‘ไมโครพลาสติก’ ในอากาศ เร่ง ‘โลกร้อน’ มากขึ้นกว่าที่คาดคิด
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น้ำดื่ม และแม้แต่อากาศที่มนุษย์หายใจเข้าไป แต่ผลการศึกษาล่าสุดที่นำโดย ‘ดรูว์ ชินเดลล์’ (Drew Shindell) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกจาก Nicholas School of the Environment ของมหาวิทยาลัยดุ๊กในสหรัฐฯ ร่วมกับคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นเปิดเผยข้อค้นพบที่สร้างความประหลาดใจว่า เศษพลาสติกขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศยังมีส่วนช่วยเพิ่มอุณหภูมิของโลกอีกด้วย
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ระบุว่า อนุภาคไมโครพลาสติกที่มีสีสามารถดูดซับแสงอาทิตย์และกักเก็บความร้อน ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในระดับที่สามารถวัดได้
ไมโครพลาสติกสามารถลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้เมื่อเศษพลาสติกขนาดใหญ่แตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ มากพอที่จะถูกลมหรือไอทะเลพัดพาให้ลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ
สมาชิกใหม่ของกลุ่มละอองลอยในชั้นบรรยากาศ
นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่า อนุภาคขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศหรือที่เรียกว่าละอองลอย (Aerosols) มีอิทธิพลต่อสภาพภูมิอากาศของโลก โดยเขม่าควัน ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้ เนื่องจากอุดมไปด้วยคาร์บอนสีดำ (Black Carbon) หนึ่งในสารที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่รู้จักมา
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการศึกษานี้ ประเด็นเรื่องไมโครพลาสติกยังไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในบริบทดังกล่าวมาก่อน งานวิจัยฉบับนี้จึงช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจของกลุ่มละอองลอยที่มีผลต่อภาวะโลกร้อน
‘ชินเดลล์’ กล่าวว่า งานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มไมโครพลาสติกเข้าไปในกลุ่มของละอองลอยที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ไมโครพลาสติกกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการดำเนินมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สีของไมโครพลาสติกมีบทบาทสำคัญ
แบบจำลองสภาพภูมิอากาศในอดีตมักตั้งสมมติฐานว่าไมโครพลาสติกที่ลอยอยู่ในอากาศไม่มีสี อนุภาคที่ไม่มีสีจะสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ ส่งผลต่อการลดอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย ทำให้ไมโครพลาสติกจึงแทบไม่เคยถูกมองว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของชินเดลล์ได้หักล้างสมมติฐานดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือสีของไมโครพลาสติก
เศษพลาสติกที่กักเก็บความร้อน
ทีมนักวิจัยใช้การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ร่วมกับการทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของแสงและความร้อนเมื่อกระทบกับเศษพลาสติกขนาดเล็ก โดยผลการศึกษาพบว่าไมโครพลาสติกในอากาศมีสีสันที่หลากหลาย และสีของพลาสติกจะยิ่งเข้มขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานและเสื่อมสภาพจากสภาพแวดล้อม
สีที่เข้มขึ้นนี้เองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไมโครพลาสติกสามารถดูดซับและกักเก็บความร้อนได้มากขึ้น
อนุภาคขนาดเล็กแต่ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจคือ ไมโครพลาสติกที่มีสีสามารถดูดซับความร้อนได้ประมาณ 16% ของประสิทธิภาพในการดูดซับความร้อนของคาร์บอนสีดำ ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะจัดให้เป็นหนึ่งในละอองลอยที่ควรได้รับความสนใจ
‘ชินเดลล์’ อธิบายว่า ปัจจุบันไมโครพลาสติกในบรรยากาศก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนในระดับใกล้เคียงกับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 200 แห่งตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าการจัดการกับไมโครพลาสติกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทั้งหมด แต่หากสามารถลดผลกระทบที่เทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 200 แห่ง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ
กระแสน้ำในมหาสมุทรกลายเป็นแหล่งกำเนิดไมโครพลาสติก
นักวิจัยยังศึกษาการกระจายตัวของไมโครพลาสติกในชั้นบรรยากาศทั่วโลก และพบว่ามีรูปแบบแตกต่างจากคาร์บอนสีดำอย่างชัดเจน
คาร์บอนสีดำมักสะสมอยู่เหนือพื้นดิน ขณะที่ไมโครพลาสติกกลับกระจุกตัวอยู่เหนือบริเวณวังวนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือกึ่งเขตร้อน (North Pacific Subtropical Gyre) ระบบกระแสน้ำขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 8 ล้านตารางไมล์ และเป็นบริเวณที่มีการสะสมของขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล
เมื่อคลื่นทะเลแตกตัว ละอองน้ำทะเลจะพาอนุภาคไมโครพลาสติกลอยขึ้นสู่บรรยากาศ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษไมโครพลาสติกทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงวงจรที่เชื่อมโยงกันระหว่างมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรกับมลพิษพลาสติกในชั้นบรรยากาศ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการอธิบายไว้อย่างชัดเจน
จำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
แม้ว่าผลการศึกษาจะชี้ให้เห็นว่าไมโครพลาสติกมีบทบาทต่อภาวะโลกร้อน แต่ ‘ชินเดลล์’ ยังไม่สรุปว่าไมโครพลาสติกเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากงานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบเฉพาะไมโครพลาสติกที่อยู่ใกล้พื้นผิวโลกเท่านั้น
นักวิจัยจึงหวังว่าจะมีการศึกษาปริมาณไมโครพลาสติกในบรรยากาศชั้นล่างทั้งหมด เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
อนาคตที่เต็มไปด้วยพลาสติก
ปัญหามลพิษจากพลาสติกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต หากไม่มีมาตรการลดการใช้พลาสติก ลดการเกิดขยะ และปรับปรุงระบบจัดการรวมถึงการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณพลาสติกที่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 2020 หรือคิดเป็นประมาณ 30 ล้านตันภายในปี 2040
ทีมนักวิจัยหวังว่าผลการศึกษาฉบับนี้จะเป็นข้อมูลสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนามในสนธิสัญญาพลาสติกแห่งสหประชาชาติ (U.N. Plastics Treaty) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติปัญหามลพิษจากพลาสติกทั่วโลก
ที่มา: Earth.com
https://www.earth.com/news/airborne-microplastics-have-an-unexpected-effect-on-earths-climate/
Credit ภาพ: Reuters