โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซูโม่และมวยไทย เวทีการต่อสู้ชายฉกรรจ์ที่กลัวเมนส์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มิ.ย. เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. เวลา 07.32 น.

บทความพิเศษ : ชานันท์ ยอดหงษ์

มวยปล้ำซูโม่กีฬาประจำชาติญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 17 ในยุคสมัยเอโดะ (Edo-jidai) เป็นทั้งพิธีกรรมชินโตและศิลปะการต่อสู้ที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีประเพณีเก่าแก่บางประการ

เช่น กฎห้ามผู้หญิงสัมผัสหรือเข้าไปใน “โดเฮียว” (Dohyo) ที่เป็นวงกลมกลางเวทีที่ทำจากฟาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ฟุต โดยอ้างว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะผู้หญิงที่เป็นเพศไม่สะอาดเพราะมีเมนส์จะสร้างมลพิษต่อเวที ตามความเชื่อของศาสนาชินโต

ซูโม่จึงเป็นอาณาจักรชายล้วน แยกผู้หญิงออกจากการแข่งขันและพิธีกรรม

ด้วยความวัฒนธรรมเก่าแก่ มันจึงถูกท้าทายด้วยวัฒนธรรมสมัยใหม่และพัฒนาการของสังคมหลายครั้ง เช่น ประเด็นสิทธิสตรี

วัฒนธรรมธรรมเนียมเก่าแก่เช่นนี้จึงมักเผชิญหน้ากับวิวัฒนาการของสังคม จนเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดโอซากาหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ระหว่างปี 2000-2008 ฟูซาเอะ โอตะ (Fusae Ohta) ได้รับเชิญให้ขึ้นมอบถ้วยรางวัลให้แก่แชมป์การแข่งขันซูโม่ประจำปีของโอซาก้า

หากแต่ในแต่ละปีที่เธอดำรงตำแหน่ง เธอต้องมอบรางวัลบริเวณทางเดินข้างเวทีหรือส่งรองผู้ว่าฯ ที่เป็นผู้ชายไปเป็นตัวแทน

เธอเองก็พยายามท้าทายธรรมเนียมโบราณนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเป็นการเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีแรกนับตั้งแต่ที่เธอดำรงตำแหน่ง โดยทำเรื่องขอให้สมาคมซูโม่แห่งญี่ปุ่น (Japan Sumo Association) อนุญาตให้เธอปฏิบัติตามบทบาทอย่างสมเกียรติบนเวทีซูโม่

ทว่าคำขอของเธอถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งสิ้นสุดวาระตำแหน่งของเธอ

ด้วยความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงประเพณีใดๆ ถือเป็นการทำให้บรรพบุรุษเสื่อมเสียเกียรติ สมาคมซูโม่แห่งญี่ปุ่นและคนจัดการแข่งขันจึงเคร่งครัดกับประเพณีดั้งเดิมมาก

ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2018 ในโรงยิมแห่งหนึ่งในเมืองไมซูรุ จังหวัดเกียวโต ระหว่างงานแข่งขันซูโม่ เรียวโซ ทาทามิ (Ryozo Tatami) นายกเทศมนตรีเมืองไมซูรุ กล่าวสุนทรพจน์ ก็เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันจากภาวะเลือดออกในสมอง ล้มพับกลางโดเฮียว

แพทย์หญิงสองคนรุดขึ้นเวทีเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล ขณะที่พวกเธอกำลังช่วยชีวิตนายกเทศมนตรี กรรมการตัดสินซูโม่กลับประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียง สั่งให้พวกเธอออกจากเวทีไม่หยุด

และหลังจากบรรดาแพทย์หญิงออกไปจากสังเวียนซูโม่ ก็มีพิธีกรรมโปรยเกลือเข้าไปในสังเวียนก่อนการแข่งขันเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ ด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงได้เข้ามาทำให้พื้นที่ในวงแหวนสกปรก ทั้งๆ ที่อันที่จริง น่าจะโรยเกลือลงหัวอีตากรรมการตัดสินมากกว่า

จากความช่วยเหลือได้ทันท่วงที นายกเทศมนตรีจึงปลอดภัยส่งถึงมือหมออย่างปลอดภัย

และหลังจากเหตุการณ์นี้ ประธาน Japan Sumo Association ก็ได้ออกมากล่าวขออภัยอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์เหยียดเพศที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน สังคมก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กับประเพณีเก่าแก่นี้ รวมถึงพยายามเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าผู้หญิงก็สามารถเข้าไปในโดเฮียวได้

การกีดกันผู้หญิงออกจากกีฬาซูโม่ นำไปสู่การจัดตั้งกีฬาซูโม่หญิงขึ้นต่างหาก ที่เรียกว่า “ออนนะ-ซูโม่” แต่ถึงกระนั้น นักมวยปล้ำซูโม่หญิงถูกจัดวางในการแข่งขันระดับสมัครเล่น และถูกมองว่าไม่ใช่ “ซูโม่แท้” โดยชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ขณะที่นักมวยปล้ำซูโม่ชายให้การยอมรับว่าเป็นมืออาชีพ

แม้ว่าผู้หญิงเล่นซูโม่จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบันทึกแรกๆ ที่กล่าวถึงก็คือเรื่องมีอยู่ว่า จักรพรรดิ Yuryaku (ค.ศ.418-479) สั่งให้หญิงคณิกา 2 นางสวมผ้าเตี่ยวและมวยปล้ำซูโม่ แต่นั่นก็เป็นเพียงการแสดงบำเรอความปรารถนาผู้ชายเท่านั้น หากแต่การที่ผู้หญิงจะมาเป็นนักกีฬาซูโม่ยังคงเป็นเรื่องวิปริตผิดประหลาดอยู่

กระทั่งศตวรรษที่ 18 กลางยุคเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) ซูโม่หญิงเริ่มเป็นเรื่องปกติ มีการแข่งขันซูโม่หญิงในบางพื้นที่ของญี่ปุ่น มีหลายทัวร์นาเมนต์ และดำรงสืบมาจนถึงยุคการฟื้นฟูเมจิ (Meiji Restoration) ค.ศ.1868 – 1889

แม้จะถูกรัฐบาลสั่งห้ามเรื่อยมาตั้งแต่เอโดะ เพราะถือว่าเป็นการทำลายศีลธรรมอันดีงาม แต่ก็รอดมาได้ทุกยุค กระทั่งสิ้นสุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ในยุคปัจจุบัน มีการรื้อฟื้นการแข่งขันมวยปล้ำซูโม่หญิง เช่น มีการแข่งขันซูโม่หญิงสมัครเล่นระดับประเทศครั้งแรก จัดขึ้นในปี 1997 กฎกติกาก็เหมือนกับซูโม่ชายมืออาชีพ เว้นแต่พวกเธอจะไม่เปลือยอกเหมือนซูโม่ชาย

แต่จะใส่ชุดรัดรูปภายใต้เข็มขัดผ้าซูโม่ที่เรียกว่า “มาวาชิ” (Mawashi) และการแข่งขันจะใช้เวลาเพียง 3 นาทีแทนที่จะเป็น 5 นาทีเหมือนกับซูโม่ชาย แต่ก็ยังถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันที่การแข่งขันระดับชาติจัดขึ้น ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมาคมซูโม่แห่งชาติ

ปัจจุบันซูโม่หญิงพบได้ตามบางโรงเรียนและชมรมมหาวิทยาลัยเท่านั้น พวกเธอทุ่มเทและฝึกหัดหนักพอๆ กับซูโม่ชาย แถมยังต้องต่อสู้กับชายเป็นใหญ่ของระบบกีฬานี้เพื่อให้ได้เป็นนักกีฬาซูโม่ แต่ก็ต้องละทิ้งความฝันและการฝึกฝนไปหลังจบการศึกษา

เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะหาเลี้ยงชีพด้วยซูโม่ ต่างจากผู้ชายที่สร้างรายได้มหาศาลจากการร่วมทัวร์นาเมนต์ และการเลือกปฏิบัติของกีฬานี้ก็ทำให้ซูโม่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

ชําเลืองมาดูกีฬาประจำชาติไทยกันบ้าง

การแข่งขันศิลปะการต่อสู้ “มวยไทย” ก็มีความชายเป็นใหญ่ไม่แพ้ซูโม่ ที่เชื่อว่า ผู้หญิงเป็น “มลพิษ” ต่อสังเวียนมวยที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

เวทีมวยหลายแห่งไม่อนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นเวทีมวยหรือแม้แต่สัมผัส ไม่เฉพาะเวทีมวยแต่รวมถึงเครื่องรางที่เกี่ยวข้องกับการชกมวยด้วย

เนื่องจากมวยไทยสัมพันธ์กับไสยศาสตร์และความเชื่อในเวทมนตร์คาถาของผู้ชาย “มงคล” เครื่องรางของนักมวย มีลักษณะเป็นผ้าคาดหัวสำหรับนักมวยไหว้ครูบนเวทีก่อนเริ่มชก ด้วยความเชื่อว่าศีรษะเป็นส่วนที่สูงที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของร่างกาย และจะไปตั้งไว้ที่เสามุมเวทีมวยเพื่อความเป็นสิริมงคล คุ้มกันอันตราย และชัยชนะ มงคลทำจากสายสิญจน์หรือผ้าดิบที่เกจิอาจารย์ปลุกเสกลงยันต์แล้วถักเป็นมงคลไปพร้อมกับท่องมนตร์ แช่ด้วยว่านน้ำมนต์

แม้ปัจจุบันใช้เชือกร่มหรือริบบิ้นถักเป็นมงคลแทน แต่ก็ยังคงความเชื่อเดิม ที่ครูมวยหรือโค้ชเป็นผู้เก็บรักษามงคลเท่านั้น ห้ามวางไว้ในที่ต่ำ หรือวงบนพื้น หรือห้ามให้ผู้หญิงสัมผัสหรือสวมหัวเหมือนนักมวยชาย

สำหรับผืนผ้าใบเวทีมวยนั้น ก็ถือเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีการประกอบพิธีกรรมพุทธและไสยศาสตร์ หากผู้หญิงขึ้นไปเหยียบบนเวทีจะทำให้นักมวยชายหนังไม่เหนียวคงกระพันชาตรี จะเกิดอาเพศเป็นอันตรายกับนักมวยชาย

ด้วยความเชื่อว่าเมนส์เป็นเลือดไม่ดี เป็นอันตรายต่อความศักดิ์สิทธิ์และเวทมนตร์คาถาแห่งการปกป้องที่สถิตอยู่ในเวทีมวย

ขณะที่นักกีฬาชายต่อยกันเลือดตกยางออกเปรอะเวทีไม่เป็นไร

ด้วยเหตุนี้ 2 เวทีมวยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างสนามมวยราชดำเนิน ที่ก่อตั้งขึ้นโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เปิดใช้สนามครั้งแรก ปี พ.ศ.2488 และสนามมวยเวทีลุมพินี ที่เป็นกิจการของกองทัพบก ก่อตั้งโดย ประภาส จารุเสถียร เปิดใช้สนามครั้งแรกปี พ.ศ.2499 จึงไม่มีการแข่งขันมวยหญิง ถึงกับมีป้ายประกาศ 2 ภาษา รอบเวทีว่า “สุภาพสตรีห้ามพิงหรือขึ้นเวทีเด็ดขาด” กระทั่งผ่านมาหลายทศวรรษ

ในปี 2564 สนามมวยลุมพินีเริ่มให้ผู้หญิงขึ้นแข่งขันมวยบนเวทีแห่งนี้ได้

เริ่มด้วยรุ่นมินิฟลายเวท (น้ำหนักไม่เกิน 105 ปอนด์) ซึ่งถือว่าใช้เวลาถึง 65 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง เพื่อปรับภาพลักษณ์หลังเป็นคลัสเตอร์โควิด-19 เมื่อปี พ.ศ.2563

ซึ่งก่อนจะจัดการแข่งขันก็มีการประกอบพิธีขอขมาขอความเมตตาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้หญิงขึ้นเวที

และในปี พ.ศ.2566 จึงเริ่มมีเพศหญิงเป็นกรรมการตัดสินมวยคนแรก

สำหรับเวทีมวยราชดำเนิน เพิ่งจะจัดให้มีการชิงแชมป์มวยหญิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งเวทีมา 78 ปี ในศึก RWS : Rajadamnern World Series ซึ่งเป็นมวยหญิงรุ่นน้ำหนักแบนตัมเวท (118 ปอนด์) ในปี พ.ศ.2565

นี่เป็นครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนาน แต่ที่ปรับตัวผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้ร่วมสมัยกับสากลมากขึ้น ยอมรับให้ผู้หญิงขึ้นเวทีมวยได้ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจมากกว่าเรื่องสิทธิและการเคารพคุณค่าความเท่าเทียมทางเพศ เพราะเวทีมวยยุโรปและประเทศอื่นๆ ไม่ได้มีกฎกีดกันผู้หญิงออกจากเวทีมวย นักมวยหญิงไทยจึงได้ขึ้นชกจนชนะคว้าเงินรางวัลหลายสิบล้านบาท

แต่เวทีมวยสากลที่อนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นเวทีได้ก็ใช่ว่าจะไม่รักษาความเป็น “กีฬาชายแทร่” เห็นได้จากให้สาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยขึ้นมาถือป้ายบอกยก เป็นอาหารตาชายหนุ่มเชียร์มวยขอบเวที

แม้จะยุติประเพณีชาวมวยห้ามผู้หญิงขึ้นเวที แต่ความเชื่อเรื่องภัยของเมนส์ยังคงอยู่

นักมวยหญิงที่ได้รับอนุญาตเข้าไปในสังเวียนนั้นไม่สามารถข้ามเชือกเส้นบนสุดได้ เพราะถือว่าเสียมารยาทและนำไปสู่ความอัปมงคล

ตามมาตรฐานเชือกกั้นเวทีมีเชือก 4 เส้น ขึงติดกับเสาที่มุม สูงจากพื้นเวทีขึ้นไป 16, 32, 48 และ 60 นิ้ว พวกเธอยังต้องคลานเข้าลอดใต้เชือกเส้นที่ต่ำที่สุดไม่ว่าตอนนั้นจะมีเมนส์หรือไม่ก็ตาม ในขณะที่นักมวยชายปีนขึ้นไปด้านบน

แม้มวยไทยจะพัฒนาตามธรรมเนียมสากล ด้วยการเริ่มมีนักมวยหญิงมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยมีพื้นที่และโปรแกรมให้นักมวยหญิงได้แสดงศักยภาพหรือโชว์ฝีมือแม่ไม้มวยไทย เพราะดึงดูดผู้ชม นักพนันได้น้อยกว่านักมวยชาย ซึ่งเท่ากับว่าจะขายตั๋วได้น้อยกว่ามวยไทยชาย ผู้สนับสนุนเชิงพาณิชย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมมวยไทย และโอกาสของนักมวยขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนี้ ยังคงยอมรับมวยไทยชายมากกว่า เชื่อว่าเป็นกีฬาผู้ชายและไม่ชอบเห็นผู้หญิงต่อยมวย

นักมวยไทยหญิงได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอที่จะยึดเป็นอาชีพหลักเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งๆ ผู้หญิงและผู้ชายก็ฝึกฝนเหมือนกัน อุทิศตัวเหมือนกัน ต่อสู้เหมือนกัน เจ็บตัวเหมือนกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซูโม่และมวยไทย เวทีการต่อสู้ชายฉกรรจ์ที่กลัวเมนส์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...