เป้าหมายสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน ถูกตั้งคำถาม หลังสารจากทำเนียบขาวยังสับสน
สามวันหลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เป้าหมายสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่ชัดเจน ท่ามกลางถ้อยแถลงที่หลากหลายและบางครั้งขัดแย้งกันเองในฝ่ายบริหาร ความไม่แน่นอนนี้ก่อเสียงวิจารณ์ในสภาคองเกรส ขณะที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในปฏิบัติการ และมีคำเตือนว่าสงครามอาจยืดเยื้อ
3 มี.ค. 2569- สามวันหลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เป้าหมายสงครามและวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่ออนาคตของอิหร่านยังคงไม่ชัดเจน ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลได้แสดงมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการบรรลุจากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางในรอบสองทศวรรษ รวมถึงคำถามว่าสหรัฐฯ สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเตหะรานหรือไม่
สำนักข่าว BBC รายงานว่า ในช่วงแรก รัฐบาลสหรัฐฯระบุว่าเป้าหมายคือการทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่วันถัดมาเหตุผลดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อทรัมป์ใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ไม่ธรรมดา ผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียและการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สั้น ๆ กับผู้สื่อข่าว เพื่อส่งสัญญาณถึงเจตนาของเขา
ทรัมป์กล่าวถึงเป้าหมายบางส่วนเมื่อวันจันทร์ ในการแถลงต่อสาธารณะครั้งแรกที่ทำเนียบขาวนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยเขาระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธพิสัยไกลและกองทัพเรือของอิหร่าน ความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค โดยให้เหตุผลว่า เป้าหมายกว้าง ๆ ของสงครามคือการปกป้องสหรัฐฯ และพันธมิตรจากการโจมตีของอิหร่าน
“ระบอบการปกครองอิหร่านที่ติดอาวุธด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลและอาวุธนิวเคลียร์ จะเป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจยอมรับได้ต่อทั้งตะวันออกกลางและประชาชนอเมริกัน” ทรัมป์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงว่าอนาคตของอิหร่านหลังสงครามจะเป็นอย่างไร หรือเหตุใดเขาจึงเชื่อว่าเมื่อปฏิบัติการนี้เสร็จสิ้น อิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ อีกต่อไป ซึ่งถ้อยแถลงเมื่อวันจันทร์แตกต่างจากคำพูดแรกหลังเปิดฉากโจมตี เมื่อวันเสาร์ ทรัมป์เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ยึดรัฐบาลของตัวเองกลับคืนมา” ซึ่งถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการส่งสัญญาณสนับสนุนการโค่นล้มระบอบที่นำโดย อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมาหลายทศวรรษ
ทรัมป์ยังกล่าวถึงการเสียชีวิตของคาเมเนอีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้อธิบายว่าเขามองแผนการสืบทอดอำนาจอย่างไร“การโจมตีประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้ผู้นำส่วนใหญ่หมดไป มันจะไม่ใช่ใครก็ตามที่เราคิดไว้ เพราะพวกเขาตายหมดแล้ว อันดับสองหรือสามก็ตาย” ทรัมป์กล่าวกับ ABC News เมื่อคืนวันอาทิตย์
จุดยืนของทรัมป์ในบางครั้งดูเหมือนขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ที่ได้ออกมากล่าวเมื่อวันจันทร์ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนทรัมป์แถลงที่ทำเนียบขาว ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านโดยมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล
“นี่ไม่ใช่สงครามเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง แต่ระบอบการปกครองจะเปลี่ยนไปแน่นอน” เฮกเซธกล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม
เฮกเซธกล่าวว่า Operation Epic Fury จะประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตหรือระยะเวลาของความขัดแย้ง ความมั่นใจของเขาตัดกับคำกล่าวของพลเอกเคน ซึ่งให้การประเมินอย่างระมัดระวังมากกว่า
พลเอกเคน กล่าวว่า เป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่านจะบรรลุได้ยาก และในบางกรณีจะเป็นงานที่ยากลำบากและต้องอดทน พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ อาจเผชิญความสูญเสียเพิ่มเติมหากสงครามยืดเยื้อ
จนถึงขณะนี้ มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 6 นายจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าไปยังจอร์แดน บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพันธมิตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ด้านทรัมป์เตือนว่าอาจมีความสูญเสียเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าการเสียสละจะคุ้มค่า หากสามารถปรับสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางใหม่ได้ เขาวางกรอบความขัดแย้งนี้ในบริบททางประวัติศาสตร์ที่กว้างขึ้น โดยอ้างว่าเขากำลังจะทำลายศัตรูรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค โดยทรัมป์ยืนยันว่า จำเป็นต้องโจมตีอิหร่านในเวลานี้ แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าทำไมครั้งนี้ถึงเป็นโอกาสสุดท้ายและดีที่สุดของสหรัฐฯในการโจมตี”
ต่อมาในช่วงบ่าย รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เสนอเหตุผลใหม่ โดยระบุว่าการที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน เป็นการป้องกันล่วงหน้าหลังทราบว่าอิสราเอลกำลังจะโจมตี ซึ่งจะนำไปสู่การตอบโต้ต่อกองกำลังสหรัฐฯ
“เรารู้ว่าถ้าเราไม่ลงมือก่อนก่อนที่พวกเขาจะเปิดฉากโจมตี เราจะเผชิญความสูญเสียที่มากกว่า” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าวบนแคปิตอลฮิลล์ ก่อนเข้าชี้แจงต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับสูง
สำนักข่าว BBC รายงานต่อว่า การขาดรายละเอียดหรือแผนที่ชัดเจนเกินกว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ได้จุดชนวนเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นในสภาคองเกรส แม้สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่จะสนับสนุนทรัมป์ แต่สมาชิกพรรคเดโมแครตโต้แย้งว่าประธานาธิบดียังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และเตือนว่าสหรัฐฯ อาจถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ
“รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ ว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอยู่ในระดับไหน เราไม่เห็นข่าวกรองที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นผมไม่คิดว่ามีข้ออ้างที่น่าเชื่อถือว่าเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนจากอิหร่าน นั่นไม่ได้หมายความว่าอิหร่านไม่ใช่ปัญหา” อดัม สมิธ สมาชิกเดโมแครตระดับสูงในคณะกรรมาธิการกองทัพของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ NPR เมื่อเช้าวันจันทร์
พลเอกเดวิด เพทราอุส อดีตผู้อำนวยการ CIA ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ แต่เตือนว่าการกระตุ้นให้ประชาชนอิหร่านลุกฮือเป็นเรื่องเสี่ยง
“น่าเสียดายที่ในกรณีส่วนใหญ่ คนที่มีปืนมากที่สุด มีพวกมากที่สุด และพร้อมจะโหดเหี้ยมที่สุด มักจะเป็นฝ่ายชนะ” เขากล่าว พร้อมระบุว่ากองกำลังความมั่นคงของอิหร่านมีจำนวนราวหนึ่งล้านนาย และแสดงให้เห็นแล้วว่าพร้อมจะสังหารประชาชนของตนเอง
อย่างไรก็ตาม นายพลเกษียณรายนี้ ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าทรัมป์จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่านเพื่อบรรลุเป้าหมาย
“ประธานาธิบดีชัดเจนว่าจะไม่ทำเช่นนั้น รองประธานาธิบดีก็ย้ำในทำนองเดียวกัน และในทางหนึ่งพวกเขากำลังพยายามสร้างความมั่นใจล่วงหน้าให้ประชาชนอเมริกันว่าจะไม่มีสงครามยืดเยื้อหนักหน่วงเหมือนในอิรักหรืออัฟกานิสถานอีก” เขากล่าว
อย่างไรก็ตามเสียงวิจารณ์จำนวนมากส่วนหนึ่งมาจากแนวทางการสื่อสารที่ไม่ปกติของทรัมป์ เพราะโดยทั่วไป ประธานาธิบดีมักกล่าวปราศรัยจากห้องทำงานรูปไข่หรือเวทีสำคัญ เพื่ออธิบายเหตุผลในการส่งทหารเข้าสู่การสู้รบ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยกล่าวสุนทรพจน์หลายครั้งจากทำเนียบขาวเพื่อชี้แจงเหตุผลในการทำสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็ให้คำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการส่งทหารเพิ่มเติมไปอัฟกานิสถานในช่วงต้นวาระแรก
ทั้งสองกรณี สหรัฐฯ ส่งทหารภาคพื้นดินหลายพันนายเข้าสู่การสู้รบ ขณะที่ทรัมป์จำกัดการโจมตีอิหร่านไว้ที่ปฏิบัติการทางอากาศ เช่นเดียวกับการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กับ New York Post เมื่อวันจันทร์ เขาไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการส่งทหารภาคพื้นดินในอนาคต โดยใช้คำว่า “หากจำเป็น”
ไม่ว่าอย่างไร กลยุทธ์การสื่อสารของทรัมป์ครั้งนี้ถือว่าแตกต่างจากแบบอย่างในอดีต ทรัมป์ประกาศเริ่มโจมตีผ่านวิดีโอเมื่อเช้าวันเสาร์ จากนั้นโพสต์ข้อความบน Truth Social และตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาโทรหาผู้สื่อข่าวเป็นรายบุคคล ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ หลายครั้ง พร้อมกล่าวอ้างหลากหลายเกี่ยวกับระยะเวลาของสงครามและเป้าหมายโดยรวม
คำกล่าวเมื่อวันจันทร์ได้รับการจับตาอย่างกว้างขวาง ขณะที่ผู้สังเกตการณ์พยายามหาสัญญาณบ่งชี้แนวคิดของเขาในวันที่สามของความขัดแย้ง แต่ทรัมป์กล่าวเพียงสั้น ๆ และไม่ได้ระบุว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับอิหร่านหรือภูมิภาค
เขากล่าวว่าสงครามคาดว่าจะยาวนาน “สี่ถึงห้าสัปดาห์” แต่อาจ “ยาวนานเท่าที่จำเป็น” “ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไร ก็ไม่เป็นไร ทำเท่าที่จำเป็น” ทรัมป์กล่าว
อ้างอิง : bbc.com