โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดความคุ้มค่า นโยบายเรือธง 4 พรรคตัวพลิกเกม 3.2 ล้านล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 11.05 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. เวลา 03.01 น.

คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

พรรคการเมืองต่างขับเคี่ยวชูนโยบาย จูงใจโหวตเตอร์ให้เข้าคูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อส่งเข้าทำเนียบรัฐบาล

โดยเฉพาะนโยบายจาก 4 พรรคตัวแปร-ตัวพลิกเกม ในการเลือกตั้งรอบนี้ ไม่ว่า พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน หรือ พรรคประชาธิปัตย์

ค้นคิดนโยบาย แก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน ทั้งกลุ่มเกษตรกร แก้ปัญหาปากท้องประชาชน ยกเครื่องเศรษฐกิจ หวังเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 63 ล้านคน

ต่อไปนี้ คือ นโยบายเรือธงที่โฆษณาตามเวทีต่าง ๆ ของ 4 พรรคตัวพลิกเกม ที่แจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้เงินรวมกันกว่า 3.257 ล้านล้านบาท พอ ๆ กับงบประมาณของประเทศ ตามมาตรา 121 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แจก 9 ล้าน ขยายฐานภาษี

พรรคเพื่อไทย รวมวงเงินนโยบายที่ใช้ทั้งหมด 243,300 ล้านบาท จาก 57 นโยบาย โดยพรรคเพื่อไทย ชูจุดขาย

นโยบายเศรษฐีเงินล้าน แจก 1 ล้านทุกวันให้กับคน 9 กลุ่ม แต่ชื่อนโยบายที่พรรคเพื่อไทยแจ้งกับ กกต.คือ “นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย” ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท/ปี โดยเม็ดเงินที่ใช้ มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี

ความคุ้มค่า “สร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ” รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษี ผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี อสม. ชรบ. ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษี อันเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่าย จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

ขณะที่ “ความเสี่ยง” ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับประชาชน

“นโยบายกระตุ้นการบริโภค” หรือที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า เป็นโครงการ “ยิ่งกว่าพลัส” รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30 เอามาสู้กับ “คนละครึ่งพลัส” ของพรรคภูมิใจไทยนั้น ใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี

ส่วนความคุ้มค่า พรรคเพื่อไทยระบุว่า กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชน ในหลากหลายรูปแบบเพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชนซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ขณะที่ “ความเสี่ยง” ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับประชาชน

หวยเกษียณ ใช้ 1.5 พันล้าน

นโยบายหวยเกษียณ ใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อปี มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี

ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย พรรคเพื่อไทยระบุว่า จะสร้างแรงจูงใจให้คนออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณมากขึ้น ผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทางการเงิน ทั้งจากภาครัฐและจากครอบครัวจะมี น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการเงินการคลังของรัฐเกี่ยวกับนโยบายเพื่อผู้สูงอายุ รวมถึงนโยบายเรื่องหนี้ของคนวัยทำงาน ได้ในระยะยาว

ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับ ให้ประชาชนสามารถออมได้จริงตามกำลัง ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยแต่ต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่คนไทยคุ้นเคยและเข้าถึงง่าย เปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้เป็นการสะสมความมั่นคงในอนาคตแทน เพื่อให้เมื่ออายุ 66 ปีขึ้นไป มีเงินก้อน ใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยทางการเงิน

ผลกระทบ ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้ ส่วน “ความเสี่ยง” ในการดำเนินนโยบายนั้น ต้องบริหารและบูรณาการกลไกในระบบราชการ ต้องใช้องค์ความรู้ ประสบการณ์การบริหาร รวมถึงการสร้างความเข้าใจต่อสังคม เพื่อผลสัมฤทธิ์ของนโยบายให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ใช้งบฯ 5 หมื่นล้าน ล้างหนี้

นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร ใช้งบฯ 31,000 ล้านบาทต่อปี โดยบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี ประโยชน์-ความคุ้มค่าที่จะได้รับ เกษตรกรไทยมีรายได้มั่นคง ไม่เสี่ยงขาดทุนจากความผันผวนของราคา-ราคาพืชผลสะท้อนต้นทุนจริง-ชาวนาชาวไร่ไม่ต้องแบกรับผลกระทบจากราคาตลาดโลก, ภัยแล้ง-น้ำท่วม, ค่าแรง-ค่าปุ๋ย-ค่ายา-ค่าเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นอยู่ฝ่ายเดียว-เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

ส่วนความเสี่ยงนั้น ราคาอาจมีการขึ้นลงได้ แต่รัฐจะช่วยเกษตรกรหาตลาด บริหาร Demand/Supply ให้เหมาะสม

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเข็นนโยบาย “ล้างหนี้” ประชาชน ที่ใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ขณะที่นโยบายล้างหนี้วัยเกษียณ ใช้งบฯ 4,000 บาท นโยบาย“พักหนี้เกษตรกร” 15,000 ล้านบาทต่อปี นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด (ไม่เกิน 5,000 บาท) ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท และนโยบายล้างหนี้นอกระบบ 6,000 ล้านบาท รวมกว่า 5 หมื่นล้าน

ปชน.ใช้งบฯ 7.4 แสนล้าน

ด้านพรรคประชาชน ที่ชู 200 นโยบาย แต่ทั้ง 200 นโยบาย ถูกบรรจุอยู่ในร่มใหญ่ 12 ด้าน 1.นโยบายสุขภาพ 2.นโยบายสิ่งแวดล้อม 3.นโยบายสวัสดิการ 4.นโยบายการเกษตร 5.นโยบายจัดการน้ำ 6.นโยบายการศึกษา 7.นโยบายปฏิรูปกองทัพ 8.นโยบายความมั่นคงใหม่ 9.นโยบายสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม 10.นโยบายปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไทยให้ทันสมัย 11.นโยบายพลิกโฉม SMEs และยกระดับทักษะคนไทย และ 12.นโยบายท่องเที่ยว กีฬา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้งบประมาณรวมกว่า 741,835,000,000 บาท

ไฮไลต์นโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่เป็น “จุดขาย” พรรคประชาชน คนได้ยินคุ้นหู ที่ต้องการยกระดับ SMEs ไทย

ยกระดับ SMEs โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้งบประมาณ 24,000,000,000 บาทต่อปี โดยมาจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ โดยในกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะรับภาระชดเชย ค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้

ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย สร้างแต้มต่อให้กับ SMEs เพื่อแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และส่งเสริมให้คนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อการจัดเก็บรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้น

ส่วนผลกระทบ ร้านค้าของผู้ค้าซึ่งไม่ได้เข้าสู่ระบบของรัฐอาจมีรายได้น้อยลง เนื่องจากเสียลูกค้าให้กับร้านค้าที่เข้าสู่ ระบบหวยใบเสร็จ ขณะที่ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนั้น การชิงรางวัลเป็นเรื่องของดวง หากไม่ถูกรางวัลติดต่อกันหลายงวด อาจลดทอนแรงจูงใจในการเข้าโครงการของประชาชน

สินเชื่อสร้างตัว SMEs กองทุนเพิ่มผลิตภาพ ใช้งบฯ 45,000,000,000 บาทต่อปี งบฯมาจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ โดยสำหรับการอุดหนุนดอกเบี้ย และประกันสินเชื่อผ่านธนาคารของรัฐ รัฐบาลจะรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้

ส่วนความคุ้มค่า รัฐไม่จำเป็นต้องนำเงินไปให้กับ SMEs โดยตรง แต่เป็นการให้ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อ โดยรัฐเพิ่มแต้มต่อในเรื่องของการค้ำประกันหนี้ ทำให้ลดภาระทางงบประมาณลงได้

ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ทำให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยง ในกรณีที่มีหนี้เสียจากการที่ SMEs ไม่สามารถชำระหนี้ได้ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้แทนตามอัตราที่กำหนด

นโยบายยกระดับทักษะแรงงาน ผ่านการสร้างระบบกลางและแจกคูปองยกระดับทักษะ ใช้งบฯ 20,000,000,000 บาทต่อปี โดยการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย จะได้แรงงานมีรายได้และสวัสดิภาพในการทำงานที่เหมาะสมขึ้น และมีโอกาสพัฒนาทักษะและความก้าวหน้าในอาชีพให้กับตัวเอง

โครงการเมกะโปรเจ็กต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย ใช้งบฯ 130,000,000,000 บาทต่อปี โครงการระบบคมนาคมที่ทั่วถึง เป็นธรรม และปลอดภัย ใช้งบฯ 19,400,000,000 บาทต่อปี โดยทั้ง 2 โครงการใช้งบฯจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย การออกพันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด มีความเสี่ยงตรงที่ใช้งบประมาณสูง และต้องใช้เวลาในการดำเนินงานที่ต่อเนื่องสูง อาจเสี่ยงที่จะลงทุนล่าช้าจากปัญหาทางการเมือง

การปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม โดยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานใช้งบฯ 51,000,000,000 บาทต่อปี จากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติและอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย การออกพันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด

ความคุ้มค่าจะช่วยให้เกิดการแข่งขันที่เสรีในตลาดพลังงาน และทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของประชาชนและธุรกิจลดลงในระยะยาว สำหรับผลกระทบนั้น กระทบต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องปรับตัวแข่งขันในกติกาที่เป็นธรรม

นโยบาย ปชป. 2 ล้านล้าน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เสนอ 91 นโยบาย รวมวงเงินกว่า 2,124,200 ล้านบาท ซึ่งนโยบายที่เป็น “จุดขาย” ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ มาตั้งแต่เป็นรัฐบาลเมื่อปี 2552 คือ นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มี “ประกันรายได้” ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยว-ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ปีละ 80,000 ล้านบาท-รัฐจ่ายทันทีเมื่อที่ดินของเกษตรกรเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปีละ 10,000 ล้านบาท รวม 36,000 ล้านบาท มาจากการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยมีความเสี่ยงคือ ราคาสินค้าเกษตรมีโอกาสตกต่ำ เกษตรกรไม่ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชไม่สร้างรายได้ เพราะรัฐดูแลการสวมสิทธิและการทุจริต ความล่าช้าในการตรวจสอบและจ่ายเงิน

ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน รัฐจ่ายส่วนต่างปีละ 30,000 ล้านบาท รวม 120,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน ประโยชน์ที่ได้รับ สร้างความมั่นคงด้านรายได้ของผู้มีรายได้น้อย ส่งผลกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ และช่วยลดภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ แต่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ภาวะเงินเฟ้อจากปัจจัยภายนอก ดัชนีค่าใช้จ่ายไม่ตรงความจริง

นโยบายโอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย เงินของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิดคนละ 5,000 บาท ใช้งบฯ 144,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อเตรียมความพร้อมประชากรที่เกิดใหม่ เป็นแรงจูงใจให้ครอบครัวตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น ส่วนความเสี่ยง ด้านความยั่งยืนทางการคลัง กรณีแม่น้ำเงินไปใช้ผิดประเภท

4.4 หมื่นล้านคนละครึ่งพลัส

พรรคภูมิใจไทย เต็งหนึ่งการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เสนอ 8 นโยบาย ใช้งบฯกว่า 148,326,000,000 บาท ให้ กกต.ตรวจสอบ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” (ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย) วงเงินที่ใช้ มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 44,000 ล้านบาท โดยให้เหตุผลความคุ้มค่าคือ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ร้านค้ามีรายได้ หมุนเวียนก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง

ส่วนประโยชน์จากการดำเนินนโยบายคือ กระตุ้นการใช้จ่ายและกำลังซื้อ-ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน-สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ มีเงินสะพัดกว่า 80,000 ล้านบาท ช่วย Upskill & Reskill เพิ่มทักษะค้าขายออนไลน์

ขณะที่ความเสี่ยง ต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบรัดกุม-เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบระยะสั้น ต้องมีการวางแผนระยะยาวควบคู่กัน-ความเสี่ยงต่ำ เพราะเป็นระบบดิจิทัลตรวจสอบการทุจริตได้

ค่าไฟฟ้า หน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) จำนวน 22 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 63,360 ล้านบาทต่อปี มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายได้จากพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนไฟฟ้าได้บางส่วน สำหรับความคุ้มค่าคือ ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเพื่อมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยตัดค่าดำเนินการไม่ผ่านหน่วยงานกลางและตัดภาษีซ้ำซ้อน

ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น และปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่เพื่อกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน

นโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท จำนวน 60 งวด ใช้งบฯ 3,200 ล้านบาทต่อปี โดยใช้งบฯจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี-กองทุนพลังงาน-งบฯสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า-การร่วมลงทุนของภาคเอกชน-Green Finance-Direct PPA (Power Purchase Agreement) ประโยชน์จากนโยบาย คือ ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน-ช่วยลด PM 2.5 ช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนประหยัดค่าน้ำมัน ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

เป็นนโยบายเรือธง 4 พรรคตัวพลิกเกม ที่ใช้งบประมาณเท่ากับงบประมาณแผ่นดิน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดความคุ้มค่า นโยบายเรือธง 4 พรรคตัวพลิกเกม 3.2 ล้านล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...