‘แสนสิริ’ เปิดตัว ‘ณภัทร ทวีสิน’ นำทัพ Growth Incubator ลงทุน 5 ธุรกิจใหม่
ด้วยสภาพเศรษฐกิจซบเซา ท่ามกลางความหวังในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การลงทุนจากต่างชาติ และการฟื้นตัวของตัวเลขนักท่องเที่ยว ภาคธุรกิจต้องหาแนวทางตั้งรับ อัพกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อประคับประคองบริษัท
ผุดหน่วยธุรกิจ New S-Curve
ขณะที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บิ๊กอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยที่ไม่เคยถอยทัพและจำนนต่อสภาพเศรษฐกิจ ล่าสุดประกาศตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ “Sansiri Growth Incubator” ลงทุนใน 5 ธุรกิจใหม่ ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท ปั้น New S-Curve เติบโตนอกกรอบจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย
โดยมีสองผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงนำทัพ คนแรก “ณภัทร ทวีสิน” ทายาทคนโต “เศรษฐา ทวีสิน” ผู้ก่อตั้งแสนสิริ และอดีตนายกรัฐมนตรี ดีกรีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด และปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ International Operations บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
ก่อนหน้านี้ผ่านการทำงานมาหลายตำแหน่ง เคยเป็น Associate Partner และทำงานกับ Boston Consulting Group (BCG) โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการสร้างการเติบโตเชิงกลยุทธ์ การปฏิรูปการดำเนินงานและการเข้าสู่ตลาดแก่บริษัทระดับโลกมากมาย
ขณะที่ “ศุภกร คงสมจิตต์” อีกแม่ทัพขับเคลื่อน ดีกรีก็ไม่ธรรมดา จบปริญญาโทบริหารธุรกิจ จาก Harvard Business School ยังเคยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ และการลงทุนให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment บมจ.แสนสิริ ขับเคลื่อนการลงทุนในธุรกิจใหม่ และเข้าซื้อสินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม
“ณภัทร” นิยามตำแหน่งที่เขานั่งว่าเป็น “หมอธุรกิจ” ที่มีประสบการณ์ให้คำปรึกษาด้านการสร้างการเติบโตเชิงกลยุทธ์ การปฏิรูปการดำเนินงานและการเข้าสู่ตลาดแก่บริษัทระดับโลกมากว่า 10 ปี หลังจากนั้นก็เข้าดูแลธุรกิจโรงแรมและไลฟ์สไตล์ของเครือแสนสิริ ทั้งโรงแรม The Manner Soho ณ เมืองนิวยอร์ก, โรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน และโรงแรมเดอะ เภรีในไทย
ผลงานโดดเด่น คือ การพลิกโฉมแบรนด์ Standard International ให้ธุรกิจเติบโตในตลาดสากล รวมถึงยังมีบทบาทสำคัญในการขายแบรนด์ดังกล่าวให้ “ไฮแอท โฮเทลส์ คอร์ปอเรชั่น” ผ่านการเจรจาและออกแบบโครงสร้างธุรกรรมเพื่อความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างรากฐานเชิงวัฒนธรรมของแบรนด์และการดำเนินงานระดับโลกของไฮแอท
เปิดโรดแมป 3 ปี มีรายได้ 25%
สำหรับ Sansiri Growth Incubator “ณภัทร” วางเป้าหมายภายใน 3 ปี (2569-2571) จะเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจเอสเอ็มอีในกลุ่มเรียลเซ็กเตอร์ที่มีธุรกิจเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่ลูกค้าของแสนสิริมีอยู่กว่า 2 แสนรายเข้าถึงได้ เพื่อสร้างคอมมิวนิตี้การใช้ชีวิตครบวงจรที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ ประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์, โรงแรม, สินค้าอุปโภคบริโภค และการศึกษา
ซึ่งแสนสิริมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านจาก “การพัฒนาโครงการ” ไปสู่ “การพัฒนาชุมชน” แทนที่จะสร้างแค่ที่พักอาศัยแบบแยกส่วน เราต้องการสร้างระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูด สร้างความแตกต่างให้กับโครงการของแสนสิริ ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี้จะสร้างการยกระดับมูลค่าที่ยั่งยืน และมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งขึ้น ตั้งเป้าการเติบโตของบริษัทจากปี 2568 มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจหลัก 87% และธุรกิจอื่น 13% เป็นสัดส่วนรายได้ธุรกิจหลัก 75% และธุรกิจอื่น 25% ภายในปี 2573
“เราอยากใช้ประสบการณ์ที่เรามีในการลงทุนธุรกิจเอสเอ็มอีที่เราเห็นว่ามี Potential สูง และมีดีเอ็นเอเดียวกับแสนสิริให้ธุรกิจของเขาเติบโตขึ้นและมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าปีนี้จะต้องมี 5 ธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุน และใช้ประสบการณ์เราทำให้เขาเติบโต 5-10 เท่าภายใน 3-5 ปี ซึ่ง Sansiri Growth Incubator เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เร่งสปีดที่จะเข้าไปเอ็มพาวเวอร์ให้แบรนด์ท้องถิ่นกลายเป็น Global Brand”
จากข้อมูล EXIM Bank มีสถิติที่น่าสนใจว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนเอสเอ็มอี ในประเทศไทยที่ส่งออกได้แทบไม่เติบโต และมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกไม่ถึง 10% ของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2.9 ล้านราย กำลังติดกับดักการแข่งขันในประเทศที่มีข้อจำกัด
ปี’69 ตั้งเป้าลงทุน 5 บริษัท
“ณภัทร” ระบุถึงเกณฑ์การคัดเลือกว่า จะดูคุณสมบัติของแต่ละบริษัทต้องมีรายได้อย่างน้อย 200-300 ล้านบาทต่อปี และแสนสิริจะเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 10-20% และลงทุน 20-30 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินทุนขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ส่วนเป้าในปีนี้จะเข้าไปลงทุนใน 5 บริษัท แต่อาจไม่ครอบคลุมธุรกิจ 5 ประเภท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกับ 3-5 บริษัท คาดว่าจะเปิดตัวธุรกิจแรกภายในครึ่งแรกของปี 2569
“ธุรกิจที่เราจะเข้าไป ดูแล้วมีดีเอ็นเอตรงกัน เป็นผู้ประกอบการมีศักยภาพ และประสบความสำเร็จ มีโอกาสที่รายได้จะแตะ 1,000 ล้านบาท เขาจะอยากเติบโตแบบไหน เข้าไอพีโอ หรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หรืออยากมีกำไรที่แข็งแกร่ง โดยแสนสิริต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ถือหุ้นอย่างน้อย 10% และนั่งในบอร์ดบริหาร ธุรกิจของเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงการเราก็ได้ แต่ต้องเป็นธุรกิจที่ลูกค้าเราจับต้องได้ เพื่อสร้างสังคม Integrated Living”
สปริงบอร์ดหนุนรายเล็กเติบโต
ด้าน “ศุภกร” เปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนในครั้งนี้ของแสนสิริว่า จะเข้าไปเป็น “สปริงบอร์ด” ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการใช้ทรัพยากร เครือข่ายธุรกิจและข้อมูลดาต้าสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างก้าวกระโดด
“แสนสิริไม่ได้ลงทุนเพื่อเข้าซื้อบริษัท แต่เข้าไปเพื่อสนับสนุน โดยเราไม่ลงทุนในบริษัทที่มั่นคงแล้วทั้งรายได้และการเติบโต ในวันนี้แสนสิริเรามองช่วงต้นของธุรกิจที่มี 2-3 สาขาและมีสินค้าแล้ว แต่อยู่ในช่วงปรับกระบวนการทำงาน เราเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงซัพพอร์ตด้านต่าง ๆ เริ่มต้นที่หัวเมืองใหญ่ ๆ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ที่เรามีโครงการอยู่”
ส่วนเหตุผลด้านการไม่ได้ลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AI หรือ Biotech เนื่องจากต้องการเลือกธุรกิจที่แสนสิริสามารถเข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มเป้าหมายของแสนสิริได้โดยตรง การลงทุนนี้เป็นการมองระยะยาว โดยไม่มีการบังคับ Exit หรือขายกิจการภายใน 5-7 ปี เหมือนกองทุนทั่วไป แต่จะพิจารณาตามแผนการเติบโต เช่น การพาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ตามความเหมาะสมและวิสัยทัศน์ร่วมกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘แสนสิริ’ เปิดตัว ‘ณภัทร ทวีสิน’ นำทัพ Growth Incubator ลงทุน 5 ธุรกิจใหม่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net