ซูโม่และมวยไทย เวทีการต่อสู้ชายฉกรรจ์ที่กลัวเมนส์
บทความพิเศษ : ชานันท์ ยอดหงษ์
มวยปล้ำซูโม่กีฬาประจำชาติญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 17 ในยุคสมัยเอโดะ (Edo-jidai) เป็นทั้งพิธีกรรมชินโตและศิลปะการต่อสู้ที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีประเพณีเก่าแก่บางประการ
เช่น กฎห้ามผู้หญิงสัมผัสหรือเข้าไปใน “โดเฮียว” (Dohyo) ที่เป็นวงกลมกลางเวทีที่ทำจากฟาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ฟุต โดยอ้างว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะผู้หญิงที่เป็นเพศไม่สะอาดเพราะมีเมนส์จะสร้างมลพิษต่อเวที ตามความเชื่อของศาสนาชินโต
ซูโม่จึงเป็นอาณาจักรชายล้วน แยกผู้หญิงออกจากการแข่งขันและพิธีกรรม
ด้วยความวัฒนธรรมเก่าแก่ มันจึงถูกท้าทายด้วยวัฒนธรรมสมัยใหม่และพัฒนาการของสังคมหลายครั้ง เช่น ประเด็นสิทธิสตรี
วัฒนธรรมธรรมเนียมเก่าแก่เช่นนี้จึงมักเผชิญหน้ากับวิวัฒนาการของสังคม จนเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากาหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ระหว่างปี 2000-2008 ฟูซาเอะ โอตะ (Fusae Ohta) ได้รับเชิญให้ขึ้นมอบถ้วยรางวัลให้แก่แชมป์การแข่งขันซูโม่ประจำปีของโอซาก้า
หากแต่ในแต่ละปีที่เธอดำรงตำแหน่ง เธอต้องมอบรางวัลบริเวณทางเดินข้างเวทีหรือส่งรองผู้ว่าฯ ที่เป็นผู้ชายไปเป็นตัวแทน
เธอเองก็พยายามท้าทายธรรมเนียมโบราณนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเป็นการเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีแรกนับตั้งแต่ที่เธอดำรงตำแหน่ง โดยทำเรื่องขอให้สมาคมซูโม่แห่งญี่ปุ่น (Japan Sumo Association) อนุญาตให้เธอปฏิบัติตามบทบาทอย่างสมเกียรติบนเวทีซูโม่
ทว่าคำขอของเธอถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งสิ้นสุดวาระตำแหน่งของเธอ
ด้วยความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงประเพณีใดๆ ถือเป็นการทำให้บรรพบุรุษเสื่อมเสียเกียรติ สมาคมซูโม่แห่งญี่ปุ่นและคนจัดการแข่งขันจึงเคร่งครัดกับประเพณีดั้งเดิมมาก
ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2018 ในโรงยิมแห่งหนึ่งในเมืองไมซูรุ จังหวัดเกียวโต ระหว่างงานแข่งขันซูโม่ เรียวโซ ทาทามิ (Ryozo Tatami) นายกเทศมนตรีเมืองไมซูรุ กล่าวสุนทรพจน์ ก็เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันจากภาวะเลือดออกในสมอง ล้มพับกลางโดเฮียว
แพทย์หญิงสองคนรุดขึ้นเวทีเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล ขณะที่พวกเธอกำลังช่วยชีวิตนายกเทศมนตรี กรรมการตัดสินซูโม่กลับประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียง สั่งให้พวกเธอออกจากเวทีไม่หยุด
และหลังจากบรรดาแพทย์หญิงออกไปจากสังเวียนซูโม่ ก็มีพิธีกรรมโปรยเกลือเข้าไปในสังเวียนก่อนการแข่งขันเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ ด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงได้เข้ามาทำให้พื้นที่ในวงแหวนสกปรก ทั้งๆ ที่อันที่จริง น่าจะโรยเกลือลงหัวอีตากรรมการตัดสินมากกว่า
จากความช่วยเหลือได้ทันท่วงที นายกเทศมนตรีจึงปลอดภัยส่งถึงมือหมออย่างปลอดภัย
และหลังจากเหตุการณ์นี้ ประธาน Japan Sumo Association ก็ได้ออกมากล่าวขออภัยอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์เหยียดเพศที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน สังคมก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กับประเพณีเก่าแก่นี้ รวมถึงพยายามเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าผู้หญิงก็สามารถเข้าไปในโดเฮียวได้
การกีดกันผู้หญิงออกจากกีฬาซูโม่ นำไปสู่การจัดตั้งกีฬาซูโม่หญิงขึ้นต่างหาก ที่เรียกว่า “ออนนะ-ซูโม่” แต่ถึงกระนั้น นักมวยปล้ำซูโม่หญิงถูกจัดวางในการแข่งขันระดับสมัครเล่น และถูกมองว่าไม่ใช่ “ซูโม่แท้” โดยชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ขณะที่นักมวยปล้ำซูโม่ชายให้การยอมรับว่าเป็นมืออาชีพ
แม้ว่าผู้หญิงเล่นซูโม่จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบันทึกแรกๆ ที่กล่าวถึงก็คือเรื่องมีอยู่ว่า จักรพรรดิ Yuryaku (ค.ศ.418-479) สั่งให้หญิงคณิกา 2 นางสวมผ้าเตี่ยวและมวยปล้ำซูโม่ แต่นั่นก็เป็นเพียงการแสดงบำเรอความปรารถนาผู้ชายเท่านั้น หากแต่การที่ผู้หญิงจะมาเป็นนักกีฬาซูโม่ยังคงเป็นเรื่องวิปริตผิดประหลาดอยู่
กระทั่งศตวรรษที่ 18 กลางยุคเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) ซูโม่หญิงเริ่มเป็นเรื่องปกติ มีการแข่งขันซูโม่หญิงในบางพื้นที่ของญี่ปุ่น มีหลายทัวร์นาเมนต์ และดำรงสืบมาจนถึงยุคการฟื้นฟูเมจิ (Meiji Restoration) ค.ศ.1868 – 1889
แม้จะถูกรัฐบาลสั่งห้ามเรื่อยมาตั้งแต่เอโดะ เพราะถือว่าเป็นการทำลายศีลธรรมอันดีงาม แต่ก็รอดมาได้ทุกยุค กระทั่งสิ้นสุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ในยุคปัจจุบัน มีการรื้อฟื้นการแข่งขันมวยปล้ำซูโม่หญิง เช่น มีการแข่งขันซูโม่หญิงสมัครเล่นระดับประเทศครั้งแรก จัดขึ้นในปี 1997 กฎกติกาก็เหมือนกับซูโม่ชายมืออาชีพ เว้นแต่พวกเธอจะไม่เปลือยอกเหมือนซูโม่ชาย
แต่จะใส่ชุดรัดรูปภายใต้เข็มขัดผ้าซูโม่ที่เรียกว่า “มาวาชิ” (Mawashi) และการแข่งขันจะใช้เวลาเพียง 3 นาทีแทนที่จะเป็น 5 นาทีเหมือนกับซูโม่ชาย แต่ก็ยังถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันที่การแข่งขันระดับชาติจัดขึ้น ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมาคมซูโม่แห่งชาติ
ปัจจุบันซูโม่หญิงพบได้ตามบางโรงเรียนและชมรมมหาวิทยาลัยเท่านั้น พวกเธอทุ่มเทและฝึกหัดหนักพอๆ กับซูโม่ชาย แถมยังต้องต่อสู้กับชายเป็นใหญ่ของระบบกีฬานี้เพื่อให้ได้เป็นนักกีฬาซูโม่ แต่ก็ต้องละทิ้งความฝันและการฝึกฝนไปหลังจบการศึกษา
เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะหาเลี้ยงชีพด้วยซูโม่ ต่างจากผู้ชายที่สร้างรายได้มหาศาลจากการร่วมทัวร์นาเมนต์ และการเลือกปฏิบัติของกีฬานี้ก็ทำให้ซูโม่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
ชําเลืองมาดูกีฬาประจำชาติไทยกันบ้าง
การแข่งขันศิลปะการต่อสู้ “มวยไทย” ก็มีความชายเป็นใหญ่ไม่แพ้ซูโม่ ที่เชื่อว่า ผู้หญิงเป็น “มลพิษ” ต่อสังเวียนมวยที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
เวทีมวยหลายแห่งไม่อนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นเวทีมวยหรือแม้แต่สัมผัส ไม่เฉพาะเวทีมวยแต่รวมถึงเครื่องรางที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยด้วย
เนื่องจากมวยไทยสัมพันธ์กับไสยศาสตร์และความเชื่อในเวทมนตร์คาถาของผู้ชาย “มงคล” เครื่องรางของนักมวย มีลักษณะเป็นผ้าคาดหัวสำหรับนักมวยไหว้ครูบนเวทีก่อนเริ่มชก ด้วยความเชื่อว่าศีรษะเป็นส่วนที่สูงที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของร่างกาย และจะไปตั้งไว้ที่เสามุมเวทีมวยเพื่อความเป็นสิริมงคล คุ้มกันอันตราย และชัยชนะ มงคลทำจากสายสิญจน์หรือผ้าดิบที่เกจิอาจารย์ปลุกเสกลงยันต์แล้วถักเป็นมงคลไปพร้อมกับท่องมนตร์ แช่ด้วยว่านน้ำมนต์
แม้ปัจจุบันใช้เชือกร่มหรือริบบิ้นถักเป็นมงคลแทน แต่ก็ยังคงความเชื่อเดิม ที่ครูมวยหรือโค้ชเป็นผู้เก็บรักษามงคลเท่านั้น ห้ามวางไว้ในที่ต่ำ หรือวงบนพื้น หรือห้ามให้ผู้หญิงสัมผัสหรือสวมหัวเหมือนนักมวยชาย
สำหรับผืนผ้าใบเวทีมวยนั้น ก็ถือเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีการประกอบพิธีกรรมพุทธและไสยศาสตร์ หากผู้หญิงขึ้นไปเหยียบบนเวทีจะทำให้นักมวยชายหนังไม่เหนียวคงกระพันชาตรี จะเกิดอาเพศเป็นอันตรายกับนักมวยชาย
ด้วยความเชื่อว่าเมนส์เป็นเลือดไม่ดี เป็นอันตรายต่อความศักดิ์สิทธิ์และเวทมนตร์คาถาแห่งการปกป้องที่สถิตอยู่ในเวทีมวย
ขณะที่นักกีฬาชายต่อยกันเลือดตกยางออกเปรอะเวทีไม่เป็นไร
ด้วยเหตุนี้ 2 เวทีมวยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างสนามมวยราชดำเนิน ที่ก่อตั้งขึ้นโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปิดใช้สนามครั้งแรก ปี พ.ศ.2488 และสนามมวยเวทีลุมพินี ที่เป็นกิจการของกองทัพบก ก่อตั้งโดย ประภาส จารุเสถียร เปิดใช้สนามครั้งแรกปี พ.ศ.2499 จึงไม่มีการแข่งขันมวยหญิง ถึงกับมีป้ายประกาศ 2 ภาษา รอบเวทีว่า “สุภาพสตรีห้ามพิงหรือขึ้นเวทีเด็ดขาด” กระทั่งผ่านมาหลายทศวรรษ
ในปี 2564 สนามมวยลุมพินีเริ่มให้ผู้หญิงขึ้นแข่งขันมวยบนเวทีแห่งนี้ได้
เริ่มด้วยรุ่นมินิฟลายเวท (น้ำหนักไม่เกิน 105 ปอนด์) ซึ่งถือว่าใช้เวลาถึง 65 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง เพื่อปรับภาพลักษณ์หลังเป็นคลัสเตอร์โควิด-19 เมื่อปี พ.ศ.2563
ซึ่งก่อนจะจัดการแข่งขันก็มีการประกอบพิธีขอขมาขอความเมตตาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้หญิงขึ้นเวที
และในปี พ.ศ.2566 จึงเริ่มมีเพศหญิงเป็นกรรมการตัดสินมวยคนแรก
สำหรับเวทีมวยราชดำเนิน เพิ่งจะจัดให้มีการชิงแชมป์มวยหญิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งเวทีมา 78 ปี ในศึก RWS : Rajadamnern World Series ซึ่งเป็นมวยหญิงรุ่นน้ำหนักแบนตัมเวท (118 ปอนด์) ในปี พ.ศ.2565
นี่เป็นครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนาน แต่ที่ปรับตัวผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้ร่วมสมัยกับสากลมากขึ้น ยอมรับให้ผู้หญิงขึ้นเวทีมวยได้ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจมากกว่าเรื่องสิทธิและการเคารพคุณค่าความเท่าเทียมทางเพศ เพราะเวทีมวยยุโรปและประเทศอื่นๆ ไม่ได้มีกฎกีดกันผู้หญิงออกจากเวทีมวย นักมวยหญิงไทยจึงได้ขึ้นชกจนชนะคว้าเงินรางวัลหลายสิบล้านบาท
แต่เวทีมวยสากลที่อนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นเวทีได้ก็ใช่ว่าจะไม่รักษาความเป็น “กีฬาชายแทร่” เห็นได้จากให้สาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยขึ้นมาถือป้ายบอกยก เป็นอาหารตาชายหนุ่มเชียร์มวยขอบเวที
แม้จะยุติประเพณีชาวมวยห้ามผู้หญิงขึ้นเวที แต่ความเชื่อเรื่องภัยของเมนส์ยังคงอยู่
นักมวยหญิงที่ได้รับอนุญาตเข้าไปในสังเวียนนั้นไม่สามารถข้ามเชือกเส้นบนสุดได้ เพราะถือว่าเสียมารยาทและนำไปสู่ความอัปมงคล
ตามมาตรฐานเชือกกั้นเวทีมีเชือก 4 เส้น ขึงติดกับเสาที่มุม สูงจากพื้นเวทีขึ้นไป 16, 32, 48 และ 60 นิ้ว พวกเธอยังต้องคลานเข้าลอดใต้เชือกเส้นที่ต่ำที่สุดไม่ว่าตอนนั้นจะมีเมนส์หรือไม่ก็ตาม ในขณะที่นักมวยชายปีนขึ้นไปด้านบน
แม้มวยไทยจะพัฒนาตามธรรมเนียมสากล ด้วยการเริ่มมีนักมวยหญิงมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยมีพื้นที่และโปรแกรมให้นักมวยหญิงได้แสดงศักยภาพหรือโชว์ฝีมือแม่ไม้มวยไทย เพราะดึงดูดผู้ชม นักพนันได้น้อยกว่านักมวยชาย ซึ่งเท่ากับว่าจะขายตั๋วได้น้อยกว่ามวยไทยชาย ผู้สนับสนุนเชิงพาณิชย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมมวยไทย และโอกาสของนักมวยขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนี้ ยังคงยอมรับมวยไทยชายมากกว่า เชื่อว่าเป็นกีฬาผู้ชายและไม่ชอบเห็นผู้หญิงต่อยมวย
นักมวยไทยหญิงได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอที่จะยึดเป็นอาชีพหลักเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งๆ ผู้หญิงและผู้ชายก็ฝึกฝนเหมือนกัน อุทิศตัวเหมือนกัน ต่อสู้เหมือนกัน เจ็บตัวเหมือนกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซูโม่และมวยไทย เวทีการต่อสู้ชายฉกรรจ์ที่กลัวเมนส์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly