ราคาน้ำมันพุ่ง-เงินเยนอ่อน เสี่ยงดัน “ญี่ปุ่น” เข้าสู่ภาวะ Stagflation
ราคาน้ำมันพุ่ง-เงินเยนอ่อน เสี่ยงดัน "ญี่ปุ่น" เข้าสู่ภาวะ Stagflation ขณะที่รัฐบาลอาจต้องเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 08.31 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง กำลังเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ทำให้ภารกิจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติยิ่งซับซ้อนมากขึ้น
ราคาน้ำมันดิบทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น และความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลก ขณะเดียวกันค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ทางการญี่ปุ่นเคยเข้ามาแทรกแซงตลาดในปี 2567 เพื่อพยุงค่าเงิน
ในตลาดการเงิน ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงราว 6.9% ในช่วงต้นการซื้อขายวันจันทร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ นำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ทำให้เศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ซึ่งล้วนผลักดันให้ต้นทุนการนำเข้าและราคาสินค้าภายในประเทศสูงขึ้น
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจในวันอังคาร ซึ่งคาดว่าจะยืนยันว่า การบริโภคภาคเอกชนแทบไม่ขยายตัวในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากครัวเรือนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ประเด็นค่าครองชีพยังคงเป็นแรงกดดันทางการเมืองในญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เพิ่งนำพรรคของเธอชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังว่านโยบายการคลังเชิงขยายของเธอจะช่วยบรรเทาภาระของครัวเรือน หลังเงินเฟ้อของญี่ปุ่นสูงกว่าเป้าหมายของ BOJ ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก รัฐบาลอาจต้องใช้นโยบายการคลังที่เข้มข้นมากขึ้น
ยูอิจิ โคดามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Meiji Yasuda Research Institute ระบุว่า สถานการณ์นี้ถือเป็น “แรงกระแทกสองด้าน” สำหรับญี่ปุ่น เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นควบคู่กับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าจะสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะ stagflation อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามเขาระบุว่าปัจจัยสำคัญ คือ ระยะเวลาที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ แต่การเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐอาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลังของญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำให้ตลาดพันธบัตรเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในเดือนมกราคม
ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยข้อมูลจากกระทรวงการค้าญี่ปุ่นระบุว่า สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอยู่ราว 90% และเพิ่มขึ้นเป็น 95.1% ในเดือนมกราคม ซึ่งน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ
ในวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดราว 20% แตะประมาณ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องจากการเพิ่มขึ้น 28% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 158.71 เยนต่อดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าถือครองดอลลาร์ในช่วงที่ตลาดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
โคดามะคาดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดการเงินในปัจจุบันอาจทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ เพื่อประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ
“BOJ กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก”โคดามะกล่าว “ธนาคารกลางต้องการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจเอื้ออำนวย แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจ”
ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศในวันอังคารคาดว่า GDP ของญี่ปุ่นจะขยายตัว 1% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เศรษฐกิจหดตัว 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังคงเปราะบาง
อ้างอิง : www.bloomberg.com