โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้รัฐบาลผสมที่เข้มแข็ง ชี้ชะตา “อันดับเครดิตไทย” หลังเลือกตั้ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 06.54 น.

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุผลเลือกตั้งไทยสะท้อนความต่อเนื่องของนโยบาย เตือนทิศทางนโยบายการคลังชี้ชะตาอันดับเครดิตไทยในระยะกลาง

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ผลการเลือกตั้งของไทยที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลรักษาการที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงอยู่ จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่แล้วเสร็จ

ฟิทช์มองว่านโยบายด้านการคลังและการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ในระยะกลาง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมุมมองการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ เนื่องจากความเสี่ยงต่อแนวโน้มฐานะการคลังของประเทศเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ฟิทช์ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยที่ระดับ ‘BBB+’ เป็น “เชิงลบ” (Negative) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568

โดยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย และจำนวนที่นั่งของพรรคพันธมิตรที่อาจเพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสม มีโอกาสช่วยหนุนให้เกิดแนวร่วมรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงของความปั่นป่วนหลังการเลือกตั้งได้

รัฐบาลผสมที่มีความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ไทยจะสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองเชิงโครงสร้างลงได้หรือไม่ และส่งผลให้สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการคลังระยะกลางได้อย่างคาดการณ์ได้มากขึ้น

ฟิทช์ชี้ว่าไทยมีประวัติความไม่เสถียรทางการเมืองยาวนาน และนับตั้งแต่การเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 คน

ขณะเดียวกันฟิทช์ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้นจะช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่จะสามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ได้หรือไม่

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน อาทิ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังล่าช้าหลังวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจยังคงให้น้ำหนักกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ลำดับความสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาลก่อนหน้านี้ ได้แก่

  • มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพครัวเรือน เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” มูลค่าราว 0.8% ของ GDP
  • มาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
  • มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน

ฟิทช์มองว่าการขยายมาตรการเหล่านี้อาจช่วยพยุงอุปสงค์ในระยะสั้นได้ แต่หากการใช้จ่ายของรัฐบาลผสมใหม่ไม่มาพร้อมมาตรการชดเชยทางรายได้ อาจทำให้กระบวนการปรับฐานะการคลัง (fiscal consolidation) ล่าช้าออกไป

ฟิทช์ระบุว่าแนวโน้มการคลังของไทยเป็นปัจจัยแกนหลักต่ออันดับเครดิต หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่อเนื่องหลายปี และเลื่อนการปรับสมดุลการคลังหลายครั้ง ผลคือ หนี้ภาครัฐทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 60% ของ GDP ในปี 2568 สูงกว่าระดับก่อนโควิดในปี 2562 ประมาณ 25 จุดเปอร์เซ็นต์ และปัจจัยที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ยังอ่อนแอ และแรงกดดันด้านโครงสร้างประชากร

กรอบการคลังระยะกลางของรัฐบาลเฉพาะกาล ประเมินว่าหนี้สาธารณะจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2571 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง เมื่อขาดดุลการคลังลดลงเหลือ 2.1% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2573 จาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เตือนว่าการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจทำให้แผนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญโดยแผนปัจจุบันยังตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การทยอยยกเลิกการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปรับ VAT เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 ควบคู่กับมาตรการเยียวยาครัวเรือน

ทั้งนี้ฟิทช์ย้ำว่า อันดับเครดิตของไทยขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP มีเสถียรภาพอย่างน่าเชื่อถือในระยะกลาง หากไม่สามารถลดขาดดุลได้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพหนี้จะอ่อนแอลง และอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิต แต่หากมีความคืบหน้าเชิงรูปธรรมในการปรับฐานะการคลัง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต

สำหรับประเด็นที่ฟิทช์จะติดตามในระยะใกล้ ได้แก่

  • ความยั่งยืนของรัฐบาลผสม
  • สัญญาณเบื้องต้นด้านนโยบายการคลัง
  • ความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการผสานมาตรการช่วยเหลือเข้ากับเส้นทางการคลังที่น่าเชื่อถือ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...