รทสช. ย้ำจุดยืน ไม่เห็นด้วยฉีกทิ้ง รธน.60 มองแก้รายมาตราได้ เหตุพระราชอำนาจไม่ได้อยู่แค่ หมวด1-2
รทสช. ย้ำจุดยืน ไม่เห็นด้วยฉีกทิ้ง รธน.60 - มอง แก้รายมาตราได้ เหตุพระราชอำนาจไม่ได้อยู่แค่ หมวด1-2 เชื่อ รัฐบาลมีทางเลือก ที่ไม่ใช่ฉีกทิ้งทั้งฉบับ
วันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกของพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงจุดยืนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เราได้หารือกันในช่วงที่ผ่านมา หลังมีคนสอบถามเข้ามาเป็นระยะว่าพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ตนขอถือโอกาสที่จะอธิบายและทำความเข้าใจกับประชาชนสอบถามมาตลอด ว่าพรรครวมสร้างชาติมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับการที่รัฐบาลได้มีการสอบถามว่าจะมีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
โดยพรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันกับประชาชนว่า เราไม่เห็นชอบที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเหตุผลคือคำถามเช่นนี้เป็นคำถามที่ไม่ได้มีกรอบว่าจะเป็นการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไหน การที่บอกว่าเป็นการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2560 ทิ้ง ทั้งที่การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ โดยไม่ต้องฉีกฉบับเก่าทิ้ง รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้มีอะไรที่ไม่ดี แต่แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐรัฐธรรมนูญฉบับใดก็อาจมีข้อบกพร่อง บางเรื่องก็สามารถแก้ไขได้ ซึ่งพรรคเห็นด้วยกับการที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา แต่เราไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องฉีกทิ้งและเขียนใหม่ เพราะการฉีกทิ้งและเขียนใหม่แบบนี้มันไม่มีกรอบ ถามคำถามปลายเปิดก็เป็นการเช็คเปล่า หากประชาชนหรือแม้แต่พรรครวมใจสร้างชาติเห็นว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็แปลว่าเห็นด้วยกับการฉีกรัฐธรรมนูญโดยไม่มีกรอบ ซึ่งการฉีกทั้งฉบับก็ไปทั้งหมด ทั้งหมวด1 และหมวด2
นอกจากนั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของสถาบันหลักของชาติอยู่ในมาตราต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ ก็จะหายไปทั้งหมด ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลพยายามบอกว่าเป็นการปฏิบัติตามศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ถามทีละตอน ตนมองว่าไม่จริง เพราะศาลรัฐธรรมนูญบอกเองว่าการทำประชามติครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สองสามารถถามพร้อมกันได้ ไม่ได้บอกว่าต้องทำแยกเสมอไป และถึงแม้ว่าศาลธรรมนูญจะบอกว่าให้ถามครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สอง แต่ศาลก็ไม่ได้ห้ามให้รัฐบาลที่จะบอกให้ประชาชนทราบกรอบของการแก้ไข เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลพยายามบอกว่าเป็นการทำตามศาลนั้นไม่จริง นี่เป็นการพูดอย่างทำอย่าง ตรงนี้ก็ขอทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการฉีกรัฐธรรมนูญคนละเรื่องกัน และผลกระทบที่ตามมานอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วยังมีประเด็นสำคัญคือ คนผิด คนที่เคยต้องเสียสิทธิ์ หรือถูกตัดสิทธิ์ต่างๆ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญทั้งหมดในปี 60 เมื่อรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง ก็เท่ากับสิทธิต่างๆ ของคนเหล่านี้ไม่ได้เสียสิทธิ์ไปหรือขาดคุณสมบัติไป ก็จะกลับคืนมาทั้งหมด ทั้งที่เราบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 60 เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่เรากลับไปฉีกฉบับนี้ทิ้ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่มีหลักประกันจากคำถามเหล่านี้เลย
เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้พิจารณาไตร่ตรองแล้ว พรรครวมไทยชาติยังยืนยันเหมือนเดิมว่า ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติเราไม่เห็นด้วย กับการที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการฉีกฉบับเก่าทิ้ง และตั้งคำถามแบบปลายเปิดแบบนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบและไม่มีหลักประกันอะไรว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีผลกระทบจากสิ่งที่ตนได้พูดไปข้างต้น
ด้าน นายอรรถวิทย์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า ตนขอเรียกร้องอีกครั้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ได้แต่ฉีกทิ้งไม่ได้ และที่หลายพรรคออกมาบอกว่าจะปกป้องหมวด1 หมวด2 นั้น จริงๆ แล้วพระราชอำนาจของพระองค์ท่านไม่ได้อยู่ในหมวด2 เท่านั้น แต่พระราชอำนาจสำคัญที่ยึดโยงฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น สิทธิในการวีโต้กฎหมาย เวลากฎหมายทำเสร็จแล้วในรัฐสภาเสนอขึ้นกับกราบบังคมทูลท่านมีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายเหล่านั้นไว้ได้ และแม้กระทั่งพระราชอำนาจของพระองค์ท่านในการแต่งตั้งข้าราชการทหารด้านความมั่นคงก็เป็นอำนาจของพระองค์ท่าน พระราชอำนาจแต่งตั้งในการยึดโยงกับพลเรือน อธิบดี ก็เป็นพระราชอำนาจและไม่ได้อยู่ในหมวด2 ตนอยากบอกให้ชัดว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่พูดกันอยู่ในวันนี้ อ่านครบหรือยัง และทำความเข้าใจหรือยัง ว่ากำลังจะทำอะไร นี่คือความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญที่แก้ได้กับรัฐธรรมนูญที่ฉีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าไม่เห็นชอบให้มีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ แต่เห็นชอบให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย้ำว่ารัฐบาลปัจจุบันมีทางเลือกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสนอแก้รายมาตราก็สามารถทำได้ หรือหากจะใช้วิธีการขึ้นฉบับใหม่ก็ทำได้ โดยใช้วิธีการที่ไม่ใช่เช็คเปล่าแบบนี้ ซึ่งวิธีการนี้ไม่สมควรอย่างยิ่งและหากมีการแก้ไขหรือมีการเห็นชอบสำเร็จหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ การวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างรัฐ โครงสร้างสถาบัน ก็จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นี่คือความกังวลใจจากพวกเรา
เมื่อถามว่ามีแนวทางที่จะให้ความรู้กับประชาชนอย่างไรบ้าง นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นของพรรค ส่วนประชาชนจะเห็นเป็นประการใดเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปชี้นำ และเราก็เคารพความเห็นของประชาชน ที่ตนและคณะมาแถลงข่าวในวันนี้เป็นการแถลงยืนยันจากคำถามที่ถามเข้ามาตลอดเวลา ว่ารวมไทยสร้างชาติคิดเห็นอย่างไรและนี่คือความเห็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ
“พีระพันธุ์-นราพัฒน์” ปล่อยคาราวาน รทสช. บุกเหนือ ชูนโยบายเกษตรครบวงจร ย้ำ “ภาคเหนือต้องดีกว่านี้”
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ร่วมเปิดตัวกิจกรรม “คาราวานรวมไทยสร้างชาติ ภาคเหนือต้องดีกว่านี้” เคลื่อนขบวนนำนโยบายเรือธงด้านเศรษฐกิจและการเกษตร ลงพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อรับฟังปัญหาและส่งต่อนโยบายสู่พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยมีกลุ่มชาวนา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมให้กำลังใจอย่างคึกคัก
นายพีระพันธุ์ ระบุว่า คาราวานรวมไทยสร้างชาติ “ภาคเหนือต้องดีกว่านี้” เป็นความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติในการผลักดันนโยบาย “เกษตรทำเงิน” เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน
“พรรครวมไทยสร้างชาติพูดจริงทำจริง ปัญหาที่ดินทำกินต้องจบที่ความยุติธรรม เราจะจัดตั้ง ศาลที่ดิน เป็นที่พึ่งให้เกษตรกรสู้คดีอย่างเป็นธรรม ไม่ต้องกลัวอิทธิพลหรือข้อพิพาททับซ้อนอีกต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังย้ำการแก้ปัญหาฐานเศรษฐกิจรากผ่านนโยบาย “ปุ๋ยรัฐ ราคาถูก” เพื่อตัดวงจรการโก่งราคา ลดต้นทุนการผลิต รวมถึงนโยบาย “ข้าวตันละ 15,000 บาท” และการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงและศักดิ์ศรี
ด้านนายนราพัฒน์ระบุว่า พรรคมีแผนยุทธศาสตร์ผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่การเป็น “เบอร์ 1” ในตลาดโลก ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ โดยเน้นมาตรการลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ “ปุ๋ยสั่งตัด” ให้เหมาะกับพื้นที่เพาะปลูก นโยบาย “น้ำมันเพื่อการเกษตร” ลดภาระค่าใช้จ่าย และการนำเทคโนโลยีเครื่องมือ เครื่องจักร มาเสริมการแปรรูป เพื่อให้เกษตรกร สามารถเป็นผู้ประกอบการเกษตร ขายได้ทั้งผลผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ บรรยากาศการปล่อยขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก ตัวแทนชาวนาและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟ กล่าวถึงนโยบายจัดการน้ำและลดต้นทุนการผลิต ว่าตอบโจทย์พื้นที่อย่างตรงจุด ขณะที่กลุ่มชนพื้นเมืองคาดหวังว่านโยบายด้านสิทธิที่ทำกินและการจัดตั้งศาลที่ดิน จะช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว