เกมร้อน วิบากกรรม ‘พรรคส้ม’
สิ่งที่สะท้อนออกมา ย่อมถูกวิจารณ์ว่าเป็น “ดาบสองคม” ที่ “พรรคประชาชน” ต้องแบกรับ หากมองในแง่บวก “พรรคส้ม” ต้องการฟื้นมวลชนด้อมส้มเดิมให้กลับมา รวมถึงจุดกระแสให้สังคมเห็นช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ ที่กำลังเปิดทางให้เกิดการกินรวบอำนาจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการไม่ชี้มูลคดีสำคัญในชั้น ป.ป.ช. รวมถึงการดักคอ กกต. ที่อาจเป่าคดีฮั้ว สว. เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเสียงประชามติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง
หลังยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา สอดคล้องกับหลักการของพรรค คือ 1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2. ไม่ผูกขาดอำนาจไว้กับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง และ 3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ สว. หลังพรรคประชาชนไม่สามารถคุมเกมในสภาฯ ได้ เพราะมีเพียง 120 ที่นั่ง
ผลด้านลบ คือ ถูก “พรรคภูมิใจไทย” ย้อนกลับแบบเจ็บๆ “ภารดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า “พรรคสีน้ำเงิน” โตขึ้นมาจาก “พรรคส้ม” หนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯช่วงสั้นๆ และบริหารประเทศจนพรรคชนะเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. และได้สส.มา 192 เสียงเป็นพรรคอันดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังต้องเจอเกมนิติสงครามรอบใหม่ โดยเฉพาะการแสดงจุดยืนเรื่องบทบาทองคมนตรี และ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีลักษณะหมิ่นเหม่ และอาจถูกตีความว่าเลยเพดานไปไกล
ขณะเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ “พรรคส้ม” ก็ส่อแท้งตั้งแต่วาระแรก หลังเปิดศึกกับ 89 สว. จากทั้งหมด 147 สว.สีน้ำเงิน ที่ออกมาประณาม และเรียกร้องให้ “ณัฐพงษ์” ขอโทษภายใน 3 วัน
ซ้ำยังถูกบีบอีกด้าน เมื่อ “พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว.สายสีน้ำเงิน ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ระบุว่า “สีน้ำเงิน” คือสีในแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนทั่วไปเข้าใจความหมายดีอยู่แล้ว การกล่าวหาว่า “กินรวบประเทศไทย” จึงอาจถูกมองว่าเป็นการสร้างวาทกรรมที่ทำให้สถาบันเกิดความสั่นคลอนในสายตาประชาชน
“พฤติการณ์ของแกนนำพรรคประชาชน อาจส่งผลต่อคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แม้ก่อนหน้านี้ศาลจะไม่ได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำซ้ำในลักษณะเดิม” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าว
ด้าน “หัวหน้าเท้ง” ออกมาโต้กลับว่า จะไม่ขอโทษ สว. กรณีกล่าวหา “ระบอบสีน้ำเงิน” และไม่กังวลหากถูกดำเนินคดี พร้อมย้อนถามว่า เคยได้ยินคำดังกล่าวจากปากตนเองหรือไม่ แต่กลับเป็นฝ่ายตรงข้ามที่พยายามกล่าวหา และใช้กระบวนการนิติสงคราม เล่นงานแกนนำ สส. และยุบพรรคมาตั้งแต่ยุค “พรรคอนาคตใหม่” จนถึง “พรรคประชาชน”
ขณะที่ “สติธร ธนานิติโชติ” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ประเด็น “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเฉพาะหน้าของ “พรรคประชาชน” เพื่อกดดันประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ และสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองในช่วงเวลานี้
“พรรคสีส้มไม่ได้อยู่ในสถานะที่ฝ่ายตรงข้ามวิตกเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้ แต่ปล่อยให้สถานการณ์ค่อยๆ บั่นทอนแนวร่วมทางการเมืองของพรรคเองมากกว่า” สติธร ระบุ
ซึ่งล่าสุด กกต. ยอมรับว่า คำร้องยุบ “พรรคประชาชน” ของ “ศรีสุวรรณ จรรยา” ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน กรณีพาดพิงองคมนตรี อยู่ระหว่างขั้นตอนธุรการ ขณะเดียวกันกลุ่มพิราบขาว นำโดย “นพรุจ วรชิตวุฒิกุล” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้ “หัวหน้าพรรคประชาชน” หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ทันที โดยอ้างว่าผิดเงื่อนไขห้ามกระทำซ้ำในลักษณะเดียวกับกรณีแก้ไขมาตรา 112 หลังศาลรับคดีฝ่าฝืนจริยธรรม 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกลไว้พิจารณา
การเปิดเกมชน “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างต่อเนื่องของ “พรรคประชาชน” จึงต้องจับตาว่าจะเป็นเพียงเกมกดดันทางการเมือง หวังผลักดันรัฐธรรมนูญตามความต้องการ และฟื้นด้อมส้มกลับมา หรือจะซ้ำรอยบทเรียนทางการเมืองในอดีตอีกครั้ง.