โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GC ชู AI เสริมแกร่งธุรกิจ ดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030

ไทยโพสต์

อัพเดต 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.23 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

GC เดินหน้ากลยุทธ์ Holistic Optimization ดึงเทคโนโลยีดิจิทัล AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ลดต้นทุนโรงกลั่นฯ ช่วยดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030

17 ก.ค. 2569 -นายพรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยว่า GC เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทาง Holistic Optimization เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบองค์รวม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มขององค์กร ภายใต้กลยุทธ์ Digital 3 Smarts ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และกระบวนการทำงานขององค์กร โดยมีเป้าหมายในการยกระดับ EBITDA ส่วนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

“ด้วยจุดแข็งของ GC ที่มีโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งโรงกลั่น โรงอะโรเมติกส์ โรงโอเลฟินส์ โรงปิโตรเคมีขั้นกลาง และโรงโพลิเมอร์ ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบ การผลิต และตลาดได้อย่างยืดหยุ่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหน่วยผลิตหนึ่ง สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอีกหน่วยผลิตหนึ่งได้ต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินแนวทาง Holistic Optimization เป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวมของ GC ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การวางแผน การผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด รวมถึงปรับกระบวนการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิเช่น AI, Robot , Cloud Computing, IoT ฯลฯ มาเป็นส่วนสำคัญในการเสริมแกร่งและสร้างคุณค่า ยกระดับผลประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว”นายพรศักดิ์ กล่าว

สำหรับ Holistic Optimization ประกอบไปด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ (Global Feedstock) ด้วยการดำเนินโครงการ Olefins Feedstock Security (OFS) การนำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบ สร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

2. GC เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาด ภายใต้แนวคิด Market-Focused Business Transformation (MFBT) โดยปรับบทบาทจากผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ Total Solution Provider ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ (New Application Product Development: NAPD) แบบครบวงจร ซึ่งทำงานแบบ Co-creation ร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิดด้วยศักยภาพของ Innovation Solution Center (ISC) ในการวิจัยและพัฒนาแอปพลิเคชันและโซลูชันใหม่ ๆ สู่โอกาสทางธุรกิจ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain & Operation Optimization) พร้อมเสริมแกร่งด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process

“ในปีที่ผ่านมา GC ได้นำกลยุทธ์ดังกล่าวไปดำเนินการจริงในหลายโครงการสำคัญ ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การลดค่าใช้จ่าย และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินงาน” นายพรศักดิ์ กล่าว

ในส่วนของกระบวนการผลิต GC ได้พัฒนาโรงงานสู่แนวคิด Smart Plant ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ Plant-Wide Optimization เพิ่มประสิทธิภาพแบบบูรณาการทั้ง Complex หนึ่งในโครงการสำคัญของ Smart Plant คือ Plant-Wide Optimization ซึ่งใช้ AI และแบบจำลองโรงงาน ในการวิเคราะห์และบริหารการผลิตในระดับทั้ง Complex แทนการปรับปรุงแบบแยกหน่วยผลิต ช่วยให้การวางแผนและการผลิตทำงานสอดประสานกันทั้งเครือข่ายโรงงาน ทำให้สามารถปรับการเดินเครื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลตอบแทนสูงสุดแบบ Real-Time สร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ GC นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในงานซ่อมบำรุงผ่านการดำเนินงาน Asset Intelligent & Preventive Maintenance โดยใช้ AI และ Machine learning วิเคราะห์ข้อมูลในการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ คาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า รวมถึงได้นำ ดวงตาอัจฉริยะ (AI Vision), Drone และ Robotics มาใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน ลดระยะเวลาในการตรวจสอบ และเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์สภาพอุปกรณ์ ส่งผลให้สามารถวางแผนซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง พร้อมยกระดับเสถียรภาพของโรงงาน

รวมถึงยังใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มราคา ต้นทุน และความต้องการของตลาด และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ เพื่อการกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพิ่มมูลค่าจากทุกการขาย เรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า เพิ่มโอกาสการขยายตลาด และรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน และยังให้ความสำคัญของการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพื่อเพิ่ม People productivity ด้วย Digital และ AI โดยGC มีการทบทวนปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ Lean และกระชับ ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน รวมไปถึงนำเครื่องมือ Generative AI ให้เป็นผู้ช่วยดิจิทัลสำหรับพนักงาน ช่วยให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถใช้เวลาสร้างคุณค่าที่สูงกว่าให้กับองค์กร

“ความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับการดำเนินงานของ GC ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความแตกต่าง และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “GC StandOut Through INnovation” ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรนำความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์การทำงานจริงมาต่อยอดเป็นแนวทางและโซลูชันใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง”นายพรศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม GCยังเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยได้ต่อยอดสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยี HERO มาใช้ในระดับอุตสาหกรรม ยกระดับการแลกเปลี่ยนความร้อนภายในโรงงานโดยใช้ AI และ Process Simulation ในการวิเคราะห์รูปแบบการเดินเครื่องของโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...