล็อกพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (MOU 44) ในฐานะ “ทางรอดระยะสั้นถึงกลาง”ในขณะที่การสำรวจฝั่งอันดามันต้องใช้เวลานานและเทคโนโลยีขั้นสูง พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (Overlapping Claims Area : OCA) คือ แหล่งพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Energy Reservoir) ที่ไทยต้องปลดล็อกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่กำลังเผชิญหน้าและสามารถตอบโจทย์ความมั่นคงในระยะสั้นถึงกลางได้เร็วกว่า โดยแนวทางที่ควรดำเนินการคือ การเร่งเจรจาภายใต้กรอบ MOU 44 โดยใช้โมเดล Joint Development Area (JDA) ตามแบบอย่างในพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย โดยเน้นการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Revenue Sharing) และทรัพยากรพลังงานร่วมกัน

จุดแข็งสำคัญของพื้นที่ OCA คือการตั้งอยู่ใกล้กับโครงข่ายท่อส่งก๊าซและแท่นผลิตเดิมในอ่าวไทย แผนงานต่อไปคือการเชื่อมต่อแหล่งผลิตใหม่เข้ากับระบบท่อส่งก๊าซหลักของประเทศที่สามารถดำเนินการได้ทันทีหลังจากการเจรจาสำเร็จซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการลงทุน (CAPEX) และลดระยะเวลาในการนำก๊าซเข้าสู่ระบบ (Time-to-Market) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

4.การเร่งตัวของ Energy Transition อย่างก้าวกระโดด จาก “การอุดหนุน” สู่ “การลงทุนเปลี่ยนผ่าน” (Shift in Fiscal Policy) พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท : มติ ครม. ล่าสุด (พฤษภาคม 2026) เลือกที่จะไม่นำเงินทั้งหมดไปอุดหนุนราคาหน้าปั๊มแบบเดิม แต่แบ่งวงเงิน 2 แสนล้านบาท มาเพื่อ “ลงทุนเร่งการเปลี่ยนผ่าน” โดยเฉพาะ เพื่อลดความเปราะบางจากการนำเข้าฟอสซิล โดยเป้าหมายสำคัญของเม็ดเงินจำนวนนี้จะถูกใช้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ระดับมหภาคเพื่อรองรับการที่รัฐจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ให้ได้เกิน 51% ภายในปี 2037 ตามแผน PDP 2026

วิกฤตการณ์ในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบความอดทนต่อราคาพลังงาน แต่คือ “สัญญาณปลุก” ที่ผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ตั้งรับ สู่การเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ Land Bridge ในมิติความมั่นคง, การรุกคืบสู่แหล่งก๊าซ อันดามัน และการปลดล็อก MOU 44 คือภาพสะท้อนของความพยายามเร่งหาขุมพลังในประเทศเพื่อลดการพึ่งพิงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ Energy Transition ที่ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนผ่านงบประมาณมหาศาลในยุคระเบียบโลกใหม่ (New normal) มีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่เพื่อยกระดับให้เป็นประเทศที่สามารถเลือกได้และมี “อธิปไตยทางพลังงาน” ที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนผ่านที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง

ในระยะต่อไป การลงทุนด้านพลังงานของไทยอาจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดต้นทุนพลังงาน แต่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความยืดหยุ่นของระบบพลังงาน และการลดความเปราะบางจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ภายใต้บริบทของตลาดพลังงานโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าในอดีต

บทวิเคราะห์โดย ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

อ่านบทความฉบับเต็ม … https://www.scbeic.com/th/detail/product/Oil-NewNormal-270526

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...