‘ผบ.นทพ.’ ลุยตรวจโปรเจกต์ลอตแรก สร้างรั้วปิดตายกั้นชายแดนไทย-เขมร
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. พล.อ.ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานโครงการก่อสร้างถนนชายแดน และงานก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณ ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยมี พล.ต.อภิรัชฎ์ รามนัฎ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 1 และ พ.อ.นัฐพล วิเชียรวรรณ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 ให้การต้อนรับและนำตรวจพื้นที่อย่างใกล้ชิด
สำหรับโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงและถนนชายแดนในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพไทยในการสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายและการลักลอบข้ามแดนในทุกมิติ โดยเจ้าหน้าที่ได้มุ่งเน้นการก่อสร้างครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตั้งแต่บริเวณหลักเขตแดนที่ 52 ถึงหลักเขตแดนที่ 59 ซึ่งเป็นจุดตะเข็บชายแดนที่มีความสำคัญยิ่งในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ
ความคืบหน้านำร่อง "รั้วตะวันออก" สกัดภัยคุกคามรอบด้าน จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า โครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นโครงการที่กองทัพไทยผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับให้เป็น "รั้วความมั่นคงแห่งแรกบนชายแดนตะวันออก" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมามักประสบปัญหาการลักลอบข้ามแดนของแรงงานผิดกฎหมาย, แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงการลักลอบขนของเถื่อนตามช่องทางธรรมชาติ
ส่วนการลงพื้นที่ของ พล.อ.ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผบ.นทพ. ในครั้งนี้ถือเป็นการเร่งรัดงานโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางคมนาคมเลียบชายแดน เพื่อให้กำลังพลสามารถเคลื่อนที่เร็ว และตัวโครงสร้างรั้วความมั่นคงให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา, กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี และตราด (กปช.จต.) รวมถึงหน่วยงานความมั่นคง ในพื้นที่ เพื่อบูรณาการทั้งกำลังพลและทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ ผบ.นทพ. และคณะ ยังได้ร่วมวางแผน กำหนดแนวทางการดำเนินงานในครั้งต่อไป พร้อมทั้งให้กำลังใจกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในสนามที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน โดยเน้นย้ำว่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนเท่านั้น แต่ถนนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอีกด้วย.