โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย เหลื่อมล้ำสูง ชู “ทางสายกลาง” ดัน GDP โตยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ก.พ. เวลา 13.53 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. เวลา 02.51 น.

ผู้ว่าการ ธปท. เผย โครงสร้างเศรษฐกิจไทย มีปัญหาเหลื่อมล้ำสูง ชี้ต้องเดินทางสายกลางกระตุ้นเศรษฐกิจระสั้นคู่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดัน 5 มาตรการเฉพาะจุดแก้หนี้ครัวเรือน-ช่วย SMEs หวังดึง GDP ไทยกลับสู่ศักยภาพอย่างยั่งยืน

27 ก.พ. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน FUTUREADY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอีกต่อไป

โดยระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มี 2% แต่ครองสัดส่วนรายได้ถึง 83% ของทั้งประเทศ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 20-30 ของประเทศมีความแข็งแกร่งสูงผลประกอบการดีมากและเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนต่ำเพียง 2-3% ในขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนได้ยากลำบาก และหากเข้าถึงได้ก็ต้องแบกรับดอกเบี้ยที่สูงตั้งแต่ 7-33%

“ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทำให้คนที่รวยก็รวยมาก แข็งแรงก็แข็งแรงมาก กลุ่มที่ไม่แข็งแรงก็มีผลประกอบการไม่ดีต้องแบกรับต้นทุนสูงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ”

ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การสะสมของปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผลิตภาพ (Productivity) การลงทุนที่ต่ำต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และสังคมสูงวัย (Aging Society) และปัญหาเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเรื่อยๆ

นายวิทัย กล่าวว่า ดังนั้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในระยะยาว ขณะที่ต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต

“ในด้านเสถียรภาพการประชุมกนง. เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 เราดูว่าเงินเฟ้อต่ำ เรามีกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ต้องทำตาม ขณะที่มีแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลาง หรือ Inflation Outlook จะหลุดกรอบ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเราก็คงลดดอกเบี้ยอยู่ดีก็เลยลดไปเลย”

ส่วนด้านการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.4% คาดว่าปี 2569 จะโต 1.9% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถทำให้รายได้ประชาชนเติบโตได้เพียงพอ ดังนั้น เป้าหมายระยะสั้น คือการดึง GDP ให้กลับไปสู่ระดับศักยภาพที่ 2.7-2.8% และ เป้าหมายระยะยาว คือการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้เติบโตได้ถึง 3.5-4% ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูง (Advance Manufacturing) ที่ต้องเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศให้ได้เพื่อไม่ให้พึ่งพาเพียงการนำเข้าเพียงอย่างเดียว

“เราต้องทำให้ GDP โตเพียงพอที่จะสร้างรายได้ ต้องทำทั้งเรื่องระยะสั้นและระยะยาว เพราะระยะสั้นคือเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของคนส่วนระยะยาวเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำ เราต้องอยู่บนทางสายกลางถึงจะยั่งยืน”

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ธปท. ก็ต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ได้ด้วยดอกเบี้ยนโนบายเท่านั้น เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการประคับประคองเศรษฐกิจ ดังนั้นต้องมีการออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ด้วย

“ก่อนหน้านี้เราลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5 ครั้ง รวมกัน 1.25% มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ 0.2% ถือว่าต่ำมากเพราะปัญหาในปัจจุบันคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นต้องออกมาตรการเฉพาะจุดมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจโตได้ในระยะยาว”

โดย ธปท. ได้มีขยายบทบาทในการออกมาตรการเฉพาะจุดทั้งหมด 5 มาตรการ

  • การขยายบทบาทแก้หนี้ครัวเรือน มีโดยการดำเนินการแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) โดยใช้กลไกการบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) เพื่อเข้าจัดการหนี้สิน ซึ่งเบื้องต้นคาดหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ประมาณ 300,000- 500,000 ราย
  • กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อ SMEs มีการใช้กลไกการค้ำประกันเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสินเชื่อที่ติดลบติดกัน 14 ไตรมาส เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น โดยใช้เงินจากกองทุน FIDF เข้ามารับความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้ SMEs ที่มีต้นทุนทางการเงินสูงสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
  • การเทรดทองคำบนแอปพลิเคชัน เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายทองผ่านแอปฯ สูงถึง 60,000-90,000 ล้านบาทต่อวันซึ่งส่งผลต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาท ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้ต้องรายงานการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาทและรายใหญ่ต้องรายงานยอดการถือครองทองคำ
  • .มาตรการคุมเข้มการเบิกถอนเงินสด ได้มีการการกำหนดให้การเบิกถอนหรือฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องมีการแจ้งเหตุผลที่เพียงพอเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • การปฏิรูปค่าธรรมเนียมธนาคาร โดยอยู่ระหว่างเตรียมจัดระเบียบและทบทวนค่าธรรมเนียมประมาณ 10-15 รายการ เช่น ค่าธรรมเนียมการขอ Statement ที่แต่ละธนาคารคิดราคาไม่เท่ากัน และค่าธรรมเนียมการโอนหรือถอนเงินข้ามเขต เป็นต้น

“ผมคิด่าเราต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา ถ้าเราร่วมแรงกันเราจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...