ส่อง ‘Chalance’ เทรนด์การเดตใหม่ของ Gen Z เลิกเล่นตัว - รุกจีบก่อน
หากกำลังเบื่อการพยายามทำตัวให้ดูนิ่ง เย็นชา หรือไม่แสดงความรู้สึกเวลาออกเดต เทรนด์นี้อาจถูกใจคุณ
เทรนด์นี้มีชื่อว่า Chalance ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับคำว่า ‘Nonchalance’ หรือการทำตัวเฉยเมย ไม่แยแส และปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์ กลับกัน ผู้ที่ยึดแนวคิด Chalance จะเลือกแสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย ไม่ปิดบังว่าตัวเองใส่ใจ กล้าแสดงความสนใจต่ออีกฝ่าย และพร้อมทุ่มเทกับความสัมพันธ์
ผู้ที่ออกเดตแบบ Chalance จะเป็นฝ่ายลงมือทำ ไม่ลังเลที่จะจองร้านอาหาร ส่งข้อความก่อน หรือเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา อีกทั้งยังสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หากรู้สึกดีและอยากพบกันอีกก็จะบอกอย่างชัดเจน แต่หากไม่ต้องการสานต่อความสัมพันธ์ก็จะบอกอีกฝ่ายด้วยความสุภาพ แทนที่จะหายตัวไปโดยไม่อธิบาย
เทรนด์นี้ถูกมองว่าเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างความสัมพันธ์แบบการปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างไร้ทิศทาง และการเปิดเผยหรือคาดหวังจากอีกฝ่ายมากเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกเดต มองว่า Chalance คือการปรับทิศทางของการเดตในยุคใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน (Situationship) การหายไปโดยไม่บอกกล่าว (Ghosting) และพฤติกรรมที่ทำให้คู่เดตสับสน
‘เอมี ชาน’ (Amy Chan) โค้ชด้านการออกเดตและผู้เขียนหนังสือ Unsingle: How to Date Smarter and Create Love that Lasts กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนเข้าใจผิดว่าการไม่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกคือความมั่นใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว การกล้าแสดงออกว่าชอบใครสักคนต่างหากที่ต้องใช้ความกล้าหาญ เพราะต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ ตลอดจน มองว่าการซ่อนตัวอยู่หลังท่าทีเฉยเมยนั้นไม่ใช่ความเข้มแข็งแต่อย่างใด
Chalance กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของการเดต
ผู้ใช้ TikTok หลายคนเชื่อว่ายุคของ Chalance กำลังมาถึง หลายคนบอกว่าเบื่อการทำตัวเฉยชา และต้องการคู่รักที่กล้าแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจ
สำหรับบางคน แนวคิดเรื่อง Chalance ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความรัก แต่ยังเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิต โดยเลือกใช้ชีวิตด้วยความกระตือรือร้นและเปิดเผยความรู้สึกในทุกด้านมากขึ้น
‘ดาโมนา ฮอฟฟ์แมน’ (Damona Hoffman) โค้ชด้านการออกเดตและผู้เขียนหนังสือ F the Fairy Tale: Rewrite the Dating Myths and Live Your Own Love Story กล่าวว่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ตนแนะนำผู้คนมานาน นั่นคือ แทนที่จะพยายามทำให้ทุกคนชื่นชอบ ควรชัดเจนกับความต้องการของตัวเอง แม้ว่านั่นอาจทำให้บางคนไม่สนใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยคัดกรองคนที่ไม่เหมาะสมออกไป
หลายคนออกเดตโดยมัวแต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายชอบ แต่กลับไม่เคยถามตัวเองว่าจริง ๆ แล้วต้องการอะไร และคนที่อยู่ตรงหน้าสอดคล้องกับเป้าหมาย ค่านิยม และความต้องการของตนเองหรือไม่ เมื่อการเดตกลายเป็นเหมือนการแข่งขันเพื่อให้ได้รับการยอมรับ หรือเหมือนการไล่ล่ายอดไลก์บนโซเชียลมีเดีย ผู้คนก็จะยิ่งห่างไกลจากสิ่งที่ต้องการที่สุด นั่นคือการได้รับการมองเห็น การได้รับการรับฟัง และการได้รับความรักอย่างแท้จริง
การแสดงออกมากเกินไปก็อาจไม่ใช่คำตอบ
เช่นเดียวกับหลายสิ่งในชีวิต Chalance ก็อาจมีข้อเสียหากทำมากเกินไป โดย ‘ชาน’ กล่าวว่า แนวคิดนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่มักทุ่มเทให้ความสัมพันธ์มากเกินควร หรือพยายามแบกรับทุกอย่างไว้เพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตรักแบบเรื่อยเปื่อยหรือปล่อยทุกอย่างเป็นไปโดยไม่แสดงความรู้สึกมานาน Chalance อาจเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการพอดี
Chalance สะท้อนเทรนด์การเดตอย่างไร?
การทำตัวเย็นชาเพื่อให้ดูน่าค้นหาเป็นแนวคิดที่มีมานานก่อนยุคอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อเข้าสู่ยุคแอปพลิเคชันหาคู่ ซึ่งเปรียบเสมือนโซเชียลมีเดียอีกรูปแบบหนึ่ง พฤติกรรมไม่แสดงความรู้สึกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น และถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง
‘ฮอฟฟ์แมน’ กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนมักคิดว่าไม่ควรแสดงออกว่าชอบอีกฝ่าย เพราะกลัวจะทำให้อีกฝ่ายหนีไป แต่ปัจจุบัน ผู้คนเริ่มตระหนักแล้วว่า เมื่อทุกคนมีตัวเลือกมากมายและการเดตเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำตัวเฉยเมยอาจทำให้พลาดโอกาสกับคนที่ใช่ไปโดยไม่รู้ตัว
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Chalance ได้รับความนิยม คือผู้คนเริ่มเหนื่อยกับการรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตรัก การเดตแบบ Chalance จึงเป็นการดึงอำนาจในการตัดสินใจกลับคืนมา แทนที่จะรอให้โชคชะตาหรืออัลกอริทึมของแอปหาคู่เป็นผู้กำหนด ทุกคนเริ่มถามตัวเองว่าฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้เจอคนที่เหมาะสมและฉันจะทำให้อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าฉันสนใจเขา
‘ฮอฟฟ์แมน’ เสริมว่า การเติบโตของกระแส Chalance แสดงให้เห็นว่าผู้คนเริ่มหันกลับมารับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเองในความสัมพันธ์ แทนที่จะโทษอัลกอริทึม ความขัดแย้งระหว่างเพศ หรือกระแสในโซเชียลมีเดียที่ทำให้การเดตดูเป็นงานหิน แต่พวกเขาเลือกที่จะถามว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างเพื่อเข้าใกล้ชีวิตรักที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดี
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญคือ ยังมีใครมองว่าการทำตัวเฉยเมยเป็นเรื่องน่าดึงดูดจริงหรือ?
‘ชาน’ ทิ้งท้ายว่า เมื่อคนคนหนึ่งสร้างคุณค่าในตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และรักตัวเองอย่างแท้จริง พฤติกรรมที่ทำเป็นสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง ลงแรงน้อย หรือไม่พร้อมผูกมัด จะไม่ใช่เรื่องน่าหลงใหลอีกต่อไป แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้หมดความสนใจ พร้อมมองว่าเทคนิคการเล่นตัวหรือแกล้งทำเป็นไม่สนใจเป็นเพียงเกมทางจิตวิทยาที่ใช้ได้ผลกับคนที่ยังขาดความมั่นใจในคุณค่าของตัวเองเท่านั้น ส่วนคนที่เติบโตและเข้าใจตัวเองแล้ว ย่อมมองออกว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ในการควบคุมความรู้สึกของอีกฝ่าย
ที่มา: USA ToDay
https://www.usatoday.com/story/life/health-wellness/2026/06/29/chalance-dating-trend/90698707007/