สว. ลงชื่อครบ 1 ใน 5 ชงปธ.วุฒิสภา ยื่นศาลฎีกาถอด "เอกวิทย์" ปมสินบนทองคำ
มีรายงานข่าวจากทาง สว. ระบุว่า ขณะนี้ทางสมาชิก สว. ลงชื่อครบ/เกินจำนวน 1 ใน 5 ของจำนวน สว.ที่มีอยู่ทั้งหมดไปเเล้ว (กฎหมายกำหนด1ใน5 คือจำนวน 40 คน ) เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากหนังสือของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.
ส่งถึง สว. เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอให้
ขอให้สว. เข้าชื่อในหนังสือเเละยื่นถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาฯดำเนินการเอาผิดนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. กรณีถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ 246 บาท โดย บก.ปปป. ได้ดำเนินคดีกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นายเอกวิทย์ เเละพวกไปเเล้ว
นอกจากนี้ยังขอให้ สว. เสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 กรณีกล่าวหานายเอกวิทย์ เพื่อขอให้นายมงคลส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เเต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวนกรณีนายเอกวิทย์
เเหล่งข่าวจาก สว. เเจ้งว่า หากประธานศาลฎีการับเรื่องนี้และตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาสอบสวน ถือว่ากรรมการ ป.ป.ช.ถูกตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เป็นครั้งเเรกเเละนายเอกวิทย์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการตัดสินในกรณีนี้
โดยขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ที่วางหลักว่า การไต่สวนกรณีกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.นั้น กระทำได้โดยสส. สว.หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป.ป.ช. ผู้ใดกระทําการตามมาตรา 234
(1) โดยยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง
ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ระบุว่า เมื่อดําเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดําเนินการดังต่อไปนี้ (1) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่อง และให้คําสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด
(2) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย โดยให้นําความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหกมาใช้บังคับโดยอนุโลม
(3) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่กรณีตาม (2) ให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และให้นําความในมาตรา 235 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม