กลับสู่อิสรภาพ ทนายตั้มเปิดใจ ขอสู้ต่อถึงอุทธรณ์
หลังใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงเรือนจำนานกว่า 1 ปี 7 เดือน ในที่สุด "ทนายตั้ม" สิทธา เบี้ยบังเกิด และภรรยา ก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความสนใจจากสังคมที่ยังจับตาคดีของเขาอย่างใกล้ชิด
ทันทีที่ได้ออกมาเผชิญหน้ากับสื่ออีกครั้ง ทนายตั้มเปิดใจถึงช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต โดยยอมรับว่าช่วง 5 เดือนแรกในเรือนจำเป็นช่วงที่หนักหนาที่สุด เพราะต้องแบกรับทั้งความกังวลเรื่องครอบครัว ลูกๆ และภรรยาที่ถูกคุมขังอยู่คนละแห่ง ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่างๆ ภายในเรือนจำ รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการสวมเครื่องพันธนาการเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เขาตัดสินใจเปลี่ยนความเครียดให้กลายเป็นแรงผลักดัน ใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาสำนวนคดีและเตรียมแนวทางต่อสู้ทางกฎหมายด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี
ด้านภรรยาของทนายตั้มเผยว่า ช่วงแรกแทบตั้งรับไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมาเกี่ยวข้องกับคดีความหรือการถูกคุมขัง แต่สุดท้ายเธอเลือกปรับมุมมองใหม่ มองช่วงเวลานั้นเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต และพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้สามีต้องเป็นห่วงและมีสมาธิกับการสู้คดี
สำหรับเส้นทางทางกฎหมายหลังจากนี้ ทนายตั้มประกาศชัดว่าจะเดินหน้าสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใน 3 ข้อหาที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะคดีเงิน 71 ล้านบาท ที่เจ้าตัวยืนยันมาตลอดว่าเป็นเรื่องของการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมระบุว่ามีหลักฐานสำคัญเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ที่สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่กรณี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดมากขึ้นในชั้นอุทธรณ์
ส่วนคดีเกี่ยวกับรถยนต์ ทนายตั้มมองว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีการนำคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานรายหนึ่งที่ไม่ได้มาให้การต่อหน้าศาลมาใช้ประกอบคำพิพากษา จึงเตรียมยื่นอุทธรณ์ในประเด็นนี้เช่นกัน
ขณะที่คดีเงิน 39 ล้านบาท เจ้าตัวเผยว่ายังมีหลักฐานสำคัญที่ไม่ถูกพูดถึงมากนัก เป็นข้อมูลการสื่อสารที่ดึงมาจากโทรศัพท์มือถือของฝ่ายคู่กรณี ซึ่งพบรายละเอียดหลายส่วนที่ขัดแย้งกับคำให้การในคดี และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อย่างมาก
นอกจากการสู้คดีของตัวเองแล้ว ทนายตั้มยังประกาศเตรียมยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีฮั้วประมูลโครงการของ AOT ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท โดยอ้างว่าตนมีข้อมูลและหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงไปถึงบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและธุรกิจ ซึ่งต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส
เมื่อถูกถามถึงชีวิตหลังจากนี้ ทนายตั้มยอมรับว่าบทเรียนครั้งใหญ่ที่ได้รับทำให้มุมมองหลายอย่างเปลี่ยนไป เขาไม่คิดจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะถอยห่างจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ ที่เคยทำในอดีต โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวงการตำรวจ
สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้สำหรับเขาไม่ใช่ชื่อเสียงหรือการต่อสู้บนหน้าสื่อ แต่คือการได้กลับมาใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูแลภรรยาและลูกๆ พร้อมค่อยๆ เดินหน้าพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อกู้ศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้ง
Link ดี น่าสนใจ
ยับกลับบ้านไม่ถูก! ส่องเมนต์เขมรหลังไทยถล่มเละ 4-0
มาดู! 5 เคล็ดลับออกกำลังกายให้แฮปปี้จาก แอน ทองประสม
ทำไมยุงกัดบางคนมากกว่าคนอื่น
5สิ่งที่ผู้ชายอยากได้จากคู่ชีวิต