NOBLE กำไรปี 68 พุ่ง 37.4% อานิสงส์ขายเงินลงทุน-โอน 4 บิ๊กโปรเจกต์ตามเป้า
กางแผนปี 69 รุกกลยุทธ์ Asset Light ต่อเนื่อง พร้อมปั้นโมเดล Rent-to-Own รับมือตลาดชะลอตัว เผย Backlog แกร่ง 2.2 หมื่นล้านบาท ยันสถานะการเงินปึ้กหลัง Net Gearing Ratio ลดฮวบเหลือ 1.71 เท่า รักษาแชมป์หุ้นยั่งยืนระดับ AAA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำมาตรฐานการบริหารงานระดับสากล
6 มีนาคม 2569 -บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เผยผลประกอบการประจำปี 2568 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางความผันผวนของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกำไรสุทธิแตะ 593.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการบริหารพอร์ตการลงทุนเชิงรุกและการส่งมอบโครงการที่อยู่อาศัยตามกำหนดการ
ผลกำไรที่เติบโตโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ Asset Light Model โดยบริษัทฯ ได้บันทึกกำไรพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน โครงการ "นิว เอปิค อโศก–พระราม 9" ให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจอย่าง STECX ในช่วงไตรมาส 3/2568 ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านรายได้จากการดำเนินงานหลัก NOBLE สามารถปิดยอดโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งปีได้ที่ 7,820 ล้านบาท โดยหัวใจสำคัญคือการก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มส่งมอบ 4 โครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ ได้แก่ :
- นิว อีโว อารีย์
- โนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ
- โนเบิล ครีเอท
- นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ
เฉพาะ 4 โครงการดังกล่าว มียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมกันกว่า 3,370 ล้านบาท และยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) คงเหลือที่จะทยอยรับรู้อย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 5,200 ล้านบาท
"ความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเป็นผลจากการเดินหน้ากลยุทธ์ Asset Light Model และการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ… ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระหนี้สินลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น" - นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม NOBLE
หนี้ลด-สภาพคล่องเพิ่มเสริมเสถียรภาพทางการเงิน
จากการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ที่เข้มงวด ส่งผลให้ตัวเลขทางการเงินของ NOBLE ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดย อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) ปรับลดลงจาก 2.15 เท่าในปีก่อน เหลือเพียง 1.71 เท่า ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นการสร้างขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยง (Risk Cushion) และเตรียมความพร้อมสำหรับกระแสเงินทุนในการขยายโครงการใหม่ในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสินค้าคงเหลือพร้อมขายและพร้อมโอน (Ready-to-move Inventory) มูลค่ารวมประมาณ 9,100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องที่จะช่วยสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน (Cash Flow) ให้กับบริษัทฯ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระยะเวลาการก่อสร้าง
ยุทธศาสตร์ปี 2569 : ปรับตัวรับ Real Demand และ ESG
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 NOBLE วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งรูปแบบแนวสูง (Condominium) และแนวราบ (Housing) เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ โดยมุ่งเน้นทำเลที่มีศักยภาพสูงและตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand)
ไฮไลท์สำคัญของแผนงานปีนี้ คือการเปิดตัวโมเดล "Rent to Own" หรือการเช่าเพื่อซื้อ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่นำมาใช้แก้ปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดในปัจจุบัน กลยุทธ์นี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการสต็อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพรายได้ในระยะยาว
ในด้านความยั่งยืน NOBLEยังคงรักษามาตรฐานการดำเนินงานตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ระดับ AAA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในแง่ของการบริหารจัดการที่โปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม
"กลยุทธ์ (Rent to Own) ไม่เพียงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับลูกค้าในภาวะที่กำลังซื้อยังมีข้อจำกัด แต่ยังสนับสนุนการบริหารสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท… เพื่อให้บริษัทสามารถก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง" - นายธงชัย บุศราพันธ์ กล่าวเสริม
ด้วยมูลค่า Backlog รวมในพอร์ตกว่า 21,993 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ประกอบกับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น NOBLE จึงถูกจับตามองในฐานะดีเวลลอปเปอร์ที่มีความพร้อมในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง