บทบันทึกการเดินทางของ ‘บ้านแชร์ใจ’ สเปซพักใจริมคลองอ้อมนนท์
เคยไหมอยากไปนั่งโง่ๆ ริมทะเล เดินทอดน่องรับลมชมแสงพระอาทิตย์ยามเย็น ปล่อยให้เวลาไหลผ่านแบบไม่เร่งรีบ ค่อยๆ ให้ธรรมชาติเยียวยาหัวใจ แต่ภาพในหัวกับความเป็นจริงแตกต่างกัน ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ชายหาดผู้คนหนาแน่น เสียงดนตรีดังลั่น กลายเป็นความวุ่นวายชวนให้รู้สึกเหนื่อยล้ากว่าเดิม จนอยากเดินหันหลังกลับไปไกลๆ
ขณะที่เรากำลังชั่งจิตชั่งใจหาที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ‘บ้านแชร์ใจ’ ก็ผ่านเข้ามาในสายตาราวกับเป็นโชคชะตา เราตัดสินใจเบนเข็มมุ่งหน้าสู่ย่านบางใหญ่เก่า จ.นนทบุรี
ระหว่างเดินลัดเลาะเลียบริมคลองอ้อมนนท์ เราสังเกตบรรยากาศรอบข้างรายล้อมด้วยบ้านไม้หลังเก่า ต้นไม้ขนาบข้างสองฝั่งคลองพากันคลี่ใบเขียวขจี แข่งกันเติบโตอวดความสดชื่นตัดกับแม่น้ำ ที่นี่คือ ‘ชุมชนบางใหญ่เก่า’ ย่านประวัติศาสตร์ที่เคยค้าขายรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แม้กาลเวลาจะทำให้ความคึกคักจางหายไปบ้าง แต่เสน่ห์ของบ้านริมคลองยังคงอบอวลอยู่
บ่ายวันนั้นเรามีนัดกับ วอน-ถาวร ร่วมตระกูล หนึ่งในผู้ดูแลบ้านแชร์ใจ ขณะที่หันซ้ายแลขวามองหาบ้าน เราสบตาเข้ากับวอน เขาเปิดประตูคอยต้อนรับอย่างอบอุ่น ราวกับเชื้อเชิญให้ลมแม่น้ำและคนแปลกหน้าอย่างเราเข้าไปทำความรู้จัก วอนเปิดพื้นที่ให้เราเดินสำรวจทั่วบ้านแชร์ใจ พาเราไปรู้จักหัวใจของบ้านที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ เหมือนกำลังพาเพื่อนใหม่มาทัวร์บ้านไม้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ นอกจากวอนแล้ว บ้านแชร์ใจยังมีอีก 2 ผู้ดูแลแต่ตอนนี้กำลังติดภารกิจหลัก เราจึงได้พูดคุยกับทั้งคู่ผ่านช่องทางออนไลน์แทน
มิน-วีรยา วิชยประเสริฐกุล และ กิ๊บ-ฐิติชญา ชัยชาติ คือสองหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่ปลุกปั้นบ้านแชร์ใจขึ้นมาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง มินกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ส่วนกิ๊บเดินทางลงพื้นที่ร่วมงานชุมชนในจังหวัดนครนายก วอนอธิบายเสริมว่า เขาเป็นเพียงคนรับไม้ต่อจากมินกับกิ๊บให้มาสานต่อเรื่องราวของบ้านแชร์ใจนั่นเอง
เราพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘บ้านแชร์ใจ’ ฉบับเจาะลึกทุกรายละเอียดในมิติทั้งบ้านพัก คาเฟ่ พื้นที่จัดเวิร์กช้อปริมน้ำ และไปมองวิธีการทำงานเบื้องหลังของ 3 ผู้ดูแลที่ชูศักยภาพให้บ้านไม้หลังนี้ทำงานกับจิตใจของผู้คน
เปิดประตูบานเฟี้ยม นั่งรับลมคลองอ้อมนนท์
จุดเริ่มต้นของบ้านแชร์ใจเกิดจากความหลงใหลในธรรมชาติของมิน นักสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานสารคดีเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานหลายปี และสร้างสายสัมพันธ์ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนมามากมาย เธอโหยหาพื้นที่พักผ่อนหัวใจที่สามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติ โดยมีโจทย์คือไม่ต้องเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ และบ้านไม้ในชุมชนบางใหญ่เก่าหลังนี้คือคำตอบ
“เดิมบ้านหลังนี้คืออู่ต่อเรือ” มินเสริมพลางชี้ให้เราดูร่องรอยของอุปกรณ์ช่างรูปทรงแปลกตาที่ยังแขวนประดับบนผนังไม้ ถือเป็นการนำเครื่องมือดั้งเดิมมาตกแต่ง สะท้อนการเคารพรากเหง้าดั้งเดิมของชุมชน
ส่วนไอเดียการรีโนเวต มินร่วมกับสถาปนิก Headman & Hammox โดยตั้งใจคงรูปแบบบ้านไม้ดั้งเดิมไว้ ให้บ้านยังคงหายใจร่วมกับสายน้ำ โดยเลือกเดินสายไฟใหม่เพื่อใช้ไฟฟ้าสะดวกขึ้น และเลือกทุบผนังทิ้งในบางจุดเพื่อเปลี่ยนประตูบ้านเป็นบานเฟี้ยม เปิดกว้างรับลมแม่น้ำ สร้างความรู้สึกโปร่งโล่งสบายใจ จนแทบไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ทั้งยังเป็นการประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามความตั้งใจของเธออีกด้วย
ส่วนเฟอร์นิเจอร์เกือบทุกชิ้นคือของมือสองที่ได้รับมาจากในชุมชนหรือของจากบ้านเก่าหลังเดิม แค่การตกแต่งบ้านก็สะท้อนถึงฟังก์ชันการ ‘แชร์’ ที่แฝงอยู่ในทุกรายละเอียด
กระทั่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สบู่ ยาสระผม ผงซักฟอก มินก็เลือกใช้สิ่งที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพราะเธอตระหนักเสมอว่า บ้านแชร์ใจอาศัยอยู่กับน้ำ ทุกอย่างที่ใช้ต้องไหลลงสู่คลองอ้อมนนท์หน้าบ้าน การรักษาบ้านจึงต้องทำไปพร้อมกับการรักษาโลก ส่วนเรื่องเครื่องดื่มเน้นให้นั่งดื่มที่ร้าน งดใช้หลอดพลาสติก และไม่มีการเสิร์ฟแก้วแบบนำกลับบ้านเพื่อลดขยะพลาสติก
“มินเคยอ่านงานวิจัย แค่นั่งมองสายน้ำไปเรื่อยๆ ช่วยเยียวยาจิตใจได้จริง นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Blue Mind เป็นภาวะที่สมองรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ ช่วยลดฮอร์โมนคอติซอล ลดความเครียดกับความวิตกกังวล และบางครั้งเราก็ได้ไอเดียใหม่ๆ จากการนั่งมองน้ำนี่แหละ”
สมกับนิยามของบ้านแชร์ใจ ‘Slow Living by the River, Where Hearts and Ideas’
บ้านไม้ของทุกคน
เมื่อหัวใจของมินได้รับการเติมเต็มจากสายน้ำ สิ่งที่ตามมาคือความปรารถนาจะแบ่งปันพลังบวกส่งต่อให้คนรอบข้าง นั่นคือจุดเริ่มต้นต่อมาที่มินร่วมกับกิ๊บจับมือพัฒนาบ้านแชร์ใจเสริมเติมเต็มมิติของความสัมพันธ์ สร้างให้บ้านหลังนี้โอบผู้คนและชุมชนบางใหญ่เก่ามากขึ้น
“ตอนแรกบ้านแชร์ใจมีแค่กิ๊บกับมิน 2 คน พวกเราก็นั่งมองหน้ากัน แล้วรู้สึกเหงา” กิ๊บเล่าพร้อมหัวเราะ พลางย้อนกลับไปคิดถึงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่แค่มินกับกิ๊บเท่านั้นที่กำลังโหยหาความสัมพันธ์ แต่ผู้สูงอายุในชุมชนหลายคนก็กำลังเผชิญกับความเงียบเหงาใต้ชายคาบ้านไม้ของตัวเองเช่นกัน
กิ๊บเริ่มต้นสร้างสายใยสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เริ่มเดินสำรวจละแวกชุมชนบางใหญ่เก่า เดินไปกินผัดไทยร้านป้านิด ทำความรู้จักกับคนในพื้นที่ ด้วยประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับชุมชนมาเนิ่นนาน กลายเป็นต้นทุนทำให้มองเห็นเสน่ห์ของย่านบางใหญ่เก่า สังเกตเห็นวิถีชีวิตริมน้ำที่ยังคงดำเนินไปอย่างละเมียดละไม ทั้งป้าพายเรือขายกล้วยตามตลิ่ง หรือชาวบ้านที่มาเก็บผักบุ้งริมคลองช่วงเช้า
บ้านแชร์ใจจึงเริ่มทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่ส่วนกลาง’ คอยเชื่อมโยงความห่างเหินของเพื่อนบ้านให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมอันอบอุ่น เช่น หิ้วตะกร้า หารสแท้ เชื่อมใจผ่านจาน จากรุ่นสู่รุ่น, ทำกิมจิ & คิมบับ, ทริปล่องเรือหารักษ์กับเรือโซลาร์เซลล์ และ Tattoo Your Life
“พวกเราอยากให้บ้านแชร์ใจเหมือนสนามเด็กเล่น เปิดกว้างให้ทุกคนมาทดลองทำเวิร์กช้อป หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อิสระ อยากให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย อนุญาตให้ทุกคนเข้ามาลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องกังวลว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง เพราะหัวใจสำคัญของบ้านแชร์ใจคือการเริ่มต้นลงมือทำและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน”
หากให้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่กิ๊บประทับใจคงหนีไม่พ้น ‘หิ้วตะกร้า หารสแท้’ (ภายใต้โครงการ Food Spirit) ใช้หลักการง่ายๆ โดยกิ๊บชวนชาวบ้านสองฝั่งคลองมารวมตัวกันทำอาหาร มีข้อจำกัดคือห้ามซื้อวัตถุดิบเด็ดขาด แต่สามารถหยิบยืมสิ่งที่ปลูกไว้รอบบ้านมาแลกเปลี่ยนกันได้
จากการทำอาหารจึงกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้สำรวจขุมทรัพย์รอบรั้วบ้าน ผลลัพธ์กลับได้มากกว่ามื้ออาหาร ค้นพบมิตรภาพระหว่างพื้นที่บ้านข้างเคียงกับความมหัศจรรย์ของพืชผักพื้นถิ่นรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นมะอึก ใบมะดัน ใบมะกอก ชะพลู ไก่ ไข่ ปลาทู หรือมะม่วงหาวมะนาวโห่
เกิดเป็นความสนุกสนานให้ชาวบ้านแลกเปลี่ยนผัก พูดคุยเทคนิคการทำอาหาร และร่วมปรุงเมนู ‘ต้มปลาทูใบมะดัน’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปรุงตามตำรา แต่เกิดขึ้นจากการผสมผสานเทคนิคการทำอาหารของแต่ละบ้าน สะท้อนรากฐานของชุมชนบางใหญ่เก่า นอกจากนี้ทุกคนยังร่วมกิจกรรม ‘วาดภาพแผนที่อาหารชุมชน’ ทำให้คนในย่านรู้ว่า บ้านหลังไหนมีของดีอะไรบ้าง
“กิจกรรมนี้ทำให้เห็นความเหงาของผู้สูงอายุที่สะสมมานาน พวกเขาแค่อยากมีพื้นที่ส่วนกลางไว้มาพบปะพูดคุยกัน พอพวกเราเริ่มก้าวแรกให้ ก็มีเสียงเรียกร้องว่าอยากให้จัดทุกเดือน ถึงขั้นบอกว่าถ้าไม่มีงบประมาณก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวป้าๆ ช่วยกันลงขันเอง ขอแค่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งก็พอ” กิ๊บเล่าถึงรอยยิ้มของชาวบ้านที่พิสูจน์ว่า บ้านไม้หลังนี้ทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกันสำเร็จแล้ว
Mental Health Club
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มินเป็นคนวางโครงสร้างความแข็งแรงของบ้านแชร์ใจ กิ๊บรับหน้าที่ถักทอสายใยสัมพันธ์ในชุมชน ส่วนวอนก้าวเข้ามารับไม้ต่อในฐานะผู้ดูแล โดยนำประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษามาต่อยอดให้บ้านแชร์ใจกลายเป็นคลับดูแลสภาพจิตใจ ผ่านการเสิร์ฟเมนูเครื่องดื่มและกิจกรรมเวิร์กช้อปเยียวยาหัวใจ
สำหรับใครอยากสัมผัสรสชาติเอกลักษณ์ดั้งเดิมของบ้านไม้ริมคลองอ้อมนนท์ วอนคัดสรรเมนูประจำบ้าน (Signature Menu) 4 รสชาติคอยบอกเล่าเรื่องราวของบ้านไว้ใน 1 แก้ว
Chare Jai เมนูตัวแทนของบ้าน วอนใช้ Espresso Shot สื่อถึงความหนักแน่นของบ้านไม้ ตัดกับสีน้ำเงินจาก Blue Curacao ซึ่งเป็นสีโลโก้ของร้าน เพิ่มความซ่าน้อยๆ ด้วย Ginger Ale สร้างรสสัมผัสให้หนักแน่นในตอนแรก จากนั้นจะค่อยๆ หวานละมุนขึ้นตามลำดับ เหมือนการทำความรู้จักบ้านแชร์ใจที่ยิ่งอยู่นานไป ยิ่งสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
Afternoon ออกแบบมาเพื่อปลุกไอเดียในยามบ่าย วอนใช้โยเกิร์ตตกแต่งเป็นรูปก้อนเมฆสีขาวรอบแก้ว ผสมผสานความสดชื่นจากส้ม มะนาว และสะระแหน่ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งมองท้องฟ้าสดใสริมคลองอ้อมนนท์ ช่วยให้สมองตื่นตัว พร้อมสปาร์กไอเดียใหม่ๆ
Vanilla Sky จากส่วนผสมของผลไม้ 4 ชนิด ผสานกลิ่นจากลาเวนเดอร์และวานิลลา ทำให้มีรสชาติดื่มง่าย นุ่มนวล เหมือนช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินที่อนุญาตให้ใจได้ทิ้งตัวพักผ่อน
Old Fashioned ดัดแปลงมาจากค็อกเทลคลาสสิก โดยวอนเลือกใช้เมล็ดกาแฟที่มีโน้ตกลิ่นวิสกี้ ผสมกับยูซุและเปลือกส้มเผา สื่อถึงชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาว มีทั้งรสขม และร่องรอยความเจ็บปวด แต่เมื่อเราเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับมัน สุดท้ายเราจะพบความนุ่มนวลและความงดงามปลายทาง
วอนแอบสปอยเล็กๆ ว่า ในอนาคตบ้านแชร์ใจกำลังมี Glass of Story ซึ่งวอนตั้งใจใช้ทักษะการรับฟังมาสร้างประสบการณ์แบบตัวต่อตัว เขาจะชวนพูดคุยราว 15 นาที พื่อรับฟังเรื่องราวที่แต่ละคนพกติดตัวมา จากบทสนทนาแปรเปลี่ยนสู่เครื่องดื่มแก้วพิเศษ มีเพียงแก้วเดียวบนโลก เพื่อสะท้อนตัวตนและเยียวยาความรู้สึกของผู้ดื่มในชั่วขณะนั้น
วอนยังต่อยอดให้บ้านแชร์ใจเป็นพื้นที่พักใจ ผ่านกิจกรรมดูแลสุขภาพกายและจิตใจ โดยมีเวิร์กช้อปเพื่อพาผู้คนกลับไปทำความรู้จักกับโลกภายในของตัวเอง โดยแบ่งออกเป็น 6 EP ตั้งแต่การฝึกสังเกตอารมณ์ไปจนถึงการหาหนทางเยียวยาบาดแผลในใจ
“ผมอยากให้กิจกรรมเหล่านี้เป็นเหมือนคู่มือเบื้องต้นที่ทำให้คนกลับไปดูแลตัวเองได้”
นอกจากนี้ บ้านแชร์ใจยังเปิดบริการบ้านพัก (โฮมสเตย์) ในบรรยากาศเรียบง่าย อยากให้ลองจินตนาการภาพการตื่นมาตอนเช้า ยามแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านร่องไม้บานเฟี้ยม เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านริมคลองอ้อมนนท์ คงเป็นช่วงเวลาที่หัวใจได้พักผ่อนจริงๆ
บ้านแชร์ใจเป็นส่วนผสมจาก 3 รสชาติ 3 เรื่องราว เริ่มต้นเกิดจากมินคอยสร้างรากฐานตัวบ้าน กิ๊บสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน และวอนสร้างรสชาติเยียวยาใจ
ไม่ว่าจะแวะเวียนมาเพียงชั่วครู่ จะมานั่งจิบเครื่องดื่มแบบเรา หรือมาล้อมวงสนทนาในเวิร์กช้อป แม้กระทั่งมานอนพักค้างคืนเพื่อรับพลังจากสายน้ำ ปลายทางสิ่งที่เราต่างได้รับกลับเหมือนกัน คือความทรงจำอันอบอุ่นจากบ้านไม้หลังเล็กริมคลองอ้อมนนท์ สถานที่ที่พร้อมจะ ‘แชร์ใจ’ และโอบกอดเหล่าผู้มาเยือนอยู่เสมอ
Share Jai บ้านแชร์ใจ (คาเฟ่ริมน้ำ นนทบุรี)
ที่อยู่ : ริมน้ำคลองอ้อมนนท์ ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
เปิดบริการปกติทุกวัน (หยุดวันพุธ)
เวลา 08.00 - 18.00 น.
วิธีการเดินทาง :
รถส่วนตัว : จอดรถที่สนามฟุตบอล Music Stadium หรือวัดพิกุลเงินแล้วเดินมาตาม Google Maps จนสุดทางริมน้ำ > เดินเลี้ยวซ้าย 400 เมตร > มองหาธงผ้าสีขาว Share Jai
รถไฟฟ้า MRT : ลงสถานีบางพลู ทางออก 3 > ต่อวินมอเตอร์ไซค์แจ้งว่าไปตลาดบางใหญ่เก่า > เดินเลาะริมน้ำมาได้เลย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : Facebook : Share Jai บ้านแชร์ใจ และ Instagram : share_jai