โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เจาะลึกภารกิจ Visa x OMISE ดัน Tokenization หนุน 'ช็อปออนไลน์'

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 09.23 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 09.23 น.

เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

ยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการช้อปออนไลน์ กลายเป็นหนึ่งช่องทางสำคัญของร้านค้าและผู้ค้าต่าง ๆ ในการขายสินค้า และยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การช็อปปิ้งออนไลน์ มีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลรั่วไหล ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในด้านความปลอดภัย

ล่าสุด วีซ่า (Visa) ผู้นำด้านระบบการชำระเงินดิจิทัล และ โอมิเซะ (OMISE) ประกาศร่วมมือกันนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการใช้จ่ายผ่านดิจิทัลคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Payment Security Roadmap แผนงานเชิงกลยุทธ์ในการลงทุนพัฒนาระบบความปลอดภัยในการชำระเงิน ที่ได้มีการเปิดเผยแล้วก่อนหน้านี้

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสร่วมวงคุยกับ อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย และจิตสุภา เชี่ยววิทย์ รองประธานอาวุโส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) โอมิเซะ เพื่อทำความรู้จักเทคโนโลยีนี้ให้มากขึ้น และมองภาพความร่วมมือของทั้ง 2 แบรนด์นี้ในการยกระดับความปลอดภัยของดิจิทัลคอมเมิร์ซ

ทำความรู้จัก Tokenization

ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด อยากชวนผู้อ่านทำความเข้าใจกันก่อนว่า เทคโนโลยี Tokenization นั้นเป็นอย่างไร แล้วจะช่วยร้านค้าในด้านความปลอดภัยได้อย่างไรบ้าง

Tokenization คือเทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนเลขบัตร 16 หลักตัวจริง (Primary Account Number – PAN) เป็นรหัสโทเคน (Token) เพื่อเสริมความปลอดภัยในการใช้จ่ายออนไลน์ ครอบคลุมทั้งการใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ ผูกกับ e-Wallet ต่าง ๆ จนถึงการใช้งาน Mobile Payment ด้วยสมาร์ทดีไวซ์ เช่น Google Pay, Garmin Pay เป็นต้น

โดยโทเคนที่เกิดขึ้น 1 ชุด จะถูกผูกกับอุปกรณ์หรือร้านค้า 1 ร้านเท่านั้น และหมายเลขจะแตกต่างกันในแต่ละร้านค้าหรือช่องทางดิจิทัลที่ใช้จ่าย และเมื่อมีการรั่วไหลของข้อมูล รหัสโทเคนนั้น ๆ ที่มิจฉาชีพได้รับ จะไม่สามารถนำไปใช้งานกับร้านอื่น ๆ ได้

นอกจากนี้ รหัสโทเคนที่เกิดขึ้น จะอยู่ใน Network Token ของ Visa ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยสูง และจะถูกเก็บข้อมูลไว้ในระบบ Visa Token Vault ซึ่งจะต้องผ่านการถอดรหัสก่อนจะส่งให้ธนาคารอนุมัติรายการได้

ทั้งนี้ Visa เริ่มนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้ตั้งแต่ปี 2014 ปัจจุบันมีการออกโทเคนมาแล้วกว่า 16,000 ล้านชุดทั่วโลก โดยมีข้อมูลน่าสนใจว่า ช่วยลดการฉ้อโกงเฉลี่ย 34% ทั่วโลก ช่วยให้การอนุมัติรายการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.7% ทั่วโลก และ Tokenization ช่วยเพิ่มรายได้อีคอมเมิร์ซทั่วโลกกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดความสูญเสียจากการทุจริตได้กว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา

อีกทั้ง Visa ยังตั้งเป้าหมายที่จะมีการใช้งาน Tokenization ทั้งหมด 100% ในปี 2030

บัตรหาย ช่องทางอื่นยังใช้ได้

เทคโนโลยี Tokenization นอกจากการใช้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแล้ว ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน ผ่านการจัดการที่มีชื่อว่า “Token Lifecycle Management” โดยมีการจัดการที่แยกไปตามอุปกรณ์หรือช่องทางการใช้งาน

ในอดีต หากเราทำบัตรหาย หมดอายุ หรือถูกระงับเนื่องจากปัญหาความปลอดภัย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ การที่ไม่สามารถใช้งานได้ และจะต้องติดต่อทำบัตรใหม่ เพื่อนำมาใช้งานหรือนำมาผูกใหม่ทั้งหมด

แต่การใช้ Tokenization จะทำให้รหัสโทเคนแยกไปตามอุปกรณ์หรือช่องทาง โดยเมื่อบัตรพลาสติกหาย-หมดอายุ รหัสโทเคนที่ถูกผูกกับระบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะ Mobile Payment หรือเว็บร้านค้าออนไลน์ ยังคงใช้งานได้ต่อเนื่อง หรือหากเกิดการรั่วไหลของรหัสโทเคน จากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ก็จะไม่สามารถนำรหัสโทเคนนั้นไปใช้กับช่องทางหรือร้านอื่น ๆ ได้

นอกจากนี้ ยังมีการอัพเดตข้อมูลบัตรให้โดยอัตโนมัติ เมื่อบัตรใบจริงหมดอายุ สูญหาย หรือมีการออกบัตรใหม่ เพื่อให้การสมัครใช้บริการต่าง ๆ (Recurring/Subscription) สามารถใช้งานได้อย่างไม่สะดุด

โดยปัจจุบัน มีการใช้งาน Tokenization แล้ว ทั้งในการใช้ Mobile Payment, การเก็บข้อมูลบัตรเพื่อใช้งานซ้ำ (Card-on-File) และเตรียมพัฒนาระบบสำหรับการชำระเงินแบบ Click to Pay เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายกับร้านค้าออนไลน์ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลเลขบัตร 16 หลักทุกครั้ง

ทั้งนี้ เทคโนโลยี Tokenization มีการใช้งานกับบัตรของ Visa แล้ว ทั้งบัตรเครดิต และบัตรพรีเพด ส่วนบัตรเดบิต ยังไม่รองรับการใช้งาน Tokenization ในปัจจุบัน เนื่องจากตามกฎหมายของประเทศไทย กำหนดให้มีการส่งและประมวลข้อมูลผ่านโครงข่ายการชำระเงินในประเทศ (Local Switching) ทำให้ยังไม่รองรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และทำให้ไม่สามารถใช้งานบัตรเดบิตผ่านแอป Mobile Payment ต่าง ๆ ได้เช่นกัน

ดันร้านค้าออนไลน์สู่ Tokenization

ขณะที่ โอมิเซะ (OMISE) เอง ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบการชำระเงิน (Payment Service Provider) ให้กับมากกว่า 23,000 ร้านค้า ใน 5 ประเทศ ทั้งไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ก็ได้ร่วมมือกับ Visa เพื่อพาร้านค้าต่าง ๆ ที่ใช้ระบบของ OMISE เข้าสู่ยุค Tokenization ด้วยเช่นกัน

โดย OMISE จะร่วมทำงานกับร้านค้าและผู้ให้บริการรายต่าง ๆ ตั้งแต่การทำระบบให้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบหน้าบ้าน (Front-End) การโอนย้ายข้อมูลเดิมสู่ระบบ Network Token โดยที่ร้านไม่ต้องดำเนินการเอง (Data Migration) จนถึงการให้คำแนะนำเรื่องระบบหลังบ้าน และเครื่องมือต่าง ๆ ในการชำระเงินออนไลน์ เช่น Payment Link

และ OMISE เองยังมีสถานะเป็น Token Requestor และสามารถทำหน้าที่เสมือน System Integrator (SI) ที่เข้าไปรับวางระบบ Network Token ให้กับธนาคารบางแห่งได้ด้วย เนื่องจากบางธนาคารอาจต้องใช้เวลาพัฒนาระบบของตัวเองนาน OMISE ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีจึงมีความยืดหยุ่นและเข้าไปช่วยจัดการแทนได้

มีเคสที่น่าสนใจจาก 2 บริษัท คือ โคเวย์ (Coway) ผู้ให้บริการเครื่องกรองน้ำแบบ Subscription และ TrueMoney Wallet ผู้ให้บริการ e-Wallet

โดยกรณีของ Coway เป็นการที่ลูกค้าสามารถกรอกข้อมูลบัตรได้เอง และข้อมูลบัตรจริง จะถูกแปลงเป็น Network Token ทำให้สามารถตัดเงินค่าบริการรายเดือนได้ต่อเนื่อง ลดอัตราการ Reject รายการ และลดความลำบากใจ กรณีต้องให้ข้อมูลบัตรผ่านทางโทรศัพท์ โดยมีข้อมูลระบุว่า ระบบดังกล่าว ทำให้ปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น 8.5%

ส่วนกรณีของ TrueMoney Wallet ที่ได้นำระบบดังกล่าวมาใช้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่ผ่านมา ช่วยทำให้ลูกค้าสามารถใช้จ่ายผ่านวอลเล็ตที่ร้านค้าต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง แม้บัตรพลาสติกจะหมดอายุหรือสูญหาย และทำให้ปริมาณธุรกรรมเติบโต 0.91%

แผนอนาคต ดัน Tokenization

ด้าน Visa เอง มีการพูดถึงแผนในการผลักดันร้านค้าใช้เทคโนโลยี Tokenization ให้มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ธนาคารต่าง ๆ พัฒนาระบบให้รองรับ Basic Token แล้วทั้งหมด แต่มีบางธนาคาร-ผู้ให้บริการบัตรที่พัฒนาระบบให้รองรับ Active Token สำหรับการผูกกับ Mobile Payment เจ้าต่าง ๆ

โดยสำหรับประเทศไทย วีซ่าได้วาง Security Roadmap ไว้ในกรอบระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี เพื่อย้ายระบบจากการเก็บข้อมูลหมายเลขบัตร 16 หลัก (PAN) ไปเป็น Tokenization แต่ในทางปฏิบัติยังต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมในการปรับเปลี่ยนระบบของธนาคารและร้านค้าแต่ละแห่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวีซ่ามีข้อบังคับว่า การนำบัตรไปผูกเพื่อชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ (เช่น Google Wallet, Apple Pay) จะต้องใช้เทคโนโลยี Tokenization 100% แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบต่าง ๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา API เพื่อให้ธนาคารเชื่อมต่อระบบการแสดงข้อมูล Subscription ต่าง ๆ ที่สมัครไว้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเปิด-ปิด-ยกเลิก การสมัครบริการรายเดือนต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาแจ้งยกเลิกผู้ให้บริการแต่ละราย รวมถึงการขยายบริการ Click to Pay อำนวยความสะดวกลูกค้าในการใช้จ่ายผ่านเว็บที่ไม่ได้ซื้อบ่อย โดยไม่ต้องบันทึกหมายเลขบัตรทิ้งไว้ หรือต้องกรอกข้อมูลใหม่ในทุกครั้ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะลึกภารกิจ Visa x OMISE ดัน Tokenization หนุน ‘ช็อปออนไลน์’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...