โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

พี่น้องกลั่นแกล้งกัน : พ่อแม่ควรทำอย่างไร เมื่อพี่น้องทำร้ายกันเอง

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 28 พ.ค. เวลา 02.22 น. • Features

ครอบครัวที่มีลูกหลายคนอาจคุ้นชินภาพพี่น้องทะเลาะกัน เถียงกัน และแกล้งกันจนเป็นเรื่องปกติ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง แต่ในบางครั้ง ความรุนแรงอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่การทะเลาะทั่วไป เมื่อมีฝ่ายหนึ่งถูกทำร้ายให้หวาดกลัว กดขี่ หรือสร้างบาดแผลบอบช้ำให้ทั้งร่างกายและจิตใจ มากเกินกว่าจะถูกเรียกว่าการกลั่นแกล้งหรือขัดแย้งระหว่างพี่น้องทั่วไปงานวิจัยพบว่า หลายครอบครัวอาจมี พี่น้องกลั่นแกล้งกัน บ่อยและมากกว่าที่หลายคนคิด และมีเด็กจำนวนมากที่ตกเป็นเป้าของความรุนแรงระหว่างพี่น้องทุกสัปดาห์ โดยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องฐานะหรือการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ในทุกครอบครัว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์และบรรยากาศภายในบ้าน และเด็กที่ถูกพี่น้องกลั่นแกล้งจากในครอบครัว ยังมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนนอกบ้านมากขึ้นด้วยแม้หลายครอบครัวหรือผู้ใหญ่ส่วนมากอาจคิดว่าพี่น้องทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา โกรธกัน แกล้งกัน เดี๋ยวก็กลับมาดีกันได้ จนอาจมองข้ามปัญหาว่าเด็กที่กำลังถูกทำร้ายอาจกำลังรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว และไม่ปลอดภัยภายในบ้านของตัวเองเพราะฉะนั้น ในวันที่คุณพ่อคุณแม่เห็นหรือรับรู้ว่า พี่น้องกลั่นแกล้งกัน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การตัดสินว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการที่คุณพ่อคุณแม่เข้าไปทำหน้าที่หยุดความรุนแรง เยียวยาจิตใจ และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำๆ อีก1. แยกให้ออกระหว่างทะเลาะกันกับกลั่นแกล้ง

พี่น้องทะเลาะกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพราะต่างฝ่ายต่างยังจัดการอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีนัก แต่ความขัดแย้งทั่วไปมักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายยังมีอำนาจใกล้เคียงกัน ต่างคนต่างโกรธและตอบโต้กันไปมาในขณะที่การกลั่นแกล้งมักมีความไม่เท่ากันอยู่ในความสัมพันธ์ เช่น คนหนึ่งตัวใหญ่กว่า อายุเยอะกว่า หรือรู้ว่าตัวเองสามารถทำให้อีกฝ่ายกลัวและควบคุมอีกคนได้ เด็กบางคนอาจล้อเลียนอีกฝ่ายซ้ำๆ ขู่ ทำให้อับอาย ใช้กำลัง หรือแกล้งแรงๆ แล้วบอกว่าเล่นเฉยๆ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตว่าเด็กอีกคนเริ่มเปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น มีพฤติกรรมแปลกไป เงียบลง หลีกเลี่ยงการพบเจอผู้คน ไม่กล้าโต้ตอบ หรือดูหวาดระแวงเวลาอยู่กับพี่น้อง เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มไม่ปลอดภัยอีกต่อไป2. คุณพ่อคุณแม่ควรรีบหยุดเหตุการณ์

เมื่อเห็นว่าลูกเริ่มใช้กำลัง ด่าทอ หรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกลัว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนั้นอาจไม่ใช่การรีบสั่งสอนหรือตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่คือการเข้าไปหยุดสถานการณ์ก่อน เช่น แยกลูกออกจากกัน พาไปสงบสติอารมณ์ หรือพาลูกที่กำลังถูกทำร้ายออกมาจากตรงนั้น เพื่อให้ทุกคนกลับมาอยู่ในภาวะที่ปลอดภัยมากขึ้นในช่วงที่อารมณ์ยังรุนแรง การรีบสอนให้ลูกรู้สึกผิด บังคับให้ขอโทษ หรือคาดคั้นทันทีว่า “ใครเริ่มก่อน” อาจไม่ได้ช่วยให้ลูกเรียนรู้ เพราะลูกกำลังรู้สึกโกรธ เสียใจ น้อยใจ หรือต่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกและกำลังถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่ สิ่งที่ลูกต้องการในเวลานั้นจึงเป็นการมีคนเข้ามาช่วยหยุดเหตุการณ์ และทำให้รู้สึกปลอดภัยให้เร็วที่สุด3. อย่าปล่อยให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นผู้ร้ายประจำบ้าน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ทะเลาะหรือทำร้ายกันระหว่างพี่น้อง คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจใช้ค่านิยมหรือทัศนคติบางอย่างในการตัดสินสถานการณ์ เช่น เป็นพี่ต้องยอมน้อง หรือเป็นน้องต้องไม่สู้พี่ และเริ่มใช้คำพูดเชิงตัดสิน เช่น “ทำไมถึงชอบแกล้งน้อง” หรือ “ทำไมถึงไม่ยอมให้พี่บ้างเลย” โดยไม่รู้ตัวแต่ในความเป็นจริง การทะเลาะเบาะแว้งหรือกลั่นแกล้งกันระหว่างพี่น้อง ย่อมไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่งเสมอไป แม้ลูกอาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่จำเป็นต้องแก้ไข ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกคนนั้นจะต้องเป็นฝ่ายผิดทุกครั้งดังนั้น สิ่งสำคัญคือการแยกตัวตนของลูกออกจากพฤติกรรมที่ต้องแก้ไข เช่น แทนที่จะพูดว่า “ทำไมชอบแกล้งน้อง” คุณพ่อคุณแม่อาจเปลี่ยนเป็น “แม่รู้สึกไม่ดีเลยที่ลูกตีน้อง” เพื่อให้ลูกรู้ว่า แม้พฤติกรรมบางอย่างจะไม่เหมาะสม แต่ลูกยังคงเป็นคนที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเปลี่ยนวิธีจัดการความโกรธหรือความรู้สึกของตัวเองได้เสมอ4. เด็กที่ถูกแกล้งต้องการการปกป้อง ไม่ใช่แค่ให้อดทน

เด็กที่ถูกพี่น้องทำร้ายหรือทำให้รู้สึกกลัว อาจไม่ได้ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เข้าข้างเสมอไป แต่สิ่งที่ลูกต้องการคือการรู้ว่า ความเสียใจและความรู้สึกของตัวเองมีคนมองเห็น และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ลูกต้องทนอยู่เพียงลำพังการแสดงออกให้ลูกรู้ว่าทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับลูก มีพ่อแม่คอยรับรู้เสมอ เช่น พูดว่า “แม่เข้าใจว่าลูกเสียใจ” หรือ “พ่อแม่จะช่วยดูแลเรื่องนี้ให้มากขึ้น” อาจช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย รับรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า และสมควรได้รับการปกป้องเมื่อถูกทำร้ายไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจก็ตามในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่คอยบอกให้ลูกคนใดคนหนึ่งเป็นฝ่ายอดทน หรือมองข้ามปัญหาของลูกเพราะคิดว่าเดี๋ยวพี่น้องก็ดีกันได้ นานวันเข้าลูกอาจเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่ทำให้เจ็บปวดเป็นเรื่องปกติ และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้เงียบๆ แทนการขอความช่วยเหลือเมื่อถูกทำร้ายในความสัมพันธ์อื่นในอนาคตท้ายที่สุดแล้ว บ้านควรเป็นพื้นที่ที่เด็กทุกคนรู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่สถานที่ที่ใครเสียงดังกว่า ตัวโตกว่า หรือมีอำนาจมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะแม้พี่น้องจะโกรธกันหรือทะเลาะกันได้ แต่เด็กก็ควรได้เรียนรู้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้อีกคนรู้สึกกลัว เจ็บปวด หรือไร้คุณค่า และในวันที่ลูกยังจัดการสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยหยุดความรุนแรง พร้อมค่อยๆ สอนให้ลูกเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างอ่อนโยนมากขึ้นอ่านบทความ: 6 วิธีสร้างพื้นฐานความสัมพันธ์ ไม่ให้พี่น้องทะเลาะกันจนคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวอ้างอิงsciencedirectpsychedrrachelglik

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...