โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรช ไทยแลนด์ กางกลยุทธ์ “Premium & Sustainable” ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์มูลค่าสูง

The Better

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 07.25 น. • THE BETTER
โรช ไทยแลนด์” จับมือ 3 พันธมิตรใหญ่ ประกาศยุทธศาสตร์ “Premium & Sustainable Global Health Hub”สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูง พร้อมสร้างความมั่นคงทางการคลังและเศรษฐกิจประเทศ

ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจและสาธารณสุขโลกที่กำลังผันผวนและเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อน อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของประเทศไทยกำลังเกิดจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Paradigm Shift) ในวาระครบรอบ 55 ปีของ โรช ไทยแลนด์ (Roche Thailand) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก นำโดย ดร.แมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ 3 พันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMWTA) และกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ประกาศวิสัยทัศน์ร่วม “Premium & Sustainable Global Health Hub”

ยุทธศาสตร์นี้เป็นการขานรับและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ Thailand Medical Hub (พ.ศ. 2566-2570) ภายใต้การหนุนเสริมระดับนโยบายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยมีหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปภาพลักษณ์และตำแหน่งแห่งที่ของประเทศ จากเดิมที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลที่เน้นการแข่งขันด้านราคา หรือ “โรงพยาบาลราคาถูกของโลก” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น คุณภาพ และความยั่งยืน

ความสำคัญของโรดแมปนี้ คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมและระบบสาธารณสุข จากยุค “ซ่อมสุขภาพ” ที่เน้นการตั้งรับและรักษาเมื่อป่วยหนัก ไปสู่ยุค “สร้างสุขภาพ” โดยนิยามให้สุขภาพคือสินทรัพย์เชิงเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของชาติ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์สุขภาพ ดร.แมทธิว โคตส์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนผ่านอุปมาอุปไมยเรื่อง “รูรั่วบนหลังคา” ว่า หากหลังคามีรูรั่ว การรีบซ่อมแซมตั้งแต่ตอนที่รูยังเล็กย่อมใช้เงินน้อยกว่าการปล่อยให้รูขยายใหญ่จนโครงสร้างบ้านทั้งหมดเสียหาย การลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มอาจดูเหมือนมีค่าใช้จ่ายในตอนแรก แต่มันคือการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุด เพราะช่วยลดภาระต้นทุนการรักษาระยะลุกลามที่มหาศาล และคืนเวลาที่มีค่าให้แก่ผู้ป่วย

เพื่อทลายกำแพงการเข้าถึงเทคโนโลยีมูลค่าสูงโดยไม่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ ได้มีการนำกลไก Managed Entry Agreements (MEA) เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงสถาบันในรูปแบบสัญญาร่วมทุนและความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านงบประมาณร่วมกัน ทำให้ยานวัตกรรมพรีเมียมสามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขและถึงมือผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น

อีกหนึ่งเครื่องมือเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมคือ การแพทย์แม่นยำโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี Comprehensive Genomic Profiling (CGP) หรือการตรวจยีนอย่างครอบคลุมเข้ามาใช้เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลพันธุกรรมจากโครงการ Genomics Thailand เพื่อลบล้างแนวทางการรักษาแบบเดิมที่เป็น “ยาชุดเดียวใช้กับทุกคน”

นพ.วิกรม เจนเนติสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา (เจ้าของเพจ "หมอมะเร็งไทยแลนด์ หมอนาย") ระบุว่า การแพทย์แม่นยำไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการ “หยุดยั้งการสูญเสียทรัพยากร” จากการลองผิดลองถูกหรือการรักษาที่ไม่ตรงเป้าหมาย และยังช่วยสร้างความยั่งยืนทางการเงินให้แก่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะยาว ทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “ไม่ตรวจ = ไม่ป่วย” แล้วเปลี่ยนมาใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศนำทางการรักษาเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิต

กลไกนี้จะขับเคลื่อนผ่านโมเดลความร่วมมือ PPP (Public-Private Partnership) เชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพร่วมกัน มากกว่าการซื้อขายเชิงพาณิชย์แบบเดิม โดยภาคเอกชนจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีล้ำสมัยขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ขยายสเกลการเข้าถึงให้แก่ประชาชน

จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับประเทศไทยจากศูนย์กลางบริการ ไปสู่ ศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โรช ไทยแลนด์ ได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนด้านงานวิจัยทางคลินิกในประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 2,300 ล้านบาท

จากการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า งานวิจัยทางคลินิกมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดย ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุนในการวิจัย สามารถสร้างมูลค่าตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศได้ถึง 2.9 บาท ซึ่งการขับเคลื่อนมิตินี้จะส่งผลดีต่อประเทศใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • High-Value Jobs: การสร้างงานทักษะสูงในโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัย

  • Brain Gain: การดึงดูดและรักษาบุคลากรทางการแพทย์ระดับหัวกะทิให้อยู่ในระบบของประเทศ

  • First-in-Class Access: การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึง “ยานวัตกรรมขั้นสูง” ได้ก่อนการวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในตลาดโลกเป็นเวลาหลายปี เช่นเดียวกับระบบนิเวศ R&D ในประเทศชั้นนำอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือจีน

ดร.ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ไปสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 (อัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี) ถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในการช่วงชิงเค้กตลาดพรีเมียม

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือนำคู่แข่งอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่มักชูความล้ำสมัยของเครื่องมือ ด้วยการใช้ “อาวุธลับ” คือการผสานมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล (โรงพยาบาลมาตรฐาน JCI อันดับ 5 ของโลก) เข้ากับระบบนิเวศเวลเนสที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้กลยุทธ์ "Travel Less • Stay Longer • Spend More" (เดินทางน้อยลง • อยู่นานขึ้น • ใช้จ่ายมากขึ้น) ดึงดูดกลุ่มท่องเที่ยวสุขภาพกำลังซื้อสูงที่พร้อมจ่ายมากกว่าปกติ 30-50% ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนให้เน้นการเดินทางพำนักระยะยาว

โมเดลนี้เรียกว่า Lifestyle Integration หรือการบูรณาการเฮลธ์แคร์เข้ากับวิถีชีวิต มีการนำนวัตกรรมการแพทย์เฉพาะบุคคลมาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านอุตสาหกรรมอาหารชุมชน การใช้ Superfoods ผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่นตลอดจนการพัฒนาธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุเพื่อสถาปนาประเทศไทยให้เป็น “Longevity Destination” หรือจุดหมายปลายทางของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

เพื่อรองรับการเป็น Thailand Premium Medical Destination ภาครัฐโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำโดย ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อทลายกำแพงทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ผ่านมาตรการหลักหลายด้าน:

  • การปฏิรูปกฎหมายมาตรา 14/1: ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถร่วมจัดตั้งศูนย์วิจัยและศูนย์ฝึกอบรมกับสถาบันการแพทย์ของรัฐ เพื่อเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบ Digital Health และ Telemedicine

  • ยุทธศาสตร์วีซ่าทางการแพทย์: ขยายวีซ่ารักษาพยาบาลจากเดิม 30 วัน เป็น 1 ปี และเตรียมขยายสู่ 5 ปี พร้อมมาตรการพำนักระยะยาว สูงถึง 10 ปี (5+5) เพื่อดึงดูดผู้ป่วยกำลังซื้อสูง

  • กรอบงาน ATMP: วางกฎระเบียบรองรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงและการทำเซลล์บำบัดอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

  • International Insurance Platform: พัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับเชื่อมต่อบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานและราคากลางการเบิกจ่ายของไทย ซึ่งถูกกว่ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกาหลายเท่าตัว

  • การสนับสนุนด้านภาษาและการจัดการข้อพิพาท: ประกาศจัดตั้งศูนย์ล่าม 4 ภาษา และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ เพื่อยกระดับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยต่างชาติ

"เรามุ่งมั่นสร้าง Nation Branding ให้โลกจดจำว่าประเทศไทยคือ Premium Medical Destination ที่ทุกคนมั่นใจในความปลอดภัย และคนไทยประสบความสำเร็จสูงสุดจากการยกระดับเทคโนโลยีนี้ไปพร้อมกัน" — ทพ. อาคม ประดิษฐสุวรรณ

การขับเคลื่อนพลังของ 4 เสาหลัก ทั้ง นโยบาย (รัฐ) • นวัตกรรม (เอกชน) • องค์ความรู้ (แพทย์เฉพาะทาง) • และเศรษฐกิจ (ภาคท่องเที่ยว) กำลังร่วมกันสร้างโมเดลระบบสุขภาพที่เน้นคุณค่า หรือ Value-based Healthcare ซึ่งมองว่าสุขภาพไม่ใช่เป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายหรือเม็ดเงินสูญเปล่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โรดแมป “Thailand Premium Medical Hub” ภายใต้การเดินทางร่วมกับพันธมิตรของโรช ไทยแลนด์ ตลอด 55 ปีที่ผ่านมาและครึ่งศตวรรษถัดจากนี้ จึงไม่ใช่แค่แผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วไป แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การตรวจโรคเร็ว การรักษาที่แม่นยำ งานวิจัยคลินิก เวลเนส ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อส่งมอบบริการด้านนวัตกรรมและสุขภาวะระดับโลกที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท พร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนคนไทยและผู้ป่วยจากทั่วโลกอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...