โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

PTTGC ได้เปรียบวัตถุดิบก๊าซ มาร์จิ้นปิโตรเด้งไตรมาส 2 เด่น

ทันหุ้น

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 15.21 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 19.45 น.

#PTTGC #ทันหุ้น – PTTGC ได้เปรียบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โครงสร้างใช้วัตถุดิบจากก๊าซในประเทศเป็นหลัก หมดปัญหาซัพพลายขาดแคลน หลังบางโรงงานต้องหยุดผลิตจากปัญหาวัตถุดิบ ขณะที่ส่วนต่างกำไรจะสูงกว่าคู่แข่งที่ใช้แนฟทา กูรูชี้สเปรดปิโตรเคมีฟื้นแตะราว 360 ดอลลาร์ต่อตัน ลุ้นผลงานไตรมาส 2/2569 ฟื้นชัด เป้า 28.70 – 30 บาท

นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อยู่ในทิศทางฟื้นตัว จากความได้เปรียบด้านโครงสร้างต้นทุนและวัตถุดิบ เมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีรายอื่นในตลาด

ทั้งนี้ ความได้เปรียบหลักมาจากโครงสร้างวัตถุดิบของบริษัทที่ใช้อีเทน (Ethane) ประมาณ 50% และโพรเพน (Propane) ราว 30% ซึ่งส่วนใหญ่มีแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจำกัด ขณะเดียวกัน การเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบสำคัญอย่างก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และแนฟทาในต้นทุนที่แข่งขันได้

โครงสร้างวัตถุดิบดังกล่าวยังส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (Margin) ของผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้ผลิตปิโตรเคมีจำนวนมากในภูมิภาคใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งต้นทุนจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนก๊าซของ PTTGC เคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับได้เปรียบ และทำให้ส่วนต่างกำไรของผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม โดยเฉพาะโพลีเอทิลีน (Polyethylene : PE) เริ่มกลับมาสร้างกำไรได้ แม้ภาพรวมผลประกอบการทั้งบริษัทจะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากภาวะขาดทุน

ขณะเดียวกัน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Spread) มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 360 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อตัน หลังโรงงานบางแห่งทั้งในและต่างประเทศต้องหยุดผลิตชั่วคราวจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้กำลังการผลิต (Supply) ในตลาดลดลงในระยะสั้น ซึ่งเอื้อต่อผู้ผลิตที่ยังสามารถเดินเครื่องผลิตและมีสินค้าพร้อมจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม ระดับ Spread ปัจจุบันที่ประมาณ 360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุน (Breakeven) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยรวม ทำให้การฟื้นตัวของกำไรยังต้องใช้เวลา

ในเชิงผลประกอบการไตรมาส 1/2569 คาดว่ายังรับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของ Spread ไม่เต็มที่ เนื่องจากเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส แต่หากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในตลาดโลกยืดเยื้อ มีโอกาสที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะปรับตัวดีขึ้นชัดเจน และจากความได้เปรียบด้านต้นทุนและวัตถุดิบ จึงยังคงคำแนะนำ “Outperform” สำหรับหุ้น PTTGC ราคาเหมาะสม 28.70 บาท

@โครงสร้างธุรกิจครบวงจร

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากภาวะตึงตัวของวัตถุดิบแนฟทาในตลาดโลก ท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันและ LNG ในสัดส่วนถึงราว 20% ของโลกกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หนุนราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบต่อ PTTGC จะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจาก PTTGC นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 5–10% ของปริมาณจัดหาทั้งหมด โดยแหล่งน้ำมันดิบหลักยังมาจากสหรัฐ แอฟริกา และเอเชีย อีกทั้ง PTTGC อยู่ระหว่างร่วมกับกลุ่ม ปตท. จัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นเพื่อทดแทนเพิ่มเติม ในทางกลับกัน ภาวะตึงตัวของอุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปช่วยหนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และค่าการกลั่นให้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบและค่าระวางขนส่งที่สูงขึ้น

อีกทั้งPTTGC ยังมีความได้เปรียงเชิงโครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจร ทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีสามารถผลิตแนฟทาใช้เองจากโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์ ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินเครื่องโรงงานปิโตรเคมีได้เต็มกำลังการผลิต

ในด้านอัตรากำไร ภาวะขาดแคลนแนฟทาทำให้โรงงานโอเลฟินส์หลายแห่งในเอเชียและตะวันออกกลางต้องประกาศเหตุสุดวิสัย ส่งผลให้อุปทานปิโตรเคมีในตลาดลดลง และหนุนให้ราคาผลิตภัณฑ์รวมถึงส่วนต่างราคา (Spread) ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ PTTGC ในฐานะผู้ผลิตโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบมีต้นทุนได้เปรียบกว่าโรงงานที่ใช้แนฟทา ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของสายการผลิตที่ใช้ก๊าซ (Gas-Based Margin) ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

เบื้องต้นคาดการณ์รายได้รวมทั้งปี 2569 ของ PTTGC ที่ 5.89 แสนล้านบาท กำไรสุทธิราว 1.1 หมื่นล้านบาท ทั้งยังมีสถานการณ์แข่งขันที่แข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบการปิโตรเคมีจำนวนมาก จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ทำให้มีโอกาสได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ ขึ้นเป็น 30 บาท โดยอิงมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ที่ 0.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.0 เท่า ราว 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...