เปิดเหตุผลกระทรวงอุตฯไฟเขียว ‘ซิน เคอ หยวน’ เปิดโรงงาน หลังปิดยาว 18 เดือน
จากกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หรือ SKY กลับมาเปิดประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากมีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข รวมระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน
หลังจากเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ถังแก๊สแอลพีจีในโรงงานของ SKY เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานของ SKY ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยพบการกระทำความผิดหลายประการ ประกอบด้วย
SKY ผลิตเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยเฉพาะคุณสมบัติทางเคมีในส่วนของค่าโบรอนที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (โบรอนยิ่งสูง เหล็กยิ่งเปราะ) ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ยึดอายัดเหล็กในส่วนนี้ไว้ และดำเนินคดีกับบริษัทฯ
จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะฝุ่นแดง ที่มีส่วนประกอบของสารอันตราย เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เป็นองค์ประกอบ มีการส่งออกไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้ง มีการกองเก็บฝุ่นแดงไว้ภายในโรงงานเป็นจำนวนมากซึ่งไม่สอดคล้องกับการรายงานข้อมูลการจัดเก็บตามที่กฎหมายกำหนด
- ระบบบำบัดมลพลิษอากาศของ SKY ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการบำบัดกำจัดมลพิษอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดด้วยเหตุผลดังกล่าว กรอ. จึงมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งการให้ SKY หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดและทำการปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2567 จนกระทั่งบริษัทฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรอ. จึงได้อนุญาตให้บริษัทฯ กลับมาประกอบกิจการโรงงานต่อไป
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงฯโดย กรอ. ร่วมกับ สมอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยว่าเหล็กทุกเส้นที่ผลิตจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดต้องผ่านมาตรฐาน 100%
โดยได้ปูพรมตรวจเข้มโรงงานผลิตเหล็กทุกโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการตรวจติดตาม SKY ซึ่งได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายหยุดประกอบกิจการโรงงานพร้อมสั่งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีก 3 โรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและปราจีนบุรี
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ปรับกลไกเชิงรุกในการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ เพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับประชาชน ได้แก่
- ยกระดับการกำกับควบคุมคุณภาพเหล็ก เป็นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Surveillance) อย่างเข้มข้นตามหลักสากล โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ที่ไม่มีการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) จะต้องควบคุมคุณภาพของเศษเหล็กที่จะนำไปหลอมให้มีคุณภาพตาม มอก. และจะมีการเก็บตัวอย่างไปทำการทดสอบที่ถี่และเข้มข้นกว่าการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ สมอ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย มาตรฐานเลขที่ มอก. 24-2559 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา อีกทั้ง สมอ. จะขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างอีกด้วย นอกจากนี้ สมอ. แนะนำให้โครงการภาครัฐหรือโครงสร้างอาคารสูงควรเลือกใช้เหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อเหล็กให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอ เช่น การผลิตเหล็กจากเตาหลอมประเภท Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า ทำให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เป็นต้น
- เพิ่มความเข้มงวดในกรณีของโรงงานที่ถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทุกโรงงาน โดยภายหลังจากมีการปรับปรุงก้ไขโรงงานตามคำสั่งเสร็จแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มข้นและทำการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กในทุก heat และทุกรุ่น (Lot) ของการผลิต พร้อมขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างที่มีการรับซื้อและใช้เหล็กจากโรงงานดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน หากร้านจำหน่ายหรือไซต์งานก่อสร้างใดมีการใช้เหล็กที่ไม่มั่นใจในคุณภาพว่าเป็นไปตาม มอก. หรือไม่ ขอให้แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ
- ในส่วนของการจัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะฝุ่นแดง กรอ. จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานที่จะรับกำจัดฝุ่นแดงจากโรงงานดังกล่าวทุกโรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมควบคุมการขนส่งฝุ่นแดงอย่างใกล้ชิดในทุกรอบการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าฝุ่นแดงดังกล่าวจะถูกนำไปกำจัดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย
- ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือกเศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก มีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core
กระทรวงฯยืนยันว่า การพิจารณาให้โรงงานกลับมาดำเนินการได้ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นการยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต หรือยุติการดำเนินคดีที่อยู่ในกระบวนการกฎหมาย แต่เป็นการพิจารณาจากผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามเงื่อนไขและกฎหมายที่หน่วยงานกำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและตรวจติดตามอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง
อีกทั้ง กระทรวงฯยังมุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานต่ำในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่ง สมอ. อยู่ระหว่างเสนอแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก (National Transition Plan) ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาดและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพลิกโฉมโรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทั่วประเทศ และสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่อไป