“ปิยะชาติ อิศรภักดี” เสนอ Sustainomy เปิดกรอบเศรษฐกิจใหม่ ชี้ ‘วิธีคิด-ตัวชี้วัด-กลไก’ แบบเดิมไม่เวิร์ค
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด จัดงาน FUTUREADY 2026 โดยนายปิยะชาติ อิศรภักดี แสดงวิสัยทัศน์เรื่องการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ด้วยการผสมผสานแนวคิดเศรษฐกิจ-ความยั่งยืนที่เติบโตควบคู่กัน และเปิดวงคุยกับสื่อมวลชนถึงเบื้องหลังแนวคิด Sustainomy
‘Sustainomy’ เปิดกรอบเศรษฐกิจใหม่
นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวว่า โลกในปัจจุบันเปรียบเสมือนผู้ป่วยระยะที่ 4 ที่มีอาการซับซ้อนจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change Effects) ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สงครามหลายมิติ และโลกที่เปราะบาง
“ไม่ว่าจะปวดตรงไหนก็กินพาราเซตามอล” คืออุปมาอุปไมยที่ใช้สะท้อนแนวทางแก้ปัญหาแบบเดิม ซึ่งอาจเพียงบรรเทาอาการ แต่ไม่รักษาระบบที่ต้นเหตุ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘จะฟื้นตัวอย่างไร’ แต่คือ ‘จะออกแบบระบบใหม่อย่างไร’ เพื่อให้ยืนหยัดได้อย่างแข็งแรงในศตวรรษที่ 21
นายปิยะชาติ กล่าวต่อว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่โต สังคมและสิ่งแวดล้อมย่ำแย่ เราต้องดึงตัวเองออกจากกรอบเดิมที่มองว่าการช่วยสังคมคือภาระหรือการลดกำไร แต่คือการทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีคืออนาคตของการเติบโตยุคใหม่ เพราะระบบเดิมของศตวรรษที่ 20 ใช้ไม่ได้กับศตวรรษที่ 21 ดังนั้น โลกต้องการระบบเพื่อปรับโครงสร้างความคิดใหม่ โดยมี 4 เรื่องสำคัญ
- Redesign Capital: ออกแบบโครงสร้างทุนใหม่ เช่น การมองว่าคาร์บอนหรือทรัพยากรมนุษย์คือทุน ไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องจัดการ
- Industry Upcycling: สร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรม เช่น การเปลี่ยน NPLs ให้กลายเป็น Performing Loan
- Distribute Capital: กระจายทุนสู่คนตรงกลาง โดยเฉพาะ SMEs
- Deploy Capital: สร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างระดับมหภาค (Macro) และจุลภาค (Micro)
แนวคิด Sustainomy จึงเกิดขึ้นในฐานะกรอบเศรษฐกิจใหม่ ที่มองโลกแบบองค์รวม (Holistic) เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แยกส่วนออกจากกัน
Sustainomy เสนอการ “นิยามทุนใหม่” (Defining Capital) ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเงิน แต่ครอบคลุมการสร้างคุณค่าในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ทั้งระบบ พร้อมแนวคิด “Distributing Capital” หรือการกระจายทุนอย่างมีโครงสร้าง
จุดเน้นสำคัญคือการเสริมความแข็งแกร่งให้ “Economy of the Middle” หรือเศรษฐกิจตรงกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างฐานรากและภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ภาคธุรกิจของเยอรมนีที่กว่า 99% เป็น SMEs หรือที่รู้จักในชื่อ Mittelstand ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในมุมมองนี้ SMEs ไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายเล็ก แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการเติบโต หากเศรษฐกิจตรงกลางแข็งแรง จะสามารถขับเคลื่อนการบริโภค การจ้างงาน และยกระดับฐานรากไปพร้อมกัน ทำให้ทุกฝ่ายในสมการ “Win” ไปด้วยกัน โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการเติบโตหรือการรักษาสิ่งแวดล้อม
สรุปแล้ว Sustainomy คือแนวทางการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบกำไรระยะสั้น (Profit) และผสาน People และ Planet เข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
ประกาศจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านหนังสือ
นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Sustainomy โดย นายปิยะชาติ อธิบายว่า การเปิดตัวหนังสือคือการประกาศจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของประเทศไทย ต้องขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจตรงกลางที่แข็งแรง ระบบที่ออกแบบใหม่ และผู้นำที่พร้อมลงมือทำด้วยความเร่งด่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
เป้าหมายของ Sustainomy คือการต่อยอดและพัฒนาไปสู่ต้นแบบเชิงนโยบาย (Policy Blueprint) ผ่านการทำงานของ BiOST ในฐานะ Think Tank ที่เชื่อมโยงนโยบาย ธุรกิจ และสังคม
เนื้อหาในหนังสือยังสะท้อนมิติของ “ประเทศคุณภาพสูง” ผ่านคำถามสำคัญ เช่น ประเทศกำลังเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ใครได้ประโยชน์ ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านของประเทศ และความทนทานของระบบเศรษฐกิจต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
Sustainomy ยังได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับสำนักพิมพ์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Penguin Random House และได้รับการเผยแพร่ในหลายประเทศในฐานะกรอบคิดเศรษฐกิจยุคใหม่
โดยแนวคิดนี้จะนำไปเสนอให้กับ 20 หน่วยงานในประเทศไทย เพื่อปรับโครงสร้างความคิดภาครัฐไทยด้วย
ประเทศไทยตั้งนิยามผิดตั้งแต่ต้น
นายปิยะชาติ กล่าวในวงคุยกับสื่อมวลชนว่า Sustainomy มาจาก 2 คำผสมกันคือ Economic Growth และ Sustainable Future ซึ่งเป็นการมองระยะยาว (long term) ไปถึงโครงสร้าง เพื่อทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ
“คุยกันไม่รู้กี่รัฐบาลว่าจะเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่มันไม่มีทางไปถึง หรือประเทศไทยอาจนิยามผิดมาตั้งแต่ต้น ผมคิดว่าเป้าหมายใหญ่เรื่องนี้มี 5 เรื่อง”
- คุณภาพการเติบโต
- การมีส่วนร่วม ต้องทำให้คนตัวเล็กมีความหวังและส่วนร่วม
- การเปลี่ยนผ่านทุกอุตสาหกรรม ผ่าน 3 ปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขัน (capability) ศักยภาพและโอกาส (capacity) และวัฒนธรรม (culture)
- กลไกและระบบสถาบัน เช่น ภาครัฐต้องไม่เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางหรือฉุดรั้งการเติบโต
- ความสามารถในการฟื้นตัวและความยืดหยุ่น เห็นได้จากความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงการรับมือความเสี่ยงในอนาคต
นายปิยะชาติ มองว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือการทำงานแบบไซโล (silo) ซึ่งเป็นการปิดโอกาสและความร่วมมือ ตลอดจนการทบทวนกฎกติกาที่ขัดขวางการเติบโต ที่สำคัญคือการทำให้คนรุ่นใหม่เห็น ‘ศักยภาพ’ ประเทศไทยในอนาคต
“โจทย์ของโลกช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ใครสามารถสร้างของหรือเทคโนโลยีใหม่ได้คือคนมั่งคั่ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนจากของเป็น ‘เครือข่าย’ เช่น Facebook Apple หรือ Tesla ที่คนมองว่ามันคืออนาคต”
เมื่อถามถึงการนำเสนอแนวคิดให้ 20 หน่วยงานในประเทศไทย นายปิยะชาติ อธิบายว่า Sustainomy จะกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐเห็นความจำเป็นและเร่งด่วนที่ต้องปรับตัว เพื่อนำไปสู่การเขียนแผนระยะยาว จากนั้นประเทศอื่นๆ หรือนักลงทุนจะเริ่มเห็นว่าจุดขาย-จุดยืนของประเทศไทยคืออะไรกันแน่
“เรากำลังส่งสัญญาณว่าวิธีคิดแบบเดิมไม่เวิร์ค ตัวชี้วัดแบบเดิมไม่เวิร์ค กลไกในการขับเคลื่อนแบบเดิมไม่เวิร์ค และถ้ายังปล่อยให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น มันก็จะไม่เวิร์ค แต่ผมไม่ได้คิดว่า 20 หน่วยงานจะเข้าใจทั้งหมด ขอแค่ 2-3 หน่วยงานที่ฟังแล้วตาเป็นประกาย แม้ทุกวันนี้แต่ละหน่วยงานพยายามหาทางใหม่ แต่โลกหมุนไวมาก ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ทำให้อยู่ได้คือโมเดลทางความคิด”
นายปิยะชาติ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยต้องเลิกใช้สายตามองเปรียบเทียบแบบ head to head กับทุกเรื่อง เพราะทุกอย่างมีบริบทที่ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น คนไทยชอบเปรียบเทียบจีดีพีกับปีที่ผ่านมา และถ้าจีดีพีต่ำลงก็มักมองว่าเติบโตแย่ลงอยู่เสมอ โดยไม่ได้มองบริบทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการต้องลงทุนงบประมาณไปก่อนเพื่อให้เติบโตได้ยั่งยืนในอนาคต
สุดท้าย นายปิยะชาติ ประเมินคะแนนประเทศไทยที่ 6.3 จาก 10 คะแนน หรือเทียบเท่ากับ Global Sustainomy Index ซึ่งประเทศไทยได้ 63 จาก 100 คะแนน ดังนั้น เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยมีคุณภาพมากขึ้นต้องเริ่มจากสร้างแข็งแรงจากภายในด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด จากนั้นพัฒนาความสามารถในการร่วมมือภายในประเทศ แล้วเชื่อมโยงกับโลกให้ได้
……….
เปิดตัวหนังสือ “Sustainomy” นิยามใหม่แห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในบริบทโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” (Polycrisis) ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม งาน “Thought in Print” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน FUTUREADY 2026 จัดโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ได้เปิดพื้นที่สนทนาสำคัญว่าด้วยอนาคตประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวหนังสือ “Sustainomy” โดย ‘อาร์ม–ปิยะชาติ อิศรภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)
Sustainomy นำเสนอ “The Next Version of Economic Growth” หรือแนวทางการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบกำไรระยะสั้น (Profit) และผสาน People และ Planet เข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
ตั้งโจทย์ให้ถูก: เมื่อโลก “ป่วยระยะที่ 4”
‘ปิยะชาติ’ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามต่อ “สุขภาวะของโลก” โดยชี้ให้เห็นว่าโลกในปัจจุบันเปรียบเสมือนผู้ป่วยระยะที่ 4 ที่มีอาการซับซ้อนจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change Effects) ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สงครามหลายมิติ และโลกที่เปราะบาง
“ไม่ว่าจะปวดตรงไหนก็กินพาราเซตามอล” คืออุปมาอุปไมยที่ใช้สะท้อนแนวทางแก้ปัญหาแบบเดิม ซึ่งอาจเพียงบรรเทาอาการ แต่ไม่รักษาระบบที่ต้นเหตุ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘จะฟื้นตัวอย่างไร’ แต่คือ ‘จะออกแบบระบบใหม่อย่างไร’ เพื่อให้ยืนหยัดได้อย่างแข็งแรงในศตวรรษที่ 21
แนวคิด Sustainomy จึงเกิดขึ้นในฐานะกรอบเศรษฐกิจใหม่ ที่มองโลกแบบองค์รวม (Holistic) เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แยกส่วนออกจากกัน
Defining Capital และ Distributing Capital: ปฏิรูประบบจากภายใน
Sustainomy เสนอการ “นิยามทุนใหม่” (Defining Capital) ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเงิน แต่ครอบคลุมการสร้างคุณค่าในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ทั้งระบบ พร้อมแนวคิด “Distributing Capital” หรือการกระจายทุนอย่างมีโครงสร้าง
จุดเน้นสำคัญคือการเสริมความแข็งแกร่งให้ “Economy of the Middle” หรือเศรษฐกิจตรงกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างฐานรากและภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ภาคธุรกิจของเยอรมนีที่กว่า 99% เป็น SMEs หรือที่รู้จักในชื่อ Mittelstand ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในมุมมองนี้ SMEs ไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายเล็ก แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการเติบโต หากเศรษฐกิจตรงกลางแข็งแรง จะสามารถขับเคลื่อนการบริโภค การจ้างงาน และยกระดับฐานรากไปพร้อมกัน ทำให้ทุกฝ่ายในสมการ “Win” ไปด้วยกัน โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการเติบโตหรือการรักษาสิ่งแวดล้อม
Sustainomy Insight: Logic Shift และบทบาทผู้นำ
ช่วง Sustainomy Insight ถือเป็นแกนหลักของเวทีสนทนา ‘ปิยะชาติ อิศรภักดี’ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำจากภาคธุรกิจและแวดวงความคิด ได้แก่ ‘เรืองโรจน์ พูนปั้น’ และ ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ ผู้ก่อตั้ง HOUSE of Wisdom
แก่นของการสนทนาอยู่ที่แนวคิด “Logic Shift” หรือการเปลี่ยนกรอบความคิดเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงการปรับกลยุทธ์หรือเครื่องมือ แต่คือการทบทวนเหตุผลและแรงจูงใจเบื้องหลังการตัดสินใจ พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า อะไรคือแรงจูงใจ (Incentive) ที่จะทำให้ผู้นำยอมเปลี่ยนวิธีคิดอย่างแท้จริง
การพูดคุยเน้นย้ำว่า ผู้นำในศตวรรษที่ 21 ต้องมี “แรงจูงใจภายใน” (Inner Incentive) ที่ลึกกว่าตำแหน่งหรือผลประกอบการระยะสั้น แต่คือความมุ่งมั่นที่จะสร้าง “Legacy” ให้ประเทศ กล้ามองไกล (Longer Horizon) และตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่าน
หนึ่งในสาระสำคัญที่ย้ำชัดคือ “2030 อาจสายเกินไป หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้” ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ จำเป็นต้องสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมระยะสั้น (Quick Big Wins) ควบคู่กับการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว และระดมศักยภาพ (Ability to Mobilize Capacity) จากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง ทันเวลา และยั่งยืน
จากหนังสือสู่ Strategic Roadmap ระดับประเทศ
Sustainomy ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเชิงแนวคิด หากแต่เป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่สามารถพัฒนาไปสู่ต้นแบบเชิงนโยบาย (Policy Blueprint) ผ่านการทำงานของ BiOST ในฐานะ Think Tank ที่เชื่อมโยงนโยบาย ธุรกิจ และสังคม
เนื้อหาในหนังสือยังสะท้อนมิติของ “ประเทศคุณภาพสูง” ผ่านคำถามสำคัญ เช่น ประเทศกำลังเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ใครได้ประโยชน์ ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านของประเทศ และความทนทานของระบบเศรษฐกิจต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
Sustainomy ยังได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับสำนักพิมพ์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Penguin Random House และได้รับการเผยแพร่ในหลายประเทศในฐานะกรอบคิดเศรษฐกิจยุคใหม่
งาน FUTUREADY 2026 สะท้อนพลังความร่วมมือข้ามภาคส่วน ผ่านผู้แทนระดับแนวหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้แทนองค์การสหประชาชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารกลาง หน่วยงานกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้กำกับดูแลตลาดทุน ภาคพลังงาน ภาคการลงทุน ไปจนถึงผู้นำภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยง การเติบโตแบบใหม่ และโอกาสเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
การเปิดตัว “Sustainomy” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวหนังสือ แต่เป็นการประกาศจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของประเทศไทย ต้องขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจตรงกลางที่แข็งแรง ระบบที่ออกแบบใหม่ และผู้นำที่พร้อมลงมือทำด้วยความเร่งด่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน