เมืองยิ่งมั่ว มีมยิ่งมันส์ สำรวจปรากฏการณ์ชาวเน็ตไทย ในวันที่ใช้ ‘มีม’ ตอบโต้ทางการเมือง
การเกิดขึ้นของเพจ อย่าง นางแบกการละคร ปลื้ม Without Context หรือ @political_reddog ที่ตัดมีมมาแปะโลโก้พรรรคการเมือง มาหยอกล้อกับไวรัลเด็ดๆ ประโยคโดนๆ ถือเป็นอีกหนึ่งการละเล่นใหม่ของแฟนด้อมทางการเมือง อย่างที่ชอบแซวกันขำๆ ว่า เรื่องพูดไปเรื่อย จิกกัดกันแบบเหนือชั้น คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ
จะว่าไป ‘นางแบก-ด้อมส้ม-สลิ่ม’ ปรากฏการณ์แฟนด้อม ที่ปัจจุบันแทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองไทย แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของประชาชนกับสถาบันทางการเมือง ในยุคโซเชียลมีเดียเติบโตได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว จากเดิมแค่ไปเลือกตั้ง ดูอภิปราย นั่งถกเถียงกันในสภากาแฟ เป็นอันจบไป แต่ไม่ใช่กับตอนนี้
การเมืองกลายเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ ถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก รวมไปถึงการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์เป็นหลัก ทว่า การแสดงความรู้สึก ถ้าผ่านตัวหนังสืออย่างเดียว ก็อาจเกิดคำถามตามมาได้ว่า “ผู้พูดมีน้ำเสียงอย่างไร”
นี่เองถึงทำให้ ‘มีม’ อุดช่องโหว่เหล่านั้นได้ เพราะไม่ว่าจะมาในรูปแบบของภาพนิ่ง หรือวิดีโอ ก็สามารถถ่ายทอดสารได้ถึงความรู้สึกนึกคิดของชาวเน็ต โดยที่ต่อให้บางอย่างพาปวดใจ แต่ก็ชวนขำปวดท้องไปพร้อมกัน
เมื่อ ‘มีม’ ยุคใหม่คือความตั้งใจให้ ‘ไวรัล’
ในยุคโซเชียลมีเดียครองโลก ไม่มีเครื่องมือการสื่อสารชนิดไหน ที่ทรงพลังได้เท่า ‘มีม’ เพราะการสื่อสารชนิดนี้ เข้าถึงการรับรู้ของคน ได้ทั้งอารมณ์ รูป เสียง และตัวอักษร อย่างในอดีตที่มีมหนึ่งหนึ่งจะฮาได้ ก็ต่อเมื่อมันออแกนิค
ภาพจากรายการ The Face Thailandที่วลีของ ลูกเกด เมทินี เป็นไวรัลและมีมไปทั่วบ้านทั่วเมือง ก็เกิดจากคนบนโลกออนไลน์ ดัดแปลงและทำซ้ำต่อกันไปเป็นทอดๆ ในลักษณะขำขัน ทั้งๆ ที่รายการดังกล่าวเป็นเรียลลิตี้แฟชั่น ไม่ใช่รายการประเภทตลก ตอกย้ำข้อสังเกตที่ว่า กระบวนการเกิดมีม มักไม่ได้มาจากความตั้งใจต้นทาง
ทว่า ภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รายงานจาก Hootsuiteวิเคราะห์ว่า การตลาดเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้มีม เป็นความตั้งใจผลิต มากกว่าจะปล่อยให้ความออแกนิคได้ทำงาน
“อีพีนี้xึงไม่มีสิทธิโกง และพรุ่งนี้วันเลือกตั้ง อย่าโกงด้วย xูไม่อยากให้บ้านเมืองชิบxายแล้ว ไม่มีอะไรจะแดกแล้ว xูเหนื่อย”
คำพูดจากคลิปสุดไวรัลของ ‘มะเดี่ยว’ หนึ่งในเมนเทอร์รายการ ‘The Take ฮอร์โมน’ รายการเรียลลิตี้ที่ Parody รายการ The Face อีกที เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความตั้งใจให้เกิดมีม ตั้งแต่กระบวนการผลิต
โดยยืนยันได้จากในไลฟ์หลายๆ ครั้งของ ‘นารา เครปกะเทย’ ผู้จัดรายการดังกล่าว ว่ามีการเรียกเมนเทอร์ มาถ่ายทำ Voxpop (สัมภาษณ์เดี่ยว) เพื่อตัดต่อใหม่ อยู่ในหลายๆ ตอน เพราะต้องการให้รายการสนุก และทันกระแสสังคมได้มากที่สุด
‘มีม’ ที่เกิดขึ้นจากสื่อบันเทิง เป็นกระจกที่สะท้อนสภาพสังคมไทย
ทำไมละครไทยสุดคลาสสิกอย่าง ‘คู่กรรม’เวอร์ชั่นเบิร์ด ธงไชย กับ กวาง กมลชนก ถึงเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงที่สุดตลอดกาลของทีวีไทยได้ เป็นคำถามที่ถูกวิพากษ์กันในหลายโอกาส
ปัจจัยความสำเร็จ คือ โครงสร้างของเนื้อเรื่อง จากศัตรูคู่สงคราม กลายเป็นคนรักที่เข้าใจกัน ความเกลียดชังกลายเป็นความรัก และความรักก็อาจต้องพรากจากกันเพราะหน้าที่และความตาย ทุกอย่างเป็นเพียงสถานะชั่วคราว ตามผลประโยชน์หรือบทบาทที่ได้รับ ความเกลียดกันของพระเอกนางเอก แต่สุดท้ายเดี๋ยวก็รักกัน เป็นรสชาติการเสพสื่อที่ถูกจริตคนไทย และสะท้อนภาพของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิภาดา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (2567) ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PERSPECTIVES IN THE ARTS AND HUMANITIES ASIA ซึ่งศึกษาละครเรื่อง ‘สงครามสมรส’ ที่ดัดแปลงจากนวนิยาย คดีรักร้าง ได้นำเสนอข้อค้นพบว่า ละครสะท้อนกระบวนการที่ตัวละครต้องต่อรองกับบรรทัดฐานทางสังคมที่กดทับ โดยเฉพาะตัวละครหญิงที่เป็น ‘แม่เลี้ยงเดี่ยว’ หรือ ‘เมียหลวง’ ที่ต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองใหม่ นอกเหนือจากการเป็นเพียง ‘แม่ศรีเรือน’ ที่ต้องอดทนเพื่อรักษาครอบครัวไว้ตามค่านิยมดั้งเดิม
งานวิจัยชิ้นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า สื่อบันเทิงไทย กำลังทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสภาพสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบริบททางสังคม การใช้ชีวิต กระทั่งบริบททางการเมืองก็ตาม
การเมืองคือเรื่องประโลมโลก
ขาว-ดำ, นางเอก-นางร้าย, มิตร-ศัตรู, ความดี-ความชั่ว คำที่มีความหมายตรงข้ามกันเหล่านี้ ถือเป็นสารตั้งต้นของการคิดพล็อตของละครน้ำเน่า ซึ่งจะบอกว่าเป็น ‘วิถีแห่งความประโลมโลก’ ก็ได้ และหนึ่งสื่อบันเทิงที่เป็นแม่บทของความประโลมโลก หนีไม่พ้น ‘Telenovela’ หรือละครน้ำเน่าในแถบละตินอเมริกา
เป็นเวลากว่าเจ็ตทศวรรษแล้ว ที่ Telenovela ทำหน้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมสื่อของโลก มีมูลค่าส่งออกหลายพันล้านดอลลาร์ จุดเด่นของละครประเภทนี้ คือเนื้อเรื่องจะมีจุดจบที่แน่นอน มักจบลงด้วยการฟื้นฟูระเบียบทางศีลธรรม โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มักวนเวียนอยู่กับการต่อสู้ระหว่างคนจน ผู้มีศีลธรรมกับคนรวยผู้ชั่วร้าย ซึ่งสอดรับกันอย่างแนบเนียนกับภูมิทัศน์ทางการเมือง แบบประชานิยมในแถบละตินอเมริกา
นักวิจัยจากโครงการ GUMELAB (Laboratory for Memory and Digital Media Research) ของมหาวิทยาลัยเสรีแห่งเบอร์ลิน (Free University of Berlin) ตั้งข้อสังเกตว่า Telenovela ดึงดูดผู้ชมจากทุกชนชั้นทางสังคม และมักเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่นสำหรับประชาชนทั่วไป
กลายเป็นว่าละครไม่ได้เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนสังคม แต่ได้กลายเป็นแม่แบบที่สังคมใช้ในการทำความเข้าใจการเมือง
[การละเล่น ‘มีมการเมือง’]
มีมจากละครไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความบันเทิง แต่ในปัจจุบันกำลังเป็นทรัพยากรการสื่อสารเชิง ‘สัญญะ’ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น
ตัวละครจาก Telenovela ที่ถูกนำมาใช้เป็นมีมเสียดสีทางการเมืองบ่อยที่สุด คือ ‘Soraya Montenegro’ ตัวร้ายจากละครยอดฮิตปี 1995 ของสถานีโทรทัศน์ Televisa เรื่อง María la del Barrio
สาเหตุที่ตัวละครดังกล่าวถูกใช้เป็นมีมระดับแรงก์ SSS ก็เพราะเป็นตัวละครนางร้ายที่มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ความหึงหวงที่เกินเบอร์ มีวรรคทองทุกครั้งที่ออกฉาก และแสดงสีหน้าอารมณ์อย่างชัดเจน
แม้เป็นตัวละครยุคทีวีจอตู้ แต่ Soraya ได้กลับมาโลดแล่นบนโลกอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง ในฐานะใบหน้าของมีม ‘Cries in Spanish’ภาพที่แคปเจอร์จากละครถูกนำมาใช้ เพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นอัตลักษณ์ของชาวละติน
กรณีศึกษาที่น่าสนใจของการใช้มีมของตัวละครดังกล่าว คือกรณีของการโต้วาทีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีพรรคเดโมแครต ปี 2019
เมื่อผู้สมัคร Beto O’Rourke ที่เป็นคนขาวแต่มีความผูกพันทางวัฒนธรรมกับชายแดนเม็กซิโก ตอบคำถามด้วยภาษาสเปนอย่างไม่คาดคิด ทำให้โลกอินเตอร์เน็ตตอบสนองความอยากเอาใจฐานเสียงฮิสแปนิกอย่างไม่เป็นธรรมชาตินี้ ด้วยการแปะมีมสีหน้าของ Soraya เป็นการสื่อนัยๆ ว่า Beto พยายามจะเข้าถึงแต่ทำได้ไม่เนียน
รวมถึงกรณีศึกษาในฟิลิปปินส์ บทพูดจากละครดรามา เรื่อง ‘The Broken Marrige Vow’ซึ่งดัดแปลงจากซีรีส์ ‘Doctor Foster’ ของ BBC ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อสร้างพลังให้กับการชุมนุมของฝ่ายค้าน
ย้อนกลับไปปี 2022 ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองอย่างดุเดือดในช่วงเลือกตั้งทั่วไปของฟิลิปปินส์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ AC Soriano สร้างเพลงรีมิกซ์จากฉากประทะอารมณ์ของตัวละครเอก ที่พูดประโยค “Papunta pa lang tayo sa exciting part” หรือ เราเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ส่วนที่น่าตื่นเต้น จนกลายเป็นไวรัลใน TikTok ภายหลัง ผู้สมัคร Leni Robredo ได้ช่วงชิงเทรนด์นี้มาเป็นแคมเปญในการหาเสียง เพลงรีมิกซ์จากประโยคดังกล่าวถูกเปิดในการชุมนุมหาเสียงขนาดใหญ่ โดยมีคนหลายแสนคนตะโกนประโยคนี้พร้อมกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมมีมอินเตอร์เน็ตกับวัฒนธรรมทางการเมือง อย่างเป็นรูปธรรม
ไม่แปลกที่ตัวละครในโลกสื่อบันเทิงสามารถอุปมาโลกจริงได้อย่างแนบเนียน เพราะสื่อกับสังคมคือคันฉ่องสองบานที่ตั้งหันหน้าเข้าหากัน เหมือนกับที่นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส Marie-Henri Beyle เคยเขียนไว้ว่า “A novel is a mirror walking along a main road.” (นวนิยายคือกระจกเงาที่เคลื่อนที่ไปตามท้องถนน) เพราะสื่อก็สะท้อนทั้งท้องฟ้าสีคราม และความอัปลักษณ์ มีมก็เช่นกัน
อ้างอิง