ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้รัฐบาลผสมที่เข้มแข็ง ชี้ชะตา “อันดับเครดิตไทย” หลังเลือกตั้ง
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุผลเลือกตั้งไทยสะท้อนความต่อเนื่องของนโยบาย เตือนทิศทางนโยบายการคลังชี้ชะตาอันดับเครดิตไทยในระยะกลาง
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ผลการเลือกตั้งของไทยที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลรักษาการที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงอยู่ จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่แล้วเสร็จ
ฟิทช์มองว่านโยบายด้านการคลังและการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ในระยะกลาง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมุมมองการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ เนื่องจากความเสี่ยงต่อแนวโน้มฐานะการคลังของประเทศเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ฟิทช์ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยที่ระดับ ‘BBB+’ เป็น “เชิงลบ” (Negative) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
โดยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย และจำนวนที่นั่งของพรรคพันธมิตรที่อาจเพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสม มีโอกาสช่วยหนุนให้เกิดแนวร่วมรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงของความปั่นป่วนหลังการเลือกตั้งได้
รัฐบาลผสมที่มีความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ไทยจะสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองเชิงโครงสร้างลงได้หรือไม่ และส่งผลให้สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการคลังระยะกลางได้อย่างคาดการณ์ได้มากขึ้น
ฟิทช์ชี้ว่าไทยมีประวัติความไม่เสถียรทางการเมืองยาวนาน และนับตั้งแต่การเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 คน
ขณะเดียวกันฟิทช์ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้นจะช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่จะสามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ได้หรือไม่
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน อาทิ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น
รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจยังคงให้น้ำหนักกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ลำดับความสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาลก่อนหน้านี้ ได้แก่
- มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพครัวเรือน เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” มูลค่าราว 0.8% ของ GDP
- มาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
- มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน
ฟิทช์มองว่าการขยายมาตรการเหล่านี้อาจช่วยพยุงอุปสงค์ในระยะสั้นได้ แต่หากการใช้จ่ายของรัฐบาลผสมใหม่ไม่มาพร้อมมาตรการชดเชยทางรายได้ อาจทำให้กระบวนการปรับฐานะการคลัง (fiscal consolidation) ล่าช้าออกไป
ฟิทช์ระบุว่าแนวโน้มการคลังของไทยเป็นปัจจัยแกนหลักต่ออันดับเครดิต หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่อเนื่องหลายปี และเลื่อนการปรับสมดุลการคลังหลายครั้ง ผลคือ หนี้ภาครัฐทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 60% ของ GDP ในปี 2568 สูงกว่าระดับก่อนโควิดในปี 2562 ประมาณ 25 จุดเปอร์เซ็นต์ และปัจจัยที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ยังอ่อนแอ และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากร
กรอบการคลังระยะกลางของรัฐบาลเฉพาะกาล ประเมินว่าหนี้สาธารณะจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2571 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง เมื่อขาดดุลการคลังลดลงเหลือ 2.1% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2573 จาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เตือนว่าการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจทำให้แผนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญโดยแผนปัจจุบันยังตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การทยอยยกเลิกการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปรับ VAT เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 ควบคู่กับมาตรการเยียวยาครัวเรือน
ทั้งนี้ฟิทช์ย้ำว่า อันดับเครดิตของไทยขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP มีเสถียรภาพอย่างน่าเชื่อถือในระยะกลาง หากไม่สามารถลดขาดดุลได้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพหนี้จะอ่อนแอลง และอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิต แต่หากมีความคืบหน้าเชิงรูปธรรมในการปรับฐานะการคลัง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต
สำหรับประเด็นที่ฟิทช์จะติดตามในระยะใกล้ ได้แก่
- ความยั่งยืนของรัฐบาลผสม
- สัญญาณเบื้องต้นด้านนโยบายการคลัง
- ความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการผสานมาตรการช่วยเหลือเข้ากับเส้นทางการคลังที่น่าเชื่อถือ