จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง
ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน หรือเกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกจงกั๋วจุน (中国尊) หรือ CITIC Tower ใจกลางกรุงปักกิ่ง ผู้สื่อข่าวของ THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุและพบว่าพื้นที่บริเวณถนนกวงหัวฝั่งตะวันตกด้านหน้าของอาคาร CITIC Tower ยังคงปิดการจราจร โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ด้านนอกและอนุญาตให้เฉพาะการเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น
ประเด็นสำคัญ
- อุบัติเหตุหรือความหละหลวมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง?
- เครื่องขัดข้อง หรือ คนขัดข้อง?
เมื่อมองขึ้นไปบนอาคารจะพบว่ามีพนักงาน 2 คนกำลังซ่อมแซมอาคารจากภายนอก ผู้สื่อข่าวฯ ได้พบกับชาวจีนจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาดูและถ่ายภาพจุดเกิดเหตุ เมื่อเข้าไปพูดคุยส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่า “รู้สึกไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในปักกิ่ง เมืองที่ได้ชื่อว่ามีความปลอดภัยสูงสุด” และคนจีนบางคนก็แสดงความคิดเห็นว่า “แม้แต่น้ำเปล่าขวดเดียวถือเข้าสถานีรถไฟใต้ดินยังถูกตรวจจึงไม่อยากจะเชื่อว่าเครื่องบินจะเล็ดลอดการตรวจความปลอดภัยของปักกิ่งได้”
ผู้สื่อข่าวฯ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณบอย (นามสมมุติ) คนไทยที่ทำงานอยู่ใกล้กับตึกเกิดเหตุ โดยคุณบอยเล่าให้ฟังว่า “ช่วงเวลาดังกล่าว (เกือบ 6 โมงเย็น) เป็นช่วงเวลาเลิกงาน ผมกำลังจะไปเอารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จอดอยู่ใกล้ตึก CITIC ผมได้ยินเสียงระเบิดดังมาก ดังมากๆ ดังจนทุกคนที่อยู่แถวนั้นต้องเงยหน้าขึ้นไปมองพร้อมกัน ผมเห็นกลุ่มควันสีดำ เห็นเศษวัสดุทั้งใหญ่ทั้งเล็กจำนวนมากลอยลงมาจากฟ้า ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นลูกไฟตกลงมา ตอนนั้นคิดว่าต้องรีบหลบก่อนเพราะรู้สึกว่าอันตรายมาก”
เมื่อผู้สื่อข่าวฯ ถามถึงความคิดของคุณบอยในตอนนั้น คุณบอยตอบว่า “คิดว่าก่อการร้ายเพราะทั้งคนจีนและคนที่ทำงานแถวนี้ต่างรู้ดีว่าพื้นที่ชั้นสูงๆ ของตึก CITIC เป็นพื้นที่ของฝ่ายความมั่นคงของจีน ผมมองขึ้นไปรู้สึกว่าจุดที่ชนไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดของตึกแต่ก็เป็นชั้นที่สูงมาก”
คุณบอยเล่าต่อว่าได้ออกจากพื้นที่ก่อนจะปิดถนนและคิดว่าจะกลับไปติดตามข่าวที่บ้าน แต่เมื่อกลับถึงบ้านคุณบอยกลับพบว่าไม่มีการรายงานข่าวนี้ทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ของจีน
รัฐบาลจีนคุมเข้มเก็บกวาดข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์จีนภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง
หลังจากเกิดเหตุในเวลา 17:55 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ขอความร่วมมือจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ไม่ให้ถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอรวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อ แต่ก็ยังมีคลิปวิดีโอและภาพนิ่งที่ถูกบันทึกไว้จำนวนมากถูกเผยแพร่เข้าสู่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนอย่างบัญชี Wechat, Rednote (小红书), Douyin (抖音) หรือ TikTok เวอร์ชั่นจีน
แต่ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง รูปภาพและคลิปต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็ถูกลบทิ้งทั้งหมด คำที่เกี่ยวข้อง เช่น ชื่อของตึก CITIC (北京中国尊) คำว่าโจมตี (被撞) และคำอื่นๆ ในภาษาจีนที่เกี่ยวข้องเฉพาะเจาะจงกับเหตุการณ์นี้ ไม่สามารถส่งต่อระหว่างบัญชี Wechat บุคคล รวมถึงไม่สามารถแสดงผลในการค้นหาจาก Search Engine ของจีน อย่างเวยป๋อ, ไป่ตู้ ฯลฯ ทำให้ชาวจีนจำนวนมากแม้กระทั่งคนที่อยู่ในปักกิ่งไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
จนกระทั่งในช่วงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 มิถุนายน เกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ บัญชี Wechat ทางการของเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง (北京朝阳) และบัญชีของสื่อท้องถิ่นอย่างเป่ยจิงเดลี่ (北京日报) ได้เผยแพร่ข้อมูลของเหตุการณ์ดังกล่าวโดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า “เวลา 17:55 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน เครื่องบินขนาดเล็กแบบเครื่องยนต์เดียวสองที่นั่งชนกับอาคารสูงใกล้กับถนนวงแหวนรอบที่สามฝั่งตะวันออกในเขตเฉาหยาง นักบิน 1 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 13 คน ขณะนี้ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
จำนวนผู้เข้าชมข้อมูลดังกล่าวมีกว่าแสนคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง แต่ข่าวดังกล่าวไม่ได้เปิดช่องคอมเมนต์ให้ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็น
อุบัติเหตุหรือความหละหลวมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง?
ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง (Beijing Air Defense System) ถือเป็นหนึ่งในระบบที่คุมเข้ม ล้ำสมัย และเจาะทะลวงยากที่สุดในโลก แบ่งการป้องกันออกเป็น 3 ระยะคือ ไกล กลาง ใกล้ ครอบคลุมน่านฟ้าทั้งหมดในกรุงปักกิ่ง แต่ช่องโหว่ก็คือระบบดังกล่าวออกแบบมาเพื่อจัดการกับอาวุธของศัตรูไม่ใช่เครื่องบินพลเรือน
จากข้อมูลของ Flightradar 24 และหางเครื่องบินที่ตกลงมาในที่เกิดเหตุทำให้ระบุได้ว่าเครื่องบินที่เกิดเหตุลำดังกล่าวเป็นรุ่น Sunward SA 60L Aurora หมายเลขทะเบียน B-12PP ของบริษัทตงฉือชวงเยว่ (ปักกิ่ง) เจเนอรัลเอวิเอชัน (东时双悦(北京)通用航空) ซึ่งจดทะเบียนเป็นเครื่องบินพลเรือนเพื่อการกีฬา/ฝึกบินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นเครื่องบินลำนี้จึงไม่ใช่เป้าหมายโจมตีทางทหาร
และด้วยระยะเวลาอันสั้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (น้อยกว่า 10 นาที ในช่วงเข้าถึงพื้นที่วงแหวนรอบที่ 3) ประกอบกับการอยู่ในพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ใจกลางกรุงปักกิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก รวมถึงการขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจสั่งการเนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อนจึงทำให้ดูเหมือนว่าเกิดความหละหลวมในระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง
นอกจากระบบแล้วปักกิ่งยังมีกฎระเบียบเกี่ยวกับน่านฟ้าที่เข้มงวดมาก เช่นล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม มีการประกาศห้ามบินโดรน ห้ามนำเข้า ห้ามซื้อขายโดรนในพื้นที่ ใครฝ่าฝืนมีโทษถึงขั้นจำคุก แต่ข้อบังคับดังกล่าวทำได้เพียงควบคุมตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นบิน แต่เมื่อบินอยู่ในอากาศแล้วเกิดความผิดพลาดกฎระเบียบดังกล่าวก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้
เครื่องขัดข้อง หรือ คนขัดข้อง?
ในขณะที่ทางการกรุงปักกิ่งยังไม่ได้ประกาศชื่อของนักบินผู้เสียชีวิตรวมถึงสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่ในสื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศจีนกลับระบุถึงชื่อของ หลิว จวิ้นหัว (刘俊华) ผู้จัดการทั่วไปของ CITIC Wealth Management ว่าเป็นผู้ขับเครื่องบินในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีแรงจูงใจจากการสูญเสียรายได้ที่เธอลงทุนในบริษัท ทำให้ในช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนทางต้นสังกัดของหลิวได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของเธอเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาของบริษัทที่ทางต้นสังกัดระบุว่าเพิ่งให้สัมภาษณ์ในวันนี้ เพื่อจะบอกเป็นนัยว่าเธอไม่ใช่คนที่สื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศกำลังพูดถึง
นอกจากนั้นชาวเน็ตในสื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศยังชี้เป้าไปที่ค่ายฤดูร้อนเพื่อการศึกษา ( 黎明营地教育夏令营) ซึ่งมีคอร์สราคา 880 หยวน ใช้เวลาบิน 7-8 นาทีต่อครั้ง โดยมีฐานฝึกบินอยู่ที่สนามบินซือโฝซื่อ (北京石佛寺机场) ซึ่งเป็นสนามบินที่ถูกระบุว่าเป็นจุดขึ้นของเครื่องบินลำที่เกิดเหตุและอยู่ห่างจากตึก CITIC ประมาณ 70 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องออกมาให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่คอร์สของเรา เพราะคอร์สนี้ไม่สามารถบินได้ไกลขนาดนั้น
แม้ทางการกรุงปักกิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่านักบินได้เสียชีวิตแล้ว แต่คนจำนวนมากก็ยังคงมีคำถามถึงสาเหตุ หรือแรงจูงใจของเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็นอุบัติเหตุ เป็นการ “แก้แค้นสังคม” (献忠) หรือเป็นอะไรกันแน่ คำตอบก็คงต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนและให้ข้อมูลของทางการต่อไป
ตึกจงกั๋วจุน (中国尊) เป็นตึกที่สูงที่สุดในปักกิ่ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 尊 ชื่อเรียก ‘คนโท’ ที่ใช้ใส่สุราที่ใช้ในพิธีสักการะฟ้าดิน ทำให้ตัวตึกมีลักษณะคล้ายคนโทและแตกต่างจากตึกทั่วไป เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของปักกิ่งที่สะท้อนถึง “ความรุ่งเรือง ศักดิ์ศรี และเกียรติยศของประเทศจีน”
ภาพ:REUTERS / Maxim Shemetov