โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. เลือกหั่นดอกเบี้ยนโยบายแบบ Front-load ส่งสัญญาณ 1% เป็นระดับ “เพียงพอ”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 19.12 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 10.14 น.

ทำไม กนง. ลดดอกเบี้ยตอนนี้? กางเหตุผลตัดสินใจแบบ Front-load มติ 4 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% รั้งตำแหน่งดอกเบี้ยต่ำอันดับ 3 ของโลก แต่มองเป็นระดับที่เพียงพอ กระตุ้นแบงก์เร่งส่งผ่านปล่อยสินเชื่อช่วยกลุ่มเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 2569

25 ก.พ. 2569 - นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยหลังแถลงผลการประชุม กนง. ที่คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อปี ว่า กรรมการ 4 ท่าน เห็นว่าควรผ่อนคลายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการส่งผ่านนโยบายไปยังกลุ่มเปราะบางยังทำได้ไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านเครดิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ย้ำดอกเบี้ยนโยบาย 1% เป็นระดับที่เพียงพอ

หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายในรอบนี้ คือความตั้งใจที่จะซ่อมแซมงบดุลของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่ง กนง. คาดหวังว่านโยบายนี้จะทำงานร่วมกับมาตรการเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพสินเชื่อและเสริมประสิทธิภาพนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะส่งผ่านไปสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและราคาในที่สุด

“อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงมาเหลือ 1% นั้น อยู่ในระดับที่ "ผ่อนคลายเพียงพอ" และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า การลดดอกเบี้ยในระดับนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยซ่อมแซมงบดุลของภาคธุรกิจและครัวเรือน และสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย”

คณะกรรมการมองว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะช่วยให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น แม้กรรมการทุกท่านจะเห็นตรงกันว่า นโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอยู่แล้ว โดยพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ Real Rate ที่หักเงินเฟ้อแล้วอยู่ในระดับติดลบ

นอกจากนี้ กรรมการท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ระเบียบใหม่ ซึ่งภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่ใช่แค่การลดภาระหนี้ให้ผู้ที่ลำบากเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับโฉมธุรกิจ (Transform) ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกใหม่

“การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเพียงใด ขึ้นอยู่กับการส่งผ่านนโยบายของสถาบันการเงินด้วย คณะกรรมการจึงเน้นย้ำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและการส่งผ่านนโยบายอย่างใกล้ชิด เพราะหากไม่มีการส่งผ่านที่มีประสิทธิภาพ นโยบายดอกเบี้ยก็อาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้”

ทั้งนี้ หากดูการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ถือว่า “จบวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง” หรือไม่นั้น มองว่า เพียงพอและสอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน และถือว่า “จบวัฎจักรแล้ว” แต่หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน

รักษาขีดจำกัดนโยบายและความท้าทายจากปัจจัยภายนอก

นายดอน กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ปัจจุบันมีอยู่อย่างจำกัดมาก เนื่องจากระดับดอกเบี้ยที่ 1% ในขณะนี้ ถือว่าใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.5% ช่วงวิกฤตโควิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกำแพงภาษี (Tariff) ของสหรัฐฯ แม้ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะมีการตีตกไปบางส่วน แต่แนวทางการจัดการในอนาคตยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง

ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนยังเพิ่มสูงขึ้น กรรมการเห็นว่าจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้ระดับหนึ่งเพื่อเป็นเกราะป้องกัน แม้ในที่ประชุมจะมีความเห็นต่างกันบ้างว่าควรสำรองพื้นที่ไว้มากน้อยเพียงใดระหว่าง 0.50 หรือ 0.75% แต่ท้ายที่สุดเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าการปรับลดในระดับปัจจุบันมีความเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ โดยกรรมการมองว่า 0.50% เป็นพื้นที่ที่เพียงพอในการรองรับสถานการณ์

โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% นั้น เป็นระดับที่เพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบ อัตราดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก จากการสำรวจกว่า 50 ประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) และประเทศพัฒนาแล้ว (DM) โดยสูงกว่าเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น

และคาดว่าในอนาคตอันใกล้ญี่ปุ่นจะปรับทิศทางนโยบายเข้าสู่ขาขึ้นและอาจมีระดับดอกเบี้ยที่สูงกว่าไทย ดังนั้น คณะกรรมการจึงมองว่าระดับ 1% เป็นระดับที่ต่ำมากแล้ว แต่การปรับลดลงในครั้งนี้มีความจำเป็น

นายดอน กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการรองรับความไม่แน่นอน คณะกรรมการมีความกังวลต่อผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยต่ำที่มีต่อกลุ่มผู้ออม โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาเงินออมเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นพฤติกรรมการย้ายเงินฝากประจำไปยังกองทุนประเภท Daily Fixed Income หรือกองทุนต่างประเทศมากขึ้น แม้ในขณะนี้ปริมาณเม็ดเงินที่ไหลออกจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยที่ประชุมได้หารือถึงผลเสียของการคงดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้หรือ "ธุรกิจซอมบี้" (Zombie Firms) ยังคงอยู่ในระบบนานเกินควร ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำอาจมีการก่อหนี้เพิ่มสูงขึ้น แม้ปัจจุบันจากการพิจารณาสัดส่วนหนี้ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) จะยังคงมีแนวโน้มลดลง แต่คณะกรรมการกำชับให้เฝ้าระวังความเสี่ยงเหล่านี้เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะปานกลาง

“กนง. ย้ำว่า นโยบายการเงินเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น และไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายแบบแพ็กเกจที่ผสมผสานทั้งมาตรการทางการเงินและนโยบายจากภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน เช่น โครงการ Reinvent Thailand เพื่อยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นายดอน กล่าวอีกว่า ในด้านการส่งผ่านนโยบาย คณะกรรมการเห็นควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประสิทธิภาพของนโยบายจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการส่งผ่านไปยังภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง แม้ว่าการส่งผ่านจะเป็นไปตามกลไกตลาด แต่หากทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้นและมีความเสี่ยงด้านเครดิตลดลง (เช่น ผ่านโครงการ SME Credit Boost หรือการรับประกันสินเชื่อ) ธนาคารพาณิชย์ย่อมมีความเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อและปรับลดดอกเบี้ยตามลงมา ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลโดยตรงต่อกำไรของผู้ส่งออกที่อาจจะเปราะบางเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยด้านค่าเงิน และอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อในระยะต่อไป ซึ่งปัจจัยหลักยังคงมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดและทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันจากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนในพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Flow) โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตร นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเป็นมาตรการเสริมเพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงิน

ลดดอกเบี้ยแบบ Front-loading เซอร์ไพรส์ตลาด

อย่างไรก็ดี นายดอน กล่าวด้วยว่า การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจสร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดในแง่ของจังหวะเวลา เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยและรอปรับลดในเดือนเมษายน คณะกรรมการได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมในการสื่อสาร โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าตัวเลข GDP กำลังปรับตัวดีขึ้น แต่กลับมีการลดดอกเบี้ยนโยบาย

“คณะกรรมการตัดสินใจดำเนินการในลักษณะ "Front-loading" คือการปรับลดก่อนกำหนด เพื่อให้ผลของนโยบายเริ่มทำงานและช่วยเหลือเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นทันทีในช่วงที่ความไม่แน่นอนของโลก โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระดับสูง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...