ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย เหลื่อมล้ำสูง ชู “ทางสายกลาง” ดัน GDP โตยั่งยืน
ผู้ว่าการ ธปท. เผย โครงสร้างเศรษฐกิจไทย มีปัญหาเหลื่อมล้ำสูง ชี้ต้องเดินทางสายกลางกระตุ้นเศรษฐกิจระสั้นคู่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดัน 5 มาตรการเฉพาะจุดแก้หนี้ครัวเรือน-ช่วย SMEs หวังดึง GDP ไทยกลับสู่ศักยภาพอย่างยั่งยืน
27 ก.พ. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน FUTUREADY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอีกต่อไป
โดยระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มี 2% แต่ครองสัดส่วนรายได้ถึง 83% ของทั้งประเทศ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 20-30 ของประเทศมีความแข็งแกร่งสูงผลประกอบการดีมากและเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนต่ำเพียง 2-3% ในขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนได้ยากลำบาก และหากเข้าถึงได้ก็ต้องแบกรับดอกเบี้ยที่สูงตั้งแต่ 7-33%
“ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทำให้คนที่รวยก็รวยมาก แข็งแรงก็แข็งแรงมาก กลุ่มที่ไม่แข็งแรงก็มีผลประกอบการไม่ดีต้องแบกรับต้นทุนสูงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ”
ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การสะสมของปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผลิตภาพ (Productivity) การลงทุนที่ต่ำต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และสังคมสูงวัย (Aging Society) และปัญหาเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเรื่อยๆ
นายวิทัย กล่าวว่า ดังนั้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในระยะยาว ขณะที่ต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต
“ในด้านเสถียรภาพการประชุมกนง. เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 เราดูว่าเงินเฟ้อต่ำ เรามีกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ต้องทำตาม ขณะที่มีแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลาง หรือ Inflation Outlook จะหลุดกรอบ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเราก็คงลดดอกเบี้ยอยู่ดีก็เลยลดไปเลย”
ส่วนด้านการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.4% คาดว่าปี 2569 จะโต 1.9% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถทำให้รายได้ประชาชนเติบโตได้เพียงพอ ดังนั้น เป้าหมายระยะสั้น คือการดึง GDP ให้กลับไปสู่ระดับศักยภาพที่ 2.7-2.8% และ เป้าหมายระยะยาว คือการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้เติบโตได้ถึง 3.5-4% ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูง (Advance Manufacturing) ที่ต้องเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศให้ได้เพื่อไม่ให้พึ่งพาเพียงการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
“เราต้องทำให้ GDP โตเพียงพอที่จะสร้างรายได้ ต้องทำทั้งเรื่องระยะสั้นและระยะยาว เพราะระยะสั้นคือเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของคนส่วนระยะยาวเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำ เราต้องอยู่บนทางสายกลางถึงจะยั่งยืน”
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ธปท. ก็ต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ได้ด้วยดอกเบี้ยนโนบายเท่านั้น เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการประคับประคองเศรษฐกิจ ดังนั้นต้องมีการออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ด้วย
“ก่อนหน้านี้เราลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5 ครั้ง รวมกัน 1.25% มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ 0.2% ถือว่าต่ำมากเพราะปัญหาในปัจจุบันคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นต้องออกมาตรการเฉพาะจุดมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจโตได้ในระยะยาว”
โดย ธปท. ได้มีขยายบทบาทในการออกมาตรการเฉพาะจุดทั้งหมด 5 มาตรการ
- การขยายบทบาทแก้หนี้ครัวเรือน มีโดยการดำเนินการแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) โดยใช้กลไกการบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) เพื่อเข้าจัดการหนี้สิน ซึ่งเบื้องต้นคาดหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ประมาณ 300,000- 500,000 ราย
- กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อ SMEs มีการใช้กลไกการค้ำประกันเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสินเชื่อที่ติดลบติดกัน 14 ไตรมาส เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น โดยใช้เงินจากกองทุน FIDF เข้ามารับความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้ SMEs ที่มีต้นทุนทางการเงินสูงสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
- การเทรดทองคำบนแอปพลิเคชัน เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายทองผ่านแอปฯ สูงถึง 60,000-90,000 ล้านบาทต่อวันซึ่งส่งผลต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาท ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้ต้องรายงานการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาทและรายใหญ่ต้องรายงานยอดการถือครองทองคำ
- .มาตรการคุมเข้มการเบิกถอนเงินสด ได้มีการการกำหนดให้การเบิกถอนหรือฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องมีการแจ้งเหตุผลที่เพียงพอเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
- การปฏิรูปค่าธรรมเนียมธนาคาร โดยอยู่ระหว่างเตรียมจัดระเบียบและทบทวนค่าธรรมเนียมประมาณ 10-15 รายการ เช่น ค่าธรรมเนียมการขอ Statement ที่แต่ละธนาคารคิดราคาไม่เท่ากัน และค่าธรรมเนียมการโอนหรือถอนเงินข้ามเขต เป็นต้น
“ผมคิด่าเราต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา ถ้าเราร่วมแรงกันเราจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน”