7 คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ มหากาพย์ ‘โกงสอบท้องถิ่น’ เขย่ามหาดไทย
ลองคิดดูว่า หากเรื่องนี้ถูกปล่อยผ่าน ข้าราชการท้องถิ่นกว่า 1 ใน 3 ที่ผ่านการคัดเลือก ผ่านการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น เป็นข้าราชการที่ ‘ซื้อตำแหน่ง’ เข้าไป ประเทศนี้จะเหลืออะไร
ถึงวันนี้ คดีทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ยังคงเดินหน้าต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บรรจุวาระเร่งด่วน พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนที่ขยับขึ้นไปถึงระดับ ‘อธิบดี’ โดยมีรายงานว่า ตัวเลขผู้เกี่ยวข้องที่รอการชำระความสูงถึง 6,016 รายชื่อ 1 วันก่อนหน้านั้น วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า มีผู้ที่มีคะแนนสอบผิดปกติกว่า 5,000 คน จากผู้ได้รับบรรจุทั้งสิ้น 1.5 หมื่นคน
นั่นเท่ากับว่า เงินหมุนเวียนในระบบหลายพันล้าน ตัวเลขความเสียหายที่ ป.ป.ช.ประเมินเบื้องต้นคือ 4,500 ล้านบาท เป็นการโกงครั้งใหญ่ที่สุด และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุด
กระนั้นเอง สิ่งที่ยังไม่เผยให้เห็นก็คือ ตัวการหลังฉาก คนว่าราชการหลังม่าน ผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนคิดการใหญ่ขนาดนี้คือใคร เรื่องราวทั้งหมดเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเกิดจากคนเพียงไม่กี่คน ที่ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือปลัดจังหวัดภูเก็ต กระทั่ง ‘อธิบดี’ ก็อาจเล็กเกินไปในการเป็นต้นทางขบวนการการทุจริตอันอุกอาจเพียงนี้
ข้อสงสัยเต็มไปหมด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นผ่านคลิปเสียงบทสนทนาระหว่างชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พี่กิจ’ กับหญิงที่ชื่อ ‘คุณส้ม’ ว่าด้วยโควตาที่นั่งข้าราชการ 1,500 ตำแหน่ง ค่าหัว 3.5 แสนบาท ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบุกค้นบ้านหลังหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี แล้วพบว่าบ้านหลังนั้นถูกใช้เป็น ‘โรงงานแก้กระดาษคำตอบ’ ของสนามสอบที่มีผู้สมัครกว่า 4 แสนคน ชิงอัตราบรรจุ 6,669 ตำแหน่ง
ทว่ายิ่งสอบสวน คำถามกลับยิ่งงอกเงย ทุกคำแถลงที่ออกมา ทิ้งปริศนาใหม่ไว้มากกว่าคำตอบ The Momentum รวบรวม 7 คำถามใหญ่ที่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ และบางข้ออาจไม่มีวันได้คำตอบเลยก็เป็นได้
1. ผู้เกี่ยวข้องมี ‘แค่นั้น’ จริงหรือ
ลองไล่ตัวเลขที่แต่ละหน่วยงานถืออยู่ในมือ กระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 5 ราย การตรวจกระดาษคำตอบพบคะแนนผิดปกติราว 5,000 คน จากผู้บรรจุแล้ว 15,520 รายชื่อ ตำรวจสอบสวนกลางพบผู้จ่ายเงินให้ขบวนการ 9,000 คน และล่าสุด ป.ป.ช.ถือตัวเลขผู้เกี่ยวข้องที่รอการชำระความ 6,016 รายชื่อ
ตัวเลข 4 ชุด จาก 3 หน่วยงาน ที่ยังนับไม่ลงตัวว่าซ้อนทับกันตรงไหน คือหลักฐานชิ้นแรกว่าแผนผังเครือข่ายนี้ยังวาดไม่จบ ยิ่งเมื่อผลตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยเองในเบื้องต้นระบุว่า ผู้เกี่ยวข้องมีเพียง 5 กลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่ สถ. เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้าง บริษัทเอกชนภายนอก และอีกกลุ่มคือ ‘บุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน’
ที่แหลมคมกว่านั้น รายงานข่าวการประชุม ป.ป.ช.วันนี้ระบุว่า การสืบสวนเชิงลึกพบเม็ดเงินและเครือข่ายผลประโยชน์ที่ไม่ได้หยุดแค่ระดับปฏิบัติการ แต่โยงใยถึง ‘ข้าราชการระดับบิ๊ก’ และ ‘ฝ่ายการเมือง’ สอดรับกับการจับกุมปลัดจังหวัดภูเก็ตในข้อหาเป็นตัวกลางเรียกรับเงิน ที่ยืนยันว่าขบวนการนี้มี ‘สาขา’ ในราชการส่วนภูมิภาคด้วย และยังมีตัวการสำคัญอีกอย่างน้อย 1 ราย ผู้รวบรวมคะแนนของผู้จ่ายเงินใส่แฟลชไดรฟ์ส่งให้บริษัทที่นนทบุรี ที่จนถึงขณะนี้ยังตามตัวไม่เจอ
และอย่าลืมรายละเอียดเล็กๆ ที่ตำรวจเปิดเผยไว้ คดีนี้ไม่ได้เริ่มจากกลไกตรวจสอบของรัฐ แต่เริ่มจากคนที่ ‘จ่ายเงินแล้วไม่ได้บรรจุ’ มาร้องทุกข์เอง ขบวนการใหญ่ขนาดที่แม้แต่ลูกค้าเองยังล้นเกิน
2. เงินสะพัด 4,500 ล้าน ‘รัฐมนตรี’ ไม่รู้จริงหรือ
ลองคำนวณแบบอนุรักษนิยมที่สุด ผู้จ่ายเงิน 9,000 คน คูณค่าหัวขั้นต่ำ 3.5 แสนบาท เท่ากับ 3,150 ล้านบาท หากคูณด้วยเพดานบน 8 แสนบาทในตำแหน่งแข่งขันสูง ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 7,200 ล้านบาท ตัวเลข 4,500 ล้านของ ป.ป.ช.จึงไม่ใช่การพูดเกินจริง แต่คือ ‘ค่ากลาง’ ของสมการ
เงินระดับนี้ไม่ใช่เงินที่ซุกใต้เตียงได้ หากแต่ต้องไหลผ่านบัญชี นายหน้า ติวเตอร์ ตัวกลางหลายทอด จากปลายน้ำทั่วประเทศ ขึ้นสู่กลางน้ำ จนถึงต้นน้ำผู้เข้าถึงข้อสอบและระบบคะแนน
ที่น่าสนใจกว่านั้น คือคำพูดของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ที่ยอมรับว่า รับทราบกระแสข่าวทุจริตสอบมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จึงสั่งชะลอการสอบ ปรับมาตรฐาน และเปลี่ยนผู้จัดสอบ แปลความได้ว่า ระดับนโยบาย ‘รู้ว่ามีความเสี่ยง’ ล่วงหน้าถึงครึ่งปี คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐมนตรีรู้หรือไม่รู้ แต่คือรู้แล้ว ทำไมมาตรการที่วางไว้จึงหยุดขบวนการไม่ได้
แม้วันนี้นายกฯ จะประกาศว่าเรื่องนี้ต้องรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงทุก 10 วัน แต่คำถามก็คือ ความขึงขังหลังเรื่องแตก จะลบคำถามเรื่องความหละหลวมก่อนเรื่องแตกได้หรือไม่
3. สรุปแล้ว มศว รู้เห็นในขั้นตอนไหน
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ชนะการประกวดราคาจัดสอบด้วยวงเงิน 133,236,208 บาท รับผิดชอบ ‘ครบวงจร’ ตั้งแต่ออกข้อสอบ จัดพิมพ์ บริหารการจัดสอบ ตรวจข้อสอบ ไปจนถึงเก็บรักษากระดาษคำตอบ
เมื่อเรื่องแตก สถ.ชี้ว่าผลสอบอยู่ในความรับผิดชอบของ มศว ผู้รับจ้าง ขณะที่ มศว ยืนยันเสียงแข็งว่าตรวจข้อสอบและส่งงานให้ผู้ว่าจ้างเรียบร้อยแล้ว การแก้ไขทั้งหมดเกิดขึ้น ‘หลังส่งงาน’ ถึงขั้นที่อธิการบดีเดินทางไปแจ้งความเพจที่เผยแพร่คลิปเสียงพาดพิง ยืนยันว่าเนื้อหาในคลิปไม่เป็นความจริง 100%
แต่ผลตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยพบข้อเท็จจริงชิ้นหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังอธิบายไม่ชัด นั่นคือ ผู้รับจ้าง ‘ไม่ได้ส่ง’ ไฟล์ภาพถ่ายกระดาษคำตอบที่ปรากฏคะแนนให้ สถ.ทันทีหลังตรวจเสร็จ ขณะที่กรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ ก็พบพิรุธในขั้นตอนส่งมอบกุญแจห้องมั่นคง และการใช้ไฟล์ดิจิทัลที่เรียกว่า ‘ไฟล์ตรวจข้อสอบ’ ซึ่งเมื่อเชิญ มศว เข้าชี้แจงนัดแรก มศว กลับไม่ปรากฏตัว โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร
น่าสังเกตด้วยว่า ในการแถลงเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำผลตรวจชุดนี้ไปเทียบกับแฟลชไดรฟ์ที่ มศว ส่งให้ ป.ป.ช.หรือไม่ รมช.มหาดไทยตอบเพียงว่า เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต้องทำต่อ เพราะ สถ. ‘ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้’
แม้แต่ผู้ว่าจ้างยังไม่มีข้อมูลครบมือ คำถามเรื่องห่วงโซ่การถือครองข้อสอบและกระดาษคำตอบว่ามี ‘ช่องโหว่’ อยู่ตรงไหน จึงยังลอยค้างกลางอากาศ
4. คนในคลิปเสียง เกี่ยวกับ ‘ผู้ใหญ่’ จริงไหม
ท่ามกลางสมรภูมิ มีการเปิดคลิปเสียง ‘พี่กิจ’ คนระดับคณะทำงานรัฐมนตรีฯ อ้างว่าได้โควตา 1,500 ที่นั่งมาจากคนในทีมงาน และอ้างถึงสายสัมพันธ์ระดับอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทรงศักดิ์ ทองศรี
ทุกฝ่ายที่ถูกพาดพิงปฏิเสธหมด อดีต รมช.ที่ถูกอ้างถึงประกาศฟ้อง ‘กิจ-ส้ม’ ยืนยันว่าไม่รู้จักอธิการบดี มศว แจ้งความเพจที่เผยแพร่คลิปพาดพิงผู้บริหารมหาวิทยาลัย ส่วนกรณีเพจดังพาดพิงภรรยา อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกฯ ตอบโต้สั้นๆ ว่า ‘เพ้อเจ้อ’
ทั้งหมดเป็นสิทธิที่พึงกระทำ และตราบใดที่ยังไม่พิสูจน์ คลิปเสียงย่อมชี้ความผิดใครไม่ได้ นายกฯ เองก็บอกว่าต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นของจริงหรือสร้างด้วย AI
แต่ประเด็นที่แหลมคมกว่าอยู่ที่ ‘กระบวนการพิสูจน์’ ต่างหาก สถ.แจ้งต่อกรรมาธิการว่าสอบสวนเรื่องคลิปเสียง ‘เสร็จสิ้นแล้ว’ และอยู่ระหว่างส่งสำนวนให้พิจารณา สอบเสร็จแล้ว แต่สังคมยังไม่รู้ผล ขณะที่ ป.ป.ช.เพิ่งจับมือคณะทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจเส้นทางเงินและพิสูจน์คลิปที่โยงนักการเมือง ซึ่งรายงานล่าสุดจากที่ประชุม ป.ป.ช.วันนี้ ระบุว่าเครือข่ายโยงถึง ‘ฝ่ายการเมือง’ ยิ่งทำให้คำตอบของคำถามนี้มีเดิมพันสูงขึ้นทุกวัน
คลิปจะจริงหรือปลอมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ผลสอบสวนที่ถูกเก็บเงียบไว้ในสำนวนยังคงเป็นคำถามในตัวมันเอง
5. สั่งชะลอบรรจุแล้ว ทำไมพิธีบรรจุ 1 กรกฎาฯ ยังเดินหน้า
นี่อาจเป็นพิรุธที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุด แต่บอกอะไรได้มากที่สุด
ปลัดกระทรวงมหาดไทยชี้แจงเองว่า ฝ่ายนโยบายเล็งเห็นปัญหา มีคำสั่งให้ ‘ชะลอ’ การบรรจุแต่งตั้ง และแจ้งไปยัง สถ.เรียบร้อย แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่ประชุมกลับมีมติให้ผู้สอบผ่านบรรจุตามปกติ จนเกิดพิธีบรรจุแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ทั้งที่ข้อร้องเรียนเรื่องทุจริตกำลังคุกรุ่น
คำสั่งจากฝ่ายนโยบาย ถูก ‘มติกรรมการ’ สวนกลับอย่างหน้าตาเฉย… และที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ ใน กสถ.ทั้ง 18 คนนั้น มีทั้งอธิบดีและรองอธิบดี สถ. ซึ่งวันนี้คือ 2 ใน 5 ผู้ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง นั่งเป็นกรรมการอยู่ด้วย
ผลของมตินั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การบรรจุ 15,520 รายชื่อกลายเป็นเรื่องสำเร็จรูปไปแล้ว จนวันนี้แนวทางแก้ที่ รมช.มหาดไทยแถลง ทำได้เพียง ‘ดึงคนที่คะแนนผิดปกติออก แล้วเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นแทน’ โดยระหว่างที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบอีก 3-6 เดือน คนทั้ง 5,000 รายที่คะแนนไม่ตรงกระดาษคำตอบ ยังนั่งทำงานในตำแหน่งข้าราชการต่อไปตามปกติ คำถามคือ ถ้าไม่มีมติเร่งบรรจุวันนั้น ความยุ่งยากทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ และใครได้ประโยชน์จากการปิดจ็อบให้เร็วที่สุด
6. รอบสอบก่อนหน้าโกงด้วยหรือไม่ แล้วจะพิสูจน์อย่างไร
ท่ามกลางหลักฐานที่ทยอยออกมา มีข้อเท็จจริงชุดหนึ่งที่น่าขนลุกกว่าทุกชิ้น เมื่อวางเรียงต่อกัน
ชิ้นแรก ตำรวจสอบสวนกลางตรวจเส้นทางการเงินแล้วเชื่อว่า ขบวนการนี้ทำงานมานานกว่า 2 ปี
ชิ้นที่ 2 เอกสารผลสอบตัวจริงถูกเก็บไว้ที่โกดังของ สถ.เป็นเวลา 2 ปี ก่อนทำลายทิ้งตามระเบียบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมรับตรงๆ ว่า นี่คือช่องว่างที่ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังปีอื่นไม่ได้อีก
อายุของขบวนการ กับอายุของหลักฐาน ยาวเท่ากันพอดี
ขบวนการที่มีโครงสร้างต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ มีเครือข่ายนายหน้า ติวเตอร์ และสถาบันกวดวิชาทั่วประเทศ มีระบบเก็บเงินและแก้คะแนนเป็นขั้นตอน ไม่ได้ก่อร่างขึ้นภายในการสอบครั้งเดียว คำถามที่ไม่มีใครอยากถามก็คือ แล้วการสอบท้องถิ่นรอบก่อนหน้านั้น ‘สะอาด’ จริงหรือ และข้าราชการที่บรรจุจากสนามเหล่านั้น ซึ่งวันนี้บางคนอาจเติบโตในตำแหน่งไปแล้ว ผ่านเข้ามาด้วยวิธีใด
คำตอบคือไม่มีวันรู้ เพราะหลักฐานถูกทำลายไป ‘ตามระเบียบ’ ก่อนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ระเบียบก็ควรถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า ออกแบบมาเพื่อประหยัดพื้นที่โกดัง หรือประหยัดความรับผิดชอบ
7. ใครคือ ‘มือมืด’ ที่ปล่อยข้อมูล
คำถามสุดท้าย อาจเป็นคำถามที่การเมืองที่สุด
ข้อมูลภายใน ทั้งคลิปเสียง เอกสาร และรายละเอียดเชิงลึกของกระบวนการจัดสอบ ไม่ได้หลุดออกมาครั้งเดียว แต่ทยอยออกมาเป็นระลอกอย่างมีจังหวะ จนเขย่ากระทรวงมหาดไทยทั้งกระทรวง ข้อมูลระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนนอกเข้าถึงได้ ผู้ปล่อยต้องอยู่ใกล้ศูนย์กลางของกระบวนการมากพอจะรู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน
หลายเสียงในแวดวงการเมืองตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า นี่อาจเป็นศึกระหว่าง ‘คนกันเอง’ ภายในเครือข่ายอำนาจเดียวกัน
หากข้อสังเกตนี้จริง ความหมายของเรื่องทั้งหมดจะเปลี่ยนไป เพราะการเปิดโปงครั้งนี้จะไม่ใช่ชัยชนะของกลไกตรวจสอบ ไม่ใช่ผลงานขององค์กรอิสระใด แต่เป็นเพียงผลพลอยได้จากการเช็กบิลกันเองของผู้มีอำนาจ ที่ประชาชนบังเอิญได้เห็นความจริงบางส่วน เฉพาะส่วนที่ฝ่ายหนึ่งอยากให้เห็น
และนั่นหมายความว่า ความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเช็กบิลของใคร อาจไม่มีวันถูกเปิดออกเลย
แน่นอนว่าทั้ง 7 คำถาม สามารถรวบยอดได้เป็นคำถามเดียว คำถามที่ถามกันมาตั้งแต่การทุจริตสอบครูผู้ช่วย การทุจริตสอบนายอำเภอ นั่นคือ เรื่องจะจบลงตรงไหน หรือจบเพียงข้าราชการเพียงไม่กี่คน แล้วปล่อยให้โครงสร้างที่ผลิตขบวนการแบบนี้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่ายืนรอผลิตรอบต่อไปอย่างสงบ
แน่นอนว่าค่าหัว 3.5-8 แสนบาท ไม่ได้เป็นเพียงราคาของการ ‘โกง’ ข้อสอบเท่านั้น แต่คือราคาของการเข้าสู่ระบบราชการ ไป ‘โกง’ ต่อ เพื่อหวังผลตอบแทนคืนทุน และสุดท้าย ผลตอบแทนนั้นก็จะถูกเก็บต่ออีกที ผ่านประชาชนในท้องถิ่นที่ข้าราชการพวกนี้กำลังจะเข้าไป ‘รับใช้’ นั่นเอง