พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ชายผู้ปั้น “มาม่า” สู่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเบอร์ 1 ของไทย
ย้อนกลับไปในปี 2515 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 2 บาท เกิดขึ้นจากการร่วมทุนระหว่างบริษัทไต้หวันผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการผลิต กับเครือสหพัฒน์ที่ถนัดด้านการตลาดและจัดจำหน่าย คนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือ “พิพัฒ พะเนียงเวทย์” ผู้บุกเบิกและขับเคลื่อนแบรนด์ “มาม่า” มาตั้งแต่วันแรก สร้างแบรนด์เติบโตกลายเป็นที่รู้จัก และเป็นอาหารที่ครัวเรือนไทยต้องมีติดไว้ทุกบ้าน
การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเป็นเรื่องง่าย แต่การจะทำอยู่รอดแบบยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่ายในสมรภูมิการแข่งขันที่ผู้เล่นหลากหลาย แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ล้มหายไปตามกาลเวลา
พิพัฒเคยสรุปเคล็ดลับความสำเร็จของ ‘มาม่า’ ไว้เป็น 3 ข้อสั้น ๆ ที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ยึดถือมาตลอด 50 ปี ไว้ดังต่อไปนี้
- สินค้าดีมีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค
‘มาม่า’ ไม่เคยเปลี่ยนแก่นของสินค้า ยังคงเป็นบะหมี่ฯ ที่ตอบโจทย์ “สะดวก สะอาด ปลอดภัย ประหยัด” แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือนวัตกรรมเบื้องหลัง ทั้งเทคโนโลยีการผลิตและการพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่อง
- พันธมิตรดี
การมีเครือสหพัฒน์เป็นพี่เลี้ยงด้านการตลาดและจัดจำหน่าย ทำให้ TFMAMA โฟกัสที่การผลิตและคุณภาพสินค้าได้เต็มที่ นี่คือบทเรียนสำคัญของคนทำธุรกิจที่มักพยายามทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งที่จริงแล้วการหาพันธมิตรที่ถนัดคนละด้านอาจย่นระยะเวลาการเติบโตได้มากกว่า
- บริหารการลงทุนแบบพอเพียง ระมัดระวัง ไม่ทำอะไรเกินตัว
หลักการนี้อาจดูขัดกับวัฒนธรรม “โตเร็ว เผาเงิน” ของธุรกิจยุคใหม่ แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ‘มาม่า’ ไม่สะดุดล้มในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ธุรกิจจำนวนมากพังเพราะขยายเกินตัว แน่นอนว่าหลักคิดสำคัญของหลักการนี้ คือ ความยั่งยืนของธุรกิจไม่ได้มาจากการกล้าเสี่ยงที่สุด แต่มาจาก “วินัย” ในการเลือกสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด แล้วหาคนที่เก่งกว่ามาเสริมส่วนที่ตัวเองไม่ถนัด
หากมองในมุมการตลาดการที่ราคาสินค้าขยับขึ้นเพียง 3 เท่าใน 50 ปี ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างน้ำมันปาล์มและแป้งสาลีที่ผันผวนตลอดหลายทศวรรษ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ
ครั้งหนึ่งคุณพิพัฒเคยเล่าว่ามีบริษัทต่างชาติเสนอเทคโนโลยีลดต้นทุนให้ฟรี แลกกับการแบ่งส่วนแบ่งจากเงินที่ประหยัดได้ 30% ซึ่งบริษัทตัดสินใจรับข้อเสนอนั้น และระบบดังกล่าวยังใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นคำตอบสะท้อนแนวคิดว่า การควบคุมต้นทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด บางครั้งการแบ่งผลประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญภายนอกกลับคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
เช่นเดียวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ การที่สินค้าไม่ขึ้นราคากลายเป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาโดยอัตโนมัติ ผู้บริโภคไทยจดจำ ‘มาม่า’ ในฐานะ “ตัวเลือกความอิ่มที่เข้าถึงได้เสมอ” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แบรนด์ก็จะถูกหยิบมาเป็นอาหารที่ต้องมีติดไว้ในบ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แบรนด์อื่นลอกเลียนได้ยาก เพราะต้องแลกมาด้วยวินัยการบริหารต้นทุนที่สม่ำเสมอนานหลายสิบปี ไม่ใช่แคมเปญการตลาดระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ได้ถึงแก่กรรมในวัย 87 ปี สร้างความเศร้าเสียใจให้กับครอบครัว และวงการธุรกิจ ตลอดชีวิตการทำงาน คุณพิพัฒได้รับความไว้วางใจจากนายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒน์ ให้เข้ามาดูแลกิจการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกลายเป็นหนึ่งใน “3 ทหารเสือ” ที่ช่วยบริหารอาณาจักรสหพัฒน์ และเป็นผู้ปลุกปั้นแบรนด์ “มาม่า” จนกลายเป็น Generic Name ที่คนไทยใช้เรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจได้ถูกส่งต่อให้ทายาทรุ่นที่ 2 และ 3 ของตระกูลพะเนียงเวทย์ดูแลอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง