โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามตะวันออกกลางปะทุ ตลาดปั่นป่วน จัดพอร์ตลงทุนยังไงให้รอด?

Thairath Money

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเขย่าตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ปะทุขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเข้าสู่โหมด Risk-off อย่างรวดเร็ว

สะท้อนผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่ราคาพุ่งขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่เอเชียไปจนถึงสหรัฐฯ ต่างเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน และทำให้วันนี้ตลาดหุ้นไทยที่ร่วงหลุดระดับ 1,500 จุดอีกครั้ง

ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น Thairath Money พาหาคำตอบว่านักลงทุนจะจัดพอร์ตอย่างไรให้รอดในยุคที่ความเสี่ยงจากสงครามกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดอีกครั้ง

ส่องตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก หุ้นผันผวน สวนทางทองคำพุ่ง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และ อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังเกิดการโจมตีตอบโต้กันทางทหารในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรงทะลุระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะ Risk-off หรือการลดความเสี่ยงการลงทุน เพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจลุกลามจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์

ในฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนีสำคัญส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงนำโดย Hang Seng Index ที่ร่วงกว่า 2.5% ขณะที่ VN 30 Index, PSEi Composite Index และ Nikkei 225 ต่างปรับฐานในช่วง 1-2% สะท้อนแรงเทขายในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดย Dow Jones ลดลง 1.05% , S&P 500 ลดลง 0.43% และ Nasdaq ลดลง 0.92%

ด้านตลาดหุ้นไทยวันนี้ร่วงหนักหลุดระดับ 1,500 จุด อีกครั้ง โดยปิดตลาดช่วงเช้า ดัชนี SET Index อยู่ที่ 1,499.07 จุด ลดลง 29.19 จุด หรือ -1.91%

ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน

แต่จุดชี้ชะตาที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ จะอยู่ที่ว่าความขัดแย้งนี้จะลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันหลักของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้

จัดพอร์ตอย่างไรให้รอด?

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นต่อ “Thairath Money” ว่า ช่วงนี้ควรใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ “ตั้งรับ” เพราะความเสี่ยงจากประเด็นสงครามมักกดดันตลาดหุ้นหนักที่สุดในช่วงที่สถานการณ์พุ่งขึ้นสู่จุดพีค ซึ่งภาพดังกล่าวได้สะท้อนไปมากแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาหุ้นพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าความขัดแย้งจะลุกลามหรือไม่

โดยปกติความไม่แน่นอนลักษณะนี้จะทำให้ Risk Premium ของราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 5–7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นภาพนั้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินกรอบเคลื่อนไหวระยะสั้น โดยมีแนวรับบริเวณ 1,480 จุด และแนวต้านที่ 1,550 จุด ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ลุกลามถึงขั้นกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานหลัก มองว่ายังเป็นเพียงแรงผันผวนระยะสั้นมากกว่าปัจจัยลบเชิงโครงสร้าง

อีกประเด็นสำคัญคือ พฤติกรรมเงินทุนโลกเริ่มไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทองคำ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่าชัดเจน สะท้อนว่าเงินทุนบางส่วนยังทยอยกระจายออกจากตลาดหลัก และไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายรองรับกระแสเงินดังกล่าวด้วย

เมื่อถามว่าควรลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงหรือไม่ กรภัทร มองว่าตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะเอเชีย ยังสามารถลงทุนได้ เนื่องจากโมเมนตัมการปรับขึ้นยังสอดคล้องกันหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติม อาจเพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ หรือ Global Fixed Income เพื่อสร้างเสถียรภาพพอร์ต ส่วนทองคำ แนะนำถือในสัดส่วนเพียง 5–10% ของพอร์ต เพื่อทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง มากกว่าการไล่ซื้อในจังหวะราคาปรับขึ้นแรง

เปิดลิสต์หุ้นไทย ตัวไหนได้-เสียประโยชน์

กรภัทร กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบชัดเจนที่สุดคือ “ท่องเที่ยว” โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงแรมและสายการบิน ในทางกลับกัน หุ้นที่ได้อานิสงส์คือกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่มี Risk Premium เพิ่มขึ้นตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ส่วนกลุ่มที่แทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือหุ้นอิงการบริโภคในประเทศ หรือ Domestic Play ซึ่งรายได้หลักมาจากกำลังซื้อในประเทศ ไม่ได้พึ่งพาปัจจัยต่างประเทศมากนัก

อีกธีมที่น่าสนใจคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะกลางถึงยาว โดยกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF และ GPSC กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA รวมถึงกลุ่มไอซีทีอย่าง ADVANC ยังอยู่ในธีมที่น่าสนใจ เพราะทิศทางกระแสเม็ดเงินลงทุนโดยรวมยังไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าว กดดันให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาแรงระดับ 7–8% อาจมองเป็น “จังหวะสะสม” สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า สำหรับหุ้นกลุ่มที่ได้ผลบวกนั้น คาดว่าราคาน้ำมันจะตอบสนองเชิงบวกจากกังวลอุปทานตึงตัว โดยบวกต่อกลุ่ม ต้นน้ำอย่าง PTTEP สูงสุด และส่วนอื่น ๆ จะได้ผลบวกเช่นกัน ทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กลุ่มโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมัน เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และคาดค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นปัจจุบันมีสินค้าคงคลังถึงสิ้นเดือน มี.ค. แล้ว อีกกลุ่มที่คาดจะได้ผลบวกคือกลุ่มขนส่งจากค่าระวางเรือ เพิ่มขึ้นจากประเด็นดังกล่าว เป็นปัจจัยบวกต่อ RCL และ PSL เป็นต้น

ส่วนหุ้นกลุ่มที่คาดกระทบในทางลบ มองว่าเป็นกลุ่มส่งออก แม้สัดส่วนการส่งออกอาจไม่มากนัก แต่คาดจะได้รับผลกระทบทางลบจากค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และกลุ่มโรงไฟฟ้า แม้ว่า 70% ของการใช้จะมาจากก๊าซในอ่าวไทย พม่า และมาเลเซีย แต่ส่วนที่เหลือจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้น ตามราคาก๊าซเพิ่มขึ้น

ด้านฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด แนะนำกลยุทธ์การลงทุน คัดหุ้นรับอานิสงส์-เลี่ยงหุ้นรับผลกระทบ โดยแบ่งกลุ่มหุ้นดังนี้

1.กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงบวก (ได้รับอานิสงส์) แนะนำหุ้นกลุ่มอิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, SPRC, STA และกลุ่มเดินเรือหรือโลจิสติกส์ที่ได้ผลบวกจากการเร่งตัวของการขนส่ง ได้แก่ RCL, PSL, TTA เป็นต้น

นอกจากนี้ แนะนำการลงทุนใน ETF ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันในสหรัฐฯ อย่าง XLE US (DR: SPENGY80) และ ETF ที่เน้นลงทุนในธุรกิจค้าอาวุธสงครามอย่าง ITA US

2.กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบระยะสั้น (ควรระมัดระวัง) กลุ่มที่แบกรับต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO กลุ่มขนส่งทางอากาศ เช่น AOT, THAI, AAV กลุ่มท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น CENTEL, MINT รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางหากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับขึ้น เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR เป็นต้น

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามตะวันออกกลางปะทุ ตลาดปั่นป่วน จัดพอร์ตลงทุนยังไงให้รอด?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...