เบื้องหลัง ชัยชนะ สีน้ำเงิน กระแสรักชาติ-ต้านเขมร การโหวตของทหารเปลี่ยน 'อนุทิน' คุมมั่นคง ควบ รมว.กลาโหม ลุ้นชื่อ บิ๊กทหาร ช่วย
รายงานพิเศษ
เบื้องหลัง ชัยชนะ สีน้ำเงิน
กระแสรักชาติ-ต้านเขมร
การโหวตของทหารเปลี่ยน
‘อนุทิน’ คุมมั่นคง ควบ รมว.กลาโหม
ลุ้นชื่อ บิ๊กทหาร ช่วย
ชัยชนะที่ท่วมท้นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จากผลการเลือกตั้งที่ได้มากกว่า 190 ที่นั่งในสภา เป็นผลจากกระแสรักชาติ จากกรณีการสู้รบกับกัมพูชา เป็นปัจจัยหลักสำคัญมากกว่าเหตุผลอื่นๆ
เพราะแม้แต่พรรคไทรวมพลัง ที่กังฟู นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ยังได้รับเลือกเข้ามาถึง 6 ที่นั่ง
หรือแม้แต่จังหวัดชายแดนที่เคยเป็นสีส้ม เช่น ตราด ที่เป็นพื้นที่การสู้รบในห้วงที่ผ่านมา ก็ยังหันมาเลือกพรรคสีน้ำเงิน เช่นเดียวกับจันทบุรี ที่แม้ไม่มีการสู้รบ แต่ชาวจันทบุรีก็สนับสนุนทหารเรือนาวิกโยธิน ในการสร้างถนน และนำอาหารและสิ่งของจำเป็นมาให้ทหารเสมอๆ จนทุกวันนี้
รวมถึงการสูญเสียเก้าอี้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ในภาคอีสาน ทั้งอีสานใต้ชายแดน และหลายจังหวัด ก็เป็นการสะท้อนว่า กรณีคลิป “อังเคิล” และการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา มีผลอย่างมาก
ส่วนการโหวตของนักเรียนทหารหลายหน่วย ที่เคยเป็นสีส้ม ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อน เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อย จปร. จ.นครนายก ก็เปลี่ยนมาเป็นเลือกพรรคสีน้ำเงิน แม้จะยังมีเลือกพรรคส้มอยู่บ้างก็ตาม
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่แม่ทัพกุ้ง พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ที่ปรึกษา ผบ.ทบ. เดินสายไปพบปะ บรรยายพิเศษ เรื่องการสู้รบกับกัมพูชา และการปลุกกระแสรักชาติ ในหมู่นักเรียนทหาร รวมไปถึงบรรดาพลทหารในภาคอีสาน และหลายจังหวัด ที่ผลการเลือกตั้ง จากที่เคยเลือกพรรคสีส้มกันแบบยกหน่วย ก็เปลี่ยนมาเป็นเลือกพรรคสีน้ำเงิน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีเลือกพรรคส้มอยู่บ้างก็ตาม
แต่ในภาพรวมสะท้อนว่า การสู้รบกับกัมพูชา ที่ทหารไทยต้องสละชีพในสนามรบ 42 นาย บาดเจ็บกว่า 700 นาย นับว่ามีผลต่อการตัดสินใจของทหารทั้ง 5 กลุ่ม
คือ 1. นายทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทหารสัญญาบัตร 2. ทหารชั้นประทวน 3. นักเรียนทหาร 4. พลทหาร 5. ครอบครัวทหาร
เลือกตั้งครั้งนี้คาดว่า กลุ่มที่ 1 คือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทหารสัญญาบัตรโหวตเลือกพรรคสีน้ำเงิน หรือพรรคในขั้วอนุรักษ์ นอกจากเพราะเรื่องกัมพูชาแล้ว ยังเป็นเพราะต่างวิเคราะห์ว่า หากพรรคสีส้มชนะเลือกตั้ง และมาเป็นรัฐบาล อาจส่งผลต่อการปฏิรูปกองทัพในทิศทางที่สุดโต่งเกินไป และเพื่อปกป้องสถาบัน เพราะเกรงจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และหากบ้านเมืองวุ่นวายอาจเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหาร
แม้ว่าในยุคสมัยปัจจุบัน โอกาสในการรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้น้อยมาก จากการปรับโครงสร้างหน่วยกำลังรบในกองทัพบก โดยเฉพาะหน่วยทหารรักษาพระองค์ ที่ย้ายโอนไปเป็นหน่วยในพระองค์ และที่ปรับไปขึ้นกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ฉก.ทม.รอ.904) หรือ ฉก.ทหารคอแดง
แต่ก็ใช่ว่าการปฏิวัติรัฐประหารจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย เพราะก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอหากประเทศถึงทางตัน และกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
จึงอาจกล่าวได้ว่าที่ผ่านมาการโหวตหรือลงคะแนนเลือกตั้งของทหารในกองทัพจึงมีแค่เพียงทหารกลุ่ม 1 เท่านั้นที่โหวตเลือกตามยุทธศาสตร์ของกองทัพ แต่อีก 4 กลุ่มไม่สามารถสั่งได้
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของทหารในกลุ่มต่างๆ โดยอัตโนมัติ
โดยเฉพาะนักเรียนนายสิบทหารบก ที่เคยเลือกพรรคส้ม แต่เพราะการสู้รบครั้งนี้ ที่รุ่นพี่โรงเรียนนายสิบทหารบก หรือ NCO ได้สละชีพในสมรภูมิต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ใน 42 นายที่เสียชีวิต ที่เป็นจ่า และนายสิบ ล้วนเป็น NCO จบจากโรงเรียนนายสิบ ทบ.ทั้งสิ้น จึงเกิดความภาคภูมิใจในรุ่นพี่ที่เป็นนักรบ เสียสละเพื่อชาติ จึงทำให้การโหวตเปลี่ยน
รวมทั้งการเดินสายบรรยาย และพบปะประชาชนและทหารของ พล.อ.บุญสินตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่การสู้รบรอบแรก กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วกว่าร้อยที่หมาย และพบปะประชาชน ทหาร และการออกสื่อและโซเชียลมีเดีย เข้าถึงประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ย่อมมีผลไม่น้อย
ด้วยเพราะทหารในยุคนี้สั่งไม่ได้ ว่าให้เลือกใครพรรคไหน เพราะจะมีข้อมูลรั่วไหลออกไปถึงครอบครัว และถึงพรรคส้ม จนกลายเป็นข่าว ดังนั้น ผบ.หน่วยทหารจึงใช้แนวทางที่นุ่มนวล และไม่พูดตรงๆ และหลายหน่วยใช้การเปิดคลิปข่าว สถานการณ์ให้ทหารชม ในชั่วโมงสันทนาการ และเปิดเพลงปลุกใจในยุคใหม่ ที่โด่งดังในโซเชียลมีเดียคลอในหน่วยทหาร
โดยเฉพาะนักเรียนทหาร และพลทหาร ที่เป็นวัยคนรุ่นใหม่ มักจะมีแนวคิดนิยมพรรคสีส้ม หรือแม้แต่ทหารชั้นประทวน จ่า นายสิบเอง หากเห็น ผบ.หน่วย ไม่ว่าระดับใด สั่งการ หรือโน้มน้าว ให้เลือกหรือไม่เลือกใคร ข่าวก็จะรั่วไปถึงพรรคส้มเสมอๆ ในห้วงที่ผ่านมา
จนทำให้ทาง ผบ.หน่วยทหารไม่กล้าที่จะสั่งการใดๆ
ดังนั้น ในภาพรวม การโหวตของทหารจึงเลือกพรรคสีน้ำเงินและพรรคในขั้วอนุรักษนิยม มากกว่าพรรคสีส้ม แต่ก็ยังมีเลือกสีส้มอยู่
โดยเฉพาะการโหวตของทหารในกรุงเทพฯ ทั้งนายทหารสัญญาบัตร ชั้นประทวน และพลทหาร ในการเลือกตั้ง 2569 นี้ก็ยังโหวตเลือกพรรคประชาชน มากกว่าพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีเสียงแตกไปเลือกพรรคต่างๆ บ้างแต่ก็แค่จำนวนน้อย
ผลการโหวตของหน่วยเลือกตั้งที่ 33-40 เขตดุสิต เขต 7 หรือที่เรียกกันว่าเป็นถนนทหาร เพราะเต็มไปด้วยหน่วยทหารเรียงรายอยู่มากมาย โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ที่เป็นทหารราว 7-8 พันคนนั้น ก็ยังโหวตเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาชน ชนะถึง 7 หน่วย จาก 8 หน่วย โดยที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนชนะแค่ 1 หน่วยเลือกตั้งเท่านั้น และคะแนนก็ไม่ได้ทิ้งห่างจากผู้สมัครของพรรคประชาชนมากนัก
ขณะที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชนก็มีคะแนนชนะพรรคภูมิใจไทยในหน่วยทหารโซนนี้
หากเทียบเคียงกับการโหวตของทหารในหน่วยเลือกตั้งเขตดุสิตในการเลือกตั้งปี 2566 จะพบว่าเสียงที่ไม่เลือกพรรคประชาชน (พรรคอนาคตใหม่) ในเวลานั้น เสียงแตกไปเลือกพรรคขั้วอนุรักษนิยม เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ส่งผลให้แย่งคะแนนกันเอง และแพ้พรรคประชาชน
มาเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้เสียงทหารที่ไม่เลือกพรรคประชาชนจะรวมกันมาเลือกพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน ที่ทำให้คะแนนไม่ทิ้งห่างจากพรรคประชาชนมากนัก แต่ก็ไม่สามารถชนะได้ ในพื้นที่หน่วยทหาร แต่ภาพรวมคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 2 กว่า 5 แสนคะแนน จากเดิมราว 7 หมื่นคะแนน
อันเป็นการสะท้อนว่า หน่วยเลือกตั้งที่มีผู้ใช้สิทธิ์เป็นทหารในเขตดุสิต กรุงเทพฯ ยังเลือกพรรคสีส้ม มากกว่าพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งสอดคล้องกับการโหวตในภาพรวมที่พรรคประชาชนชนะทั้ง 33 เขตของกรุงเทพฯ และทำให้ กทม.เป็นสีส้ม
มีการวิเคราะห์ของหน่วยความมั่นคงว่า แม้การสู้รบกับกัมพูชาจะมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งของกำลังพล แต่ในระดับทหารชั้นประทวน และพลทหาร ซึ่งโดยอายุถือเป็นคนรุ่นใหม่ก็ยังคงมีความนิยมในพรรคสีส้มอยู่ และสนับสนุนการยกเลิกการเกณฑ์ทหารตามนโยบายของพรรคสีส้ม เพราะพวกเขาก็ไม่ต้องการให้คนอื่นมาเป็นทหารหรือเกณฑ์ทหาร
ในทางกลับกัน เพราะการสู้รบกับกัมพูชา มีพลทหารที่เสียชีวิตในสนามรบหลายนาย ได้ส่งผลในมุมกลับ ที่ทำให้พลทหารไม่ต้องการให้มีพลทหารต้องมาออกรบในอนาคต จึงเลือกพรรคส้ม เพราะไม่อยากให้มีการสู้รบกับกัมพูชาอีก และทำให้พลทหารจะต้องไปออกรบและเสียชีวิตอีก และต้องการให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
โดยที่คนรุ่นใหม่ หรือพลทหาร ไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนว่า แม้พรรคสีส้มมาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถยกเลิกการเกณฑ์ทหารได้ เพราะถึงอย่างไรผู้ที่สมัครใจเป็นทหารก็ไม่ครบตามจำนวนที่กองทัพต้องการ จึงต้องมีการเกณฑ์ทหารอยู่ดี แม้ว่ากองทัพจะพยายามลดจำนวนการเกณฑ์ทหารลง แต่จำนวนทหารที่ต้องใช้ไปดูแลชายแดนทั่วประเทศทั้ง 7 กองกำลังก็ยังคงต้องใช้มากกว่า 5 หมื่นนาย
การยกเลิกการเกณฑ์ทหารมีได้วิธีเดียวคือ การใช้ระบบทหารอาสา หรือรับจ้าง โดยต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการจ่ายเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยงและต้องสูงกว่าเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงทหารที่ได้เดือนละ 11,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปนั้นผลจากสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชา ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกเข้ามาแบบเกินคาด ถึงขั้นที่ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยน้ำตาซึมที่ประชาชนเลือกเข้ามาเยอะขนาดนี้
ซึ่งเสมือนเป็นคำสั่งของประชาชนที่ให้นายอนุทินมาจัดการเรื่องกัมพูชาโดยเฉพาะ ตามที่ได้ประกาศและหาเสียงไว้ ทั้งการสนับสนุนความพร้อมรบของกองทัพ การสร้างรั้วชายแดน และการปิดด่าน การยกเลิก MoU 44 แต่ไม่ยกเลิก MoU 43 เพราะที่ผ่านมาได้มีการปักปันเขตแดนไปแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อเสนอของกองทัพที่คงเอาไว้ หรืออาจทบทวนปรับปรุงได้ในอนาคต
แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะฝ่ายกัมพูชาก็แสดงท่าทีที่จะไม่ยอมรับการตัดสินใจใดๆ ของฝ่ายไทย โดยเฉพาะไม่ยอมรับเส้นเขตแดนใหม่ ที่เกิดขึ้นหลังไทยยึดคืนดินแดนในหลายพื้นที่ และลงนามสองฝ่ายในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ที่จันทบุรีเมื่อ 27 ธันวาคม 2568
ฝ่ายกัมพูชาโดย พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนที่จะใช้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติในการต่อสู้เรื่องอธิปไตย ดินแดนของกัมพูชา
และรอคอยที่จะมีรัฐบาลใหม่ เพื่อที่จะเปิดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC-Joint Boundary Commission แม้จะเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยและมีนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม
แต่การแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับกัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในสถานภาพที่นายอนุทินได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเพราะความเด็ดขาดในการแก้ปัญหากัมพูชา ทั้งการสนับสนุนกองทัพให้สู้รบเอาชนะกัมพูชาและยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมด
ดังนั้น หากนายอนุทินยอมเจรจาหรืออ่อนข้อให้กัมพูชาโดยง่ายก็อาจจะกลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงและกระทบต่อคะแนนนิยมของนายอนุทินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน หรือ ครม.อนุทิน 2 จึงมีโจทย์เรื่องกัมพูชาเป็นการบ้านสำคัญ ที่ส่งผลให้รัฐบาลใหม่ของนายอนุทินต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะการจัดการกับกัมพูชา
ส่งผลให้เก้าอี้ รมว.กลาโหมถูกจับตามองมากว่านายอนุทิน และรวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีของพรรคภูมิใจไทย จะเลือกใครมากุมบังเหียน
ท่ามกลางแนวโน้มว่านายอนุทินอาจจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมเอง เพื่อที่จะคุมงานความมั่นคง เพราะในห้วง 4 เดือนที่เป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บัญชาการ
เหล่าทัพและฝ่ายทหารในเรื่องความมั่นคงโดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
ประกอบกับตัวนายอนุทินเองมีความชื่นชอบในด้านการทหารอยู่แล้วและมีเพื่อนพี่น้องในกองทัพเป็นจำนวนมาก อีกทั้งควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทยมาแล้วถึงสองสมัย ดังนั้น ครั้งหนึ่งในชีวิตในห้วงที่สถานการณ์เอื้ออำนวยเช่นนี้ นายอนุทินอาจควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมได้อย่างเหมาะเจาะ
ประกอบกับในปัจจุบันกองทัพเปิดกว้างสำหรับ รมว.กลาโหมที่เป็นพลเรือน เพราะก่อนหน้านี้นายสุทิน คลังแสง รองนายกฯ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็เคยเป็น รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรก ที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
อีกทั้งในอดีตมีนายกรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นพลเรือนและควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม เช่น นายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
มีรายงานว่าตัวนายอนุทินเองมีความพร้อมและมั่นใจในตัวเองที่จะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม และกำลังมองหาอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่จะรับหน้าที่ รมช.กลาโหม ช่วยดูแลกระทรวงกลาโหม พร้อมจัดทีมงานหน้าห้อง รมว.กลาโหม
โดยมีชื่อของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม อดีตแม่ทัพภาค 2 จากสายบุรีรัมย์ เป็นแคนดิเดต รวมทั้งแม่ทัพกุ้ง พล.อ.บุญสิน ภาคกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ที่มีกระแสประชาชนสนับสนุน ให้รับตำแหน่ง โดยเฉพาะ รมว.กลาโหม เลยทีเดียว
รวมทั้งชื่อของ บิ๊กวิน พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข อดีตรอง ผบ.ทร. และเพื่อนร่วมรุ่นอัสสัมชัญและ วปอ.61 ของนายอนุทิน ที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รวมถึงชื่อ บิ๊กไก่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาฯ สมช. ที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายอนุทินมายาวนาน
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าหากโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีในสัดส่วนของคนนอกไม่เพียงพอ นายอนุทินก็อาจไม่ตั้ง รมช.กลาโหม แต่จะแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย รมต.แทน
ขณะที่ชื่อของ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมที่ยังคงต้องรักษาการไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ นั้นยังไม่มีรายงานข่าวว่าได้ถูกทาบทามเข้าร่วมรัฐบาลนายอนุทิน 2 อีกครั้งหรือไม่ แต่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามีสัญญาณบางประการที่ทำให้ พล.อ.ณัฐพลอาจต้องเปลี่ยนใจจากที่จะวางมือทางการเมืองไปพักผ่อน แต่ให้ทำใจว่าอาจจะต้องช่วยทำงานต่อก็ตาม
แต่ด้วยคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับ ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และอาจไม่ต้องยกเก้าอี้นี้ให้บิ๊กทหารมานั่งในโควต้าสัดส่วนของกองทัพ หรือในส่วนของกองหนุนในสายขั้วอนุรักษนิยม
ซึ่งต้องรอผลการจับขั้วตั้งรัฐบาลว่าโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีจะเหลือว่างพอสำหรับให้บิ๊กทหารคนนอกมานั่งในกระทรวงกลาโหมหรือไม่
เพราะหากเป็นสูตร 1 คือ พรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคกล้าธรรม และรวมพรรคเล็ก รวมถึงอาจต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยประกาศจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่หาก ร.อ.ธรรมนัสไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัยในเรื่องการถูกฟ้องในเรื่องคุณสมบัติในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วย พรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจไปเป็นประธานสภา
ซึ่งหากเป็นสูตรจัดตั้งรัฐบาลนี้ก็อาจจะพอเหลือโควต้าสำหรับแต่งตั้ง รมช.กลาโหม
แต่หากเป็นสูตร 2 รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่ต้องมีพรรคกล้าธรรม หรือร่วมรัฐบาลแต่ ร.อ.ธรรมนัสไม่ต้องรับตำแหน่งรัฐมนตรี อาจทำให้ต้องมีการแบ่งสัดส่วนโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรี และอาจไม่เหลือโควต้าสำหรับคนนอกในส่วนกระทรวงกลาโหม
แต่หากยึดตามพันธกิจที่ประชาชนได้เทคะแนนให้กับนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยแล้ว ก็ควรจะต้องให้ความสำคัญกับงานด้านความมั่นคง และคนที่มานั่งเป็น รมว.กลาโหมและ รมช.กลาโหมสำคัญอย่างมาก เพราะจะต้องทุ่มเทในเรื่องการรับมือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเตรียมความพร้อมของกองทัพในทุกมิติ รวมทั้งต้องมีการปรับโครงสร้างกองทัพใหม่หมด โดยนำบทเรียนจากการสู้รบในห้วงที่ผ่านมาปรับใช้
โดยล่าสุดมีสัญญาณบางประการส่งมาถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่จะให้ดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย ดังนั้น ต้องมารอดูว่าในสมการนี้จะมีพรรคกล้าธรรม และ ร.อ.ธรรมนัสด้วยหรือไม่ ที่แน่นอนว่าจะส่งผลต่อสัดส่วนเก้าอี้รัฐมนตรี ในส่วนของกระทรวงกลาโหมที่เป็นโควต้าคนนอก ว่ายังเหลืออยู่หรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เบื้องหลัง ชัยชนะ สีน้ำเงิน กระแสรักชาติ-ต้านเขมร การโหวตของทหารเปลี่ยน ‘อนุทิน’ คุมมั่นคง ควบ รมว.กลาโหม ลุ้นชื่อ บิ๊กทหาร ช่วย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly