หุ้นไทยลุ้น 1,500 จุด-รับรัฐบาลใหม่ ตลท.ดันต่อ TISA จ่อชง รมว.คลัง
หุ้นไทยตีปีกรับผลเลือกตั้ง “ภูมิใจไทย” จ่อตั้งรัฐบาล ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าดันดัชนีพุ่งเหนือ 1,400 จุด วอลุ่มเทรดทะลัก “ฟินโนมีนา” มอง Election Rally ดัน SET ทะยาน 1,500 จุด ไม่เกิน เม.ย.นี้ ขณะที่ “บล.พาย” มองความชัดเจนการเมืองหนุนหุ้นแค่ระยะสั้น ด้าน “ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ” จ่อชงแพ็กเกจ/ข้อเสนอตลาดทุน-ดัน TISA ต่อ
จากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งให้พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ได้ที่นั่ง สส.อย่างไม่เป็นทางการกว่า 190 ที่นั่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และคาดว่าจะได้ทีมเศรษฐกิจหน้าเดิมเข้ามาร่วมบริหาร ทำให้มีกระแสตอบรับอย่างดีจากภาคเอกชน โดยเปิดตลาดหุ้นวันที่ 9 ก.พ. ดีดตัวแรงเกิน 1,400 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายกว่า 1 แสนล้านบาทในวันเดียว
ตลาดหุ้นตีปีกรับเลือกตั้ง
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยที่ตอบรับกระแสเลือกตั้งในเชิงบวก จนวอลุ่มซื้อขายของตลาด เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ทะลุ 100,000 ล้านบาท ดัชนี SET ขึ้นมายืนเหนือ 1,400 จุด อย่างที่ไม่ได้เห็นมานานนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่ามีเงินไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap)
“ผมว่าจะคล้ายกับตอนเลือกตั้งปี 2566 ที่ตอนนั้นพรรคประชาชนชนะ คนก็กลัวนโยบายทลายทุนผูกขาด แต่ครั้งนี้ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ และพรรคประชาชนประกาศจุดยืนไม่แข่งจัดตั้งรัฐบาล ก็แปลว่านโยบายจะสานต่อจากเดิม นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจ โฟลว์ไหลกลับมาลงทุน ผมคาดว่าจะเห็นดัชนี 1,500 จุด คิดว่าไม่น่าจะใช้เวลานาน น่าจะไม่เกินเดือน เม.ย.”
ทั้งนี้ สถิติในอดีตหลังการเลือกตั้ง หุ้นไทยจะมี Election Rally วิ่งได้ในช่วง 1 เดือนครึ่งจนถึง 2 เดือน ซึ่งรอบนี้ก็มีโอกาสเป็นอย่างนั้น โดยต้องดูหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะออกมาด้วย อย่างไรก็ดี หากจะให้ดัชนีปรับขึ้นอย่างยั่งยืน สิ่งที่อยากเห็นต่อไปก็คือ รัฐบาลมีนโยบายเรียกต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน โดยให้ไทยอยู่ในซัพพลายเชนของ AI และ EV ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมาตั้งโรงงาน แต่ให้ไทยอยู่ในส่วนประกอบของสิ่งเหล่านี้
แนะดึงต่างชาติกลับมาลงทุน
นายชยนนท์กล่าวอีกว่า นโยบายที่หาเสียงอย่างคนละครึ่งพลัส คิดว่าเป็นนโยบายใช้เงินมากกว่า ที่กังวลคือนโยบายหาเงิน คือจะหาเงินเข้าประเทศอย่างไรให้จีดีพีโต แต่เชื่อว่าเก้าอี้ รมต.เศรษฐกิจ อย่าง รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ จะเป็นอย่างที่ประกาศ ไม่ได้กลับไปใช้ระบบโควตาเหมือนเดิม
อย่างไรก็ดี หากจะให้ดัชนีปรับขึ้นอย่างยั่งยืน สิ่งที่อยากเห็นต่อไปก็คือ รัฐบาลมีนโยบายเรียกต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน โดยให้ไทยอยู่ในซัพพลายเชนของ AI และ EV ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมาตั้งโรงงาน แต่ให้ไทยอยู่ในส่วนประกอบของสิ่งเหล่านี้
สำหรับการลงทุนหุ้นไทยในช่วงนี้ แนะนำให้เน้น 3 กลุ่ม คือ หุ้น Big Cap เพราะว่าโฟลว์หลังจากนี้จะเป็นต่างชาติที่เข้ามาไล่ซื้อ อีกกลุ่มคือหุ้นปันผล และสุดท้ายเน้นที่กลุ่มพลังงาน เนื่องจากคิดว่าความขัดแย้งระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับอิหร่านยังไม่น่าจบและน่าจะทำให้ราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบ WTI อาจจะดีดขึ้นได้ถึง 70 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้หุ้นพลังงานวิ่งขึ้นได้
บล.พายมองหนุนหุ้นแค่ระยะสั้น
นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวบวกขึ้นค่อนข้างมากสะท้อนการตอบรับความชัดเจนทางการเมืองในระดับหนึ่ง โดยมองว่าประเทศไทยมีแนวโน้มได้รัฐบาลที่มีความเข้มแข็งพอสมควร
จากผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 และมีจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลสูงขึ้น และทำให้นโยบายที่เคยหาเสียงไว้มีโอกาสถูกนำมาผลักดันได้จริง เช่น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่ง” รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นจากปัจจัยการเมืองจะส่งผลต่อราคาหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น ในระยะถัดไปตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักกับตัวเลขเศรษฐกิจจริงและกำไรของบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการและข้อมูลพื้นฐานเป็นหลัก
เตือนระวังผันผวนระยะสั้น
“ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เรื่องที่ใช้เวลาแค่ 3 เดือน หรือ 6 เดือนแล้วจะกลับมาโตได้ ต่อให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังมีอยู่ หนี้ครัวเรือนยังสูง ความสามารถในการใช้จ่ายของภาครัฐที่จำกัดจากภาระหนี้สาธารณะ รวมถึงการบริโภคภาคประชาชนและการลงทุนเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถคาดหวังได้ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในปีนี้หรือปีหน้า และเป็นแรงขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นได้ไกลมากนัก”
ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นมาแถว 1,400 จุด ถือเป็นระดับที่นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินไว้แล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับระดับกำไรในปัจจุบัน ตลาดถือว่าซื้อขายที่ P/E ประมาณ 15 เท่า และรับรู้ข่าวดีไปพอสมควรแล้ว
หลังจากนี้ นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากตลาดอาจมีการปรับฐาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น และบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวนมากยังจ่ายเงินปันผลในอัตราค่อนข้างสูง ทำให้การปรับลงของตลาดไม่น่าจะรุนแรงเหมือนในอดีต โดยประเมินว่าดาวน์ไซด์ของตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่แถว 1,300/1,280 จุด ขณะเดียวกัน แนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,400/1,420 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดเริ่มตึงตัวแล้ว
จับตาฟันด์โฟลว์-สถาบันพลิกซื้อ
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากพิจารณาสถิติผลการตอบรับของตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งย้อนหลังราว 25-30 ปี พบว่าโดยปกติแล้ว ดัชนีตลาดหุ้น (SET Index) มักตอบรับในเชิงบวก โดยเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ขณะที่กระแสเงินทุน (Fund Flow) ตามสถิติมักไหลเข้าสุทธิราว 2,600 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันและให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มองว่ามีโอกาสที่หุ้นไทยจะกลับมาให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดได้ (Outperform) โดย SET มีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นได้มากกว่า 1,375 จุด หากกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
ตั้ง รบ.เร็วช่วยกระตุ้นอีกแรง
“หากประเมินจากค่า P/E ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาว และกำไรต่อหุ้น (EPS) ประมาณ 90.5 บาท มองว่าอัพไซด์ของ SET Index ในรอบนี้อาจขยับขึ้นไปได้ถึงบริเวณ 1,440 จุด”
สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป นายสรพลกล่าวว่า ต้องจับตากระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขณะนี้ไหลเข้าสุทธิแล้วประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท ว่าจะสามารถไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องติดตามการปรับลดน้ำหนักการลงทุนของ MSCI ในตลาดอินโดนีเซีย ว่าไทยและฟิลิปปินส์จะมีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหรือไม่ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์ถัดไป และท่าทีของนักลงทุนสถาบันในประเทศว่าจะมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิหรือไม่ โดยทั้ง 4 ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้
“ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือ นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งขายสุทธิไปตั้งแต่ต้นปีราว 30,000 ล้านบาท จะมีการพลิกกลับมาซื้อหรือไม่ โดยประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การจัดตั้งรัฐบาล หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็ว จะช่วยคลายความกังวลของตลาด แต่หากเกิดความล่าช้า อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันและสร้างดาวน์ไซด์ให้กับตลาดหุ้นได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเมินว่าน่าจะไม่เกิดความล่าช้ามากนัก”
ชงแพ็กเกจตลาดทุนเสนอรัฐบาล
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เตรียมแพ็กเกจนโยบายและข้อเสนอด้านตลาดทุนไว้อย่างครบถ้วนแล้ว โดยเป็นกรอบกฎเกณฑ์ที่สามารถดำเนินการได้เป็นขั้นตอน และบางส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ซึ่งภายในระยะเวลา 4-6 เดือนข้างหน้า ภาพของแนวทางดังกล่าวจะมีความชัดเจนมากขึ้น และเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศก็สามารถนำแพ็กเกจที่เตรียมไว้เสนอให้พิจารณาอนุมัติได้ทันที
ข้อเสนอหลักที่เตรียมนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ยังคงเน้นเรื่องกฎหมายและโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดทุน ก่อนหน้านี้ได้เสนอรัฐบาลไปแล้ว ซึ่งหลายกระทรวงเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการสร้าง Trust and Confidence ในตลาดทุน การเพิ่มอำนาจและประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
รวมถึงข้อเสนอด้านภาษีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น การออกแบบโครงสร้างภาษีเพื่อให้บริษัทจดทะเบียนมีบทบาทสร้างรายได้ให้รัฐมากขึ้น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อขยายซัพพลายเชน และการส่งเสริมบทบาทของผู้จัดการกองทุนหรือผู้บริหารการลงทุน ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วน แต่ทั้งหมดอยู่บนเฟรมเวิร์กเดิม เพียงปรับให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน
ประธาน ตลท.ดัน TISA ต่อ
สำหรับโครงการ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งเป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF ที่เมื่อครบกำหนดมักเกิดแรงขายกดดันตลาด พร้อมเปิดโอกาสให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น ขณะนี้ยังมีประเด็นที่อยู่ระหว่างการหารือ เช่น ความเหมาะสมของสิทธิประโยชน์ระหว่างผู้มีรายได้สูงและรายได้น้อย
“หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งใจจะหารือกับ รมว.คลัง เป็นลำดับแรก ซึ่งจากการพูดคุยกับทุกพรรคการเมืองพบว่ามีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า TISA เป็นเครื่องมือที่ชัดเจนและเหมาะสมต่อการวางแผนเศรษฐกิจและตลาดทุนระยะยาวของประเทศ”
ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในการจัดโรดโชว์ นำบริษัทไทยไปพบกับนักลงทุนระยะยาว ซึ่งขณะนี้เริ่มกลับมาให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น โดยคาดว่าการเดินสายโรดโชว์จะเริ่มได้ประมาณเดือน พ.ค. หลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ
KAsset มองดัชนีแตะ 1,500 จุด
ด้านนายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า สำหรับทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันปรับขึ้นมาจากระดับใกล้ 1,400 จุด ประเมินว่ามีโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,500 จุดได้ แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการส่งมอบนโยบาย โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมายราว 3%
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องรอดูความชัดเจนของรายชื่อคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การคลัง พาณิชย์ และต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งหากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ บลจ.กสิกรไทยอาจมีการปรับน้ำหนักหุ้นไทยในพอร์ตกองทุนรวมอีกครั้ง
TISA ตัวแปรสำคัญ-หนุนออม
“ปีนี้หุ้นไทยถือว่ายังมีลุ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่าจะทำได้ตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่” นายวินกล่าวและว่า หนึ่งในมาตรการที่ภาคตลาดทุนให้ความสำคัญ คือ แนวคิดเรื่อง TISA เครื่องมือหลักในการเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวของประเทศ โดย TISA ไม่ควรถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือเก็งกำไร แต่ควรเป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมอย่างสม่ำเสมอ (Dollar Cost Averaging : DCA) เช่น การกำหนดให้ผู้ลงทุนวางแผนลงทุนรายเดือนในระดับที่เข้าถึงได้ พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี
สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) จะมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการ (Informal Meeting) เอาหลักการก่อนว่าเป็นแผนการออมระยะยาว DCA และการลงทุนทางเลือก ถ้าผู้ลงทุนเลือกเป็นกองทุนรวมจะได้อะไร ซึ่งเป็นเม็ดเงินสำคัญ ก่อนจะสรุปแนวทางและเสนอไปยังหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯและ FETCO
ทิสโก้ลุ้นเชื่อมั่นดันหุ้นทะยาน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มีความมั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
“ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับราว 4% ต่อปีในระยะถัดไป จากที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปี”
รัฐบาลใหม่ควรเร่งเดินหน้าสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่” ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
แนะปรับเกณฑ์ลดหย่อน TISA
สำหรับประเด็นสำคัญ รัฐบาลควรใช้นโยบายที่มีตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย ซึ่งถือเป็นโจทย์เร่งด่วน หนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์คือโครงการ TISA ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวร สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนผ่านกองทุนรวม
การออกแบบโครงการ TISA จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง มีความเข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นอุปสรรค โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงเพียงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักลงทุนที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นต่อระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หุ้นไทยลุ้น 1,500 จุด-รับรัฐบาลใหม่ ตลท.ดันต่อ TISA จ่อชง รมว.คลัง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net