โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ชายผู้ปั้น “มาม่า” สู่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเบอร์ 1 ของไทย

SMART SME

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในปี 2515 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 2 บาท เกิดขึ้นจากการร่วมทุนระหว่างบริษัทไต้หวันผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการผลิต กับเครือสหพัฒน์ที่ถนัดด้านการตลาดและจัดจำหน่าย คนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือ “พิพัฒ พะเนียงเวทย์” ผู้บุกเบิกและขับเคลื่อนแบรนด์ “มาม่า” มาตั้งแต่วันแรก สร้างแบรนด์เติบโตกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นอาหารที่ครัวเรือนไทยต้องมีติดไว้ทุกบ้าน

การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเป็นเรื่องง่าย แต่การจะทำอยู่รอดแบบยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่ายในสมรภูมิการแข่งขันที่ผู้เล่นหลากหลาย แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ล้มหายไปตามกาลเวลา

พิพัฒเคยสรุปเคล็ดลับความสำเร็จของ ‘มาม่า’ ไว้เป็น 3 ข้อสั้น ๆ ที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ยึดถือมาตลอด 50 ปี ไว้ดังต่อไปนี้

  • สินค้าดีมีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค

‘มาม่า’ ไม่เคยเปลี่ยนแก่นของสินค้า ยังคงเป็นบะหมี่ฯ ที่ตอบโจทย์ “สะดวก สะอาด ปลอดภัย ประหยัด” แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือนวัตกรรมเบื้องหลัง ทั้งเทคโนโลยีการผลิตและการพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่อง

  • พันธมิตรดี

การมีเครือสหพัฒน์เป็นพี่เลี้ยงด้านการตลาดและจัดจำหน่าย ทำให้ TFMAMA โฟกัสที่การผลิตและคุณภาพสินค้าได้เต็มที่ นี่คือบทเรียนสำคัญของคนทำธุรกิจที่มักพยายามทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งที่จริงแล้วการหาพันธมิตรที่ถนัดคนละด้านอาจย่นระยะเวลาการเติบโตได้มากกว่า

  • บริหารการลงทุนแบบพอเพียง ระมัดระวัง ไม่ทำอะไรเกินตัว

หลักการนี้อาจดูขัดกับวัฒนธรรม “โตเร็ว เผาเงิน” ของธุรกิจยุคใหม่ แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ‘มาม่า’ ไม่สะดุดล้มในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ธุรกิจจำนวนมากพังเพราะขยายเกินตัว แน่นอนว่าหลักคิดสำคัญของหลักการนี้ คือ ความยั่งยืนของธุรกิจไม่ได้มาจากการกล้าเสี่ยงที่สุด แต่มาจาก “วินัย” ในการเลือกสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด แล้วหาคนที่เก่งกว่ามาเสริมส่วนที่ตัวเองไม่ถนัด

หากมองในมุมการตลาดการที่ราคาสินค้าขยับขึ้นเพียง 3 เท่าใน 50 ปี ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างน้ำมันปาล์มและแป้งสาลีที่ผันผวนตลอดหลายทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ

ครั้งหนึ่งคุณพิพัฒเคยเล่าว่ามีบริษัทต่างชาติเสนอเทคโนโลยีลดต้นทุนให้ฟรี แลกกับการแบ่งส่วนแบ่งจากเงินที่ประหยัดได้ 30% ซึ่งบริษัทตัดสินใจรับข้อเสนอนั้น และระบบดังกล่าวยังใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นคำตอบสะท้อนแนวคิดว่า การควบคุมต้นทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด บางครั้งการแบ่งผลประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญภายนอกกลับคุ้มค่ากว่าในระยะยาว

เช่นเดียวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ การที่สินค้าไม่ขึ้นราคากลายเป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาโดยอัตโนมัติ ผู้บริโภคไทยจดจำ ‘มาม่า’ ในฐานะ “ตัวเลือกความอิ่มที่เข้าถึงได้เสมอ” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แบรนด์ก็จะถูกหยิบมาเป็นอาหารที่ต้องมีติดไว้ในบ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แบรนด์อื่นลอกเลียนได้ยาก เพราะต้องแลกมาด้วยวินัยการบริหารต้นทุนที่สม่ำเสมอนานหลายสิบปี ไม่ใช่แคมเปญการตลาดระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ได้ถึงแก่กรรมในวัย 87 ปี สร้างความเศร้าเสียใจให้กับครอบครัว และวงการธุรกิจ ตลอดชีวิตการทำงาน คุณพิพัฒได้รับความไว้วางใจจากนายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒน์ ให้เข้ามาดูแลกิจการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกลายเป็นหนึ่งใน “3 ทหารเสือ” ที่ช่วยบริหารอาณาจักรสหพัฒน์ และเป็นผู้ปลุกปั้นแบรนด์ “มาม่า” จนกลายเป็น Generic Name ที่คนไทยใช้เรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจได้ถูกส่งต่อให้ทายาทรุ่นที่ 2 และ 3 ของตระกูลพะเนียงเวทย์ดูแลอย่างเต็มรูปแบบแล้ว

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...