โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ครัว’ ไม่ควรเป็นพื้นที่ของความรุนแรง และความรุนแรงก็ไม่ควรเป็น ‘คัลเจอร์’ จากกรณี René Redzepi เชฟชื่อดังแห่งร้าน Noma กับการใช้ความรุนแรงกับพนักงานมานานเป็นปีๆโดยไม่เคยต้องรับผิดชอบ และผู้ถูกกระทำก็ไม่เคยได้รับการเยียวยา

Mirror Thailand

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 06.57 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 06.57 น.
ภาพไฮไลต์

“ตะคอก ต่อย ตบ ทุกคนบอกว่าให้มองไปทางอื่น ไม่ต้องสนใจ เพราะมันเกิดขึ้นอยู่แทบตลอดเวลา”

นี่คือข้อความเพียงส่วนหนึ่งจากคนที่เคยทำงานในครัว ซึ่งถูกส่งมาถึง Jason Ignacio White อดีตหัวหน้าห้องแล็บซึ่งค้นคว้าและทดลองนวัตกรรมด้านการหมักดองอาหาร หรือ Fermentation Lab ของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Noma ที่ทำให้เขาตัดสินใจเล่าเรื่องมันผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า เวลา 3 ปีที่ทำงานที่นั่น เขาได้รู้เห็นพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วโพสต์นั้นก็ทำให้เขาก็ได้รับข้อความจากอดีตพนักงานที่เคยทำงานที่ร้าน Noma ตามมาเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งประเด็นนี้กลายเป็นไวรัลเพียงชั่วข้ามคืน

Noma คือร้านอาหาร Fine Dining ชื่อดังในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เจ้าของดาวมิชลิน 3 ดวง ติดอันดับ World’s 50 Best Restaurants ถึง 5 ปีซ้อน และได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก่อตั้งเมื่อปี 2004 โดยเชฟ René Redzepi ด้วยแนวคิดของการทำให้อาหารยั่งยืนโดยเสาะหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสร้างสรรค์ออกมาเป็นอาหารแต่ละจานที่ผ่านการคิดค้นทดลองอย่างละเมียดละไมราวกับชิ้นงานศิลปะ ทั้งยังเปิดเพียงปีละแค่ 3 ครั้งเท่านั้นตามฤดูกาล

นั่นจึงทำให้ Noma กลายเป็นร้านอาหารที่ไม่ใช่แค่มีเงินก็กินได้ เพราะมียอดจองกันข้ามปีจากนักกินทั่วโลก ชนิดที่ว่าติดลิสต์ ‘ต้องมากินให้ได้ก่อนตาย’ ชื่อเสียงของ Noma ทำให้โคเปนเฮเกนกลายเป็นหมุดหมายของคนที่หลงใหลอาหาร ขณะที่เชฟ René ก็ได้รับอิสริยยศจากราชินีของเดนมาร์ก และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเชฟผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคของวงการอาหาร

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาหารสุดละเมียดละไมเหล่านั้น ก็คือการที่เชฟใหญ่คนนี้ใช้ความรุนแรง คุกคามทั้งทางร่างกายและจิตใจกับพนักงานทุกระดับในร้านอาหารแห่งนี้ และมันก็ดำเนินไปโดยไม่เคยมีใครกล้าออกมาพูดอะไรมานานนับปี

“ผมขออุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมนี้ และผมจะไม่ยอมเงียบอีกต่อไปแล้ว” Jason Ignacio White อดีตหัวหน้าห้องแล็บร้าน Noma ที่ตัดสินใจสร้างเว็บไซต์ Noma-abuse.com เพื่อให้แวดวงอาหารหยุด Normalized ความรุนแรงว่า ‘เป็นส่วนหนึ่งของคัลเจอร์’ เสียที

เพราะอาหารหนึ่งจานไม่ได้เเค่สร้างมาจากความเหนื่อยยากและหยาดเหงื่อของคนอีกหลายชีวิตเบื้องหลัง แต่มันยังสร้างมาจากความเจ็บปวดของคนเหล่านั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย

หลังจากการออกมาเปิดโปงพฤติกรรมการใช้ความรุนเเรงของเชฟ René โดยอดีตหัวหน้าห้องแล็บ สื่อใหญ่อย่าง The New York Times ก็ได้สานต่อเรื่องนี้ โดยติดต่อพูดคุยกับอดีตลูกจ้างร้าน Noma จำนวน 35 คน ที่เคยเจอประสบการณ์การถูกเชฟ René ใช้ความรุนแรง ตั้งแต่ปี 2009-2017 พบว่า มีคนจำนวนไม่น้อยเคยถูกต่อยหน้า ถูกทิ่มด้วยอุปกรณ์ในครัว จนถึงกระแทกพวกเขาเข้าที่กำแพง นั่นยังไม่รวมถึงการคุกคามที่มีผลต่อจิตใจ อย่างการถูก Body Shaming ล้อเลียนสำเนียงการพูดของพนักงานต่างชาติ ถูกเยาะเย้ยถากถางต่อหน้าคนอื่น และใช้อำนาจของเชฟ René ข่มขู่พนักงานในร้านว่าให้ระวังจะโดน ‘ขึ้นบัญชีดำ’ ถ้าหากนำเรื่องเหล่านี้ไปเปิดเผย

“ไปทำงานแต่ละวันเหมือนไปรบ” Alessia อดีตลูกจ้างร้าน Noma ผู้ขอเลี่ยงเปิดเผยนามสกุล เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย “คุณต้องบังคับตัวเองให้แข็งแกร่ง และห้ามแสดงความกลัวออกมา”

เช่นเดียวกับ Ben อดีตลูกจ้างร้าน Noma ที่บอกว่า เชฟ René ทำพฤติกรรมแบบนี้มานานแล้ว การที่เขาจะลงโทษทีมงานทั้งหมด จากความผิดพลาดของคนคนเดียวนั้น เป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นเป็น ‘กิจวัตร’ ปกติสำหรับที่นั่น

จริงๆ แล้วเคยมีสารคดีเรื่อง Noma at Boiling Point ที่เปิดเผยประเด็นเหล่านี้ในปี 2008 ซึ่งตอนนั้น เชฟ René ได้ออกมายอมรับผิดและขอโทษผ่านบทความของเขาเองชื่อ Culture of the Kitchen และในปี 2022 เขายังเคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่ารู้สึกเสียใจกับพฤติกรรมในอดีตเหล่านั้น บอกว่าเขาไม่เคยต่อยตีใคร แค่เพียงอาจจะมีการ ‘กระทบกระทั่ง’ กันบ้างในระหว่างการทำงานเท่านั้นเอง

อดีตพนักงานหญิงคนหนึ่งเล่าว่า ตอนที่เชฟ René เห็นเธอกำลังถือโทรศัพท์ ซึ่งเป็นกฎหนึ่งของร้านที่ห้ามพนักงานใช้โทรศัพท์อย่างเด็ดขาดขณะทำงาน แต่ในเวลานั้น เธอบอกว่าหยิบมันขึ้นมาเพราะลูกค้าคนหนึ่งขอให้เธอช่วยหรี่เสียงเพลงในร้านที่ดังเกินไป แต่พอเชฟ René เห็น ก็ไม่ถามไถ่ ชกเธอเข้าที่ซี่โครง แรงจนเธอเซล้มไปชนกับขอบเคาน์เตอร์ครัวตรงมุมแหลมพอดีจนเธอลงไปกองกับพื้น เลือดไหล แต่ทีมงานทุกที่เห็นกลับเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ก่อนเธอจะค่อยๆ ประคองตัวเองไปนั่งพักในห้องแต่งตัว จนกระทั่ง Sous-chef (ผู้ช่วยเชฟใหญ่) เข้ามา และแค่ถามว่าเธอจะกลับไปทำงานได้หรือยัง เธอจึงต้องฝืนกลับไปทำงานให้หมดกะ ซึ่งหลังเกิดเรื่อง เธอก็อีเมล์เล่าให้ครอบครัวรับรู้มาตลอด ที่น่าสนใจคือคณะกรรมการของร้าน Noma ก็รับรู้เรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีบทลงโทษในการกระทำของเชฟเจ้าของร้านแต่อย่างใด

“เอาตรงๆ นะ ไม่มีใครในวงการอาหารที่รู้สึกเซอร์ไพรส์เลย”

“ทุกคนรู้อยู่แล้ว ดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนออกมาพูดเรื่องนี้เสียที”

“คำถามต่อไปคือ ยังมีใครอีกบ้าง? รู้กันอยู่ว่าพวกเซเลบฯ เชฟร้านดังๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น”

คือส่วนหนึ่งในบรรดาคอมเมนต์มากมายที่เข้ามาแสดงความเห็นต่อการเปิดเผยข้อมูลของ The New York Times ที่บอกว่าคนส่วนใหญ่ ทั้งคนที่อยู่ในแวดวงอาหาร รวมถึงคนทั่วไปเองก็รู้ดีว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และไม่ใช่แค่กับร้าน Noma ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า ขณะที่ความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทำไมคนที่รู้เห็น หรือเกี่ยวข้องกลับยังเพิกเฉย แม้แต่มองว่ามันเป็น ‘เรื่องปกติ’

และมันก็อาจจะจริงที่วงการร้านอาหารเองก็ไม่ได้หลบซ่อนว่ามันเป็นพื้นที่ของการทำงานอันเคร่งเครียดเดือดดาลสักเท่าไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในสื่อบันเทิงบ่อยครั้ง ทั้งหนัง ซีรีส์ หรือเกมโชว์ อย่างเช่นซีรีส์เรื่อง The Bear หรือหนัง The Menu ที่สะท้อนชีวิตคนทำงานในครัวทุกระดับซึ่งไม่เพียงต้องต้องเผชิญกับความกดดันอย่างมากอยู่แล้วในการทำงาน แต่ไม่น้อยเลยที่ต้องทนรับกับการระเบิดอารมณ์ สารพัดการคุกคาม กับความรุนแรงในทุกรูปแบบจากหัวหน้า หรือเชฟใหญ่ ความรุนแรงในครัวเหล่านี้กลายเป็นเหมือนเรื่องปกติ แล้วมันก็สร้างความเข้าใจให้กับทั้งคนในแวดวงอาหาร รวมถึงคนทั่วไปด้วยว่า นี่คือ ‘ส่วนหนึ่งของคัลเจอร์’ ทั้งที่จริงแล้ววัฒนธรรมความรุนแรง ไม่ว่าจะในครัว หรือที่ทำงานไหนก็ตาม มันไม่ควรจะกลายเป็นเรื่องปกติทั้งนั้น

นั่นยังไม่รวมถึงการละเมิดสิทธิ์และสวัสดิภาพคนทำงานที่มีให้เห็นในวงการอาหารบ่อยครั้งไม่แพ้กัน อย่างการทำงานที่หนักเกินไป หรือการทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง อย่างเช่นที่ Noma รับสมัครเด็กฝึกงานจำนวน 30-40 ที่หลังจากฝ่าฝันการคัดเลือกเข้ามาแล้ว ก็ต้องทำงานตลอด 3 เดือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เพื่อที่หลายคนบอกว่า “แลกกับประสบการณ์ที่ยากจะหาได้ที่ไหน” ที่ทำให้ต้องยอมทน เพราะคนที่เคยผ่านด่านโหดหินของ Noma มาแล้ว ก็จะมีสิทธิ์เปิดประตูสู่ซีนอาหารที่ไหนก็ได้บนโลก ที่ซึ่งพวกเขาแน่ใจว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีชื่อ Noma บรรจุอยู่ในเรซูเม่ แต่ในเมืองอย่างโคเปนเฮเกน ที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้บางคนก็ทนไม่ไหว ต้องถอดใจ เพราะไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ แถมยังไม่มีสหภาพแรงงานร้านอาหารที่จะไปเรียกร้องอะไรได้อีก

ปลายปีที่แล้ว เชฟ René ตัดสินใจปิดร้าน Noma นอกจากเพื่อขอพักบทบาทจากการทำงานแบบ Day-to-day service ไปมุ่งหน้าโฟกัสการเป็นแล็บที่ทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านอาหาร ส่วนตัวเขาก็จะไปพบนักบำบัด เพื่อ “หาทางที่ดีที่สุดที่จะจัดการความโกรธของตัวเอง”

“ถึงแม้ว่าผมจะจำหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว ผมก็รู้ว่าพฤติกรรมของผมในอดีตสะท้อนออกมาต่อคนเหล่านั้นอย่างไร ที่ว่าพฤติกรรมของผมนั้นมันอันตรายต่อคนที่ทำงานกับผมมากแค่ไหน และสำหรับใครที่เคยทุกข์ทรมานระหว่างการทำงานกับผม ได้เจอกับการพิพากษาของผม หรืออารมณ์ฉุนเฉียวของผม ผมขอโทษจากใจ และผมจะพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนแปลงมัน” เชฟ René Redzepi แถลงกับ The New York Times หลังจากกระแสที่เกิดขึ้น

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2026/03/07/dining/rene-redzepi-noma-abuse-allegations.html

https://www.instagram.com/microbes_vibes/

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘ครัว’ ไม่ควรเป็นพื้นที่ของความรุนแรง และความรุนแรงก็ไม่ควรเป็น ‘คัลเจอร์’ จากกรณี René Redzepi เชฟชื่อดังแห่งร้าน Noma กับการใช้ความรุนแรงกับพนักงานมานานเป็นปีๆโดยไม่เคยต้องรับผิดชอบ และผู้ถูกกระทำก็ไม่เคยได้รับการเยียวยา

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...