โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เวิลด์แบงก์จ่อทบทวน GDP ไทย ปี 69 ใหม่ จากเดิมคาด 1.6%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 4 มีนาคม 2569 เวลา 22.57 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เวิลด์แบงก์ จ่อทบทวนตัวเลข GDP ไทยปี 2569 ใหม่จากเดิมคาดโต 1.6% หลังประเมินสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า

ธนาคารโลกประมาณการว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568-2570 ไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากนักหรือเรียกว่า The Great Resilience แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามการค้าหรือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ถดถอยตามที่เคยคาดการณ์ไว้

“เดือนที่แล้วเราได้มีการประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2568-2570 ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงแม้มีสงครามการค้าและเหมือนว่าจะดีกว่าที่คาด โดยจากเดิมที่เคยมีการคาดการณ์ว่าความขัดแย้งทางการค้าและสงครามจะทำให้อัตราภาษีพุ่งสูงขึ้น แต่พบว่าอัตราภาษีที่จ่ายจริง หรือ Effective Tariff ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนักโดยในปี 2569 นี้อัตราภาษีลดลงมาเหลือ 15% จากระดับ 30% ในปี 2568”

สำหรับประเทศไทยธนาคารโลกพบว่าไทยมีปัญหาที่ซ่อนอยู่หรือมีคลื่นใต้น้ำทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไม่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น มาเลเซียและจีนได้เติบโตแซงหน้าไทยไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูงแล้ว

โดย 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย

1. ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเก่าและไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไทยมีสะสมเงินทุน (Capital Stock) สูงที่สุดในอาเซียน แต่เงินที่ไหลเข้าในแต่ละปีกลับเป็นเพียงเงินงบประมาณเพื่อการซ่อมบำรุง(Maintenance) มากกว่าการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้

2. หนี้ครัวเรือน โดยหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในอาเซียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินออมทำให้ประชาชนขาดกันชนทางเศรษฐกิจหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูง

นอกจากนี้ยังพบสภาวะแรงงานหมดไฟ โดยพบว่าแรงงานไทยประมาณ 9% เริ่มหมดกำลังใจในการหางานในเมืองและย้ายกลับภูมิลำเนา ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่ให้รายได้สูงกลับหาแรงงานที่มีทักษะตรงความต้องการไม่ได้

3.การท่องเที่ยว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไทยมีการฟื้นตัวที่ช้าเนื่องจากพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทั้งนี้แม้ว่าการท่องเที่ยวทั่วโลกจะฟื้นตัวไปแล้วแต่นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่ได้กลับเข้ามาที่ประเทศไทยโดยได้กระจายไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น ซึ่งสาเหตุเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบมาตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานเมืองรอง

“คาดว่ารายได้และปริมาณนักท่องเที่ยวของไทยจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงจะสามารถกลับสู่ระดับเดิมก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอาจมีส่วนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย”

ดร. เกียรติพงศ์ เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีโอกาสสะท้อนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไทยได้อานิสงส์จากจากการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะจากนักลงทุนจีนที่ให้ความสนใจไทยมากขึ้นในอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เครื่องปรับอากาศที่ไทยเป็นผู้นำโลก และพลังงานโซลาร์ ทั้งนี้ไทยยังได้รับประโยชน์จากการลงทุนแบบการสร้างโรงงานใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ (Greenfield FDI) ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ควรจะเป็น

“ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Bank Group - IMF Annual Meetings ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการโชว์ศักยภาพเพื่อดึงดูดสายตานักลงทุนทั่วโลก โดยธนาคารโลกมองว่าไทยมีอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์ เป็นต้น”

ทั้งนี้ธนาคารโลกเสนอให้ไทยเร่งดำเนินการ 3 ด้านเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

  • ความสามารถในการแข่งขัน (Competition) ด้วยการเปิดเสรีในภาคธุรกิจที่ยังปิดกั้นเพื่อดึงดูด FDI เต็มรูปแบบ
  • ทักษะแรงงาน (Skills) โดยควรเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ (Professional) เข้ามาทำงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่ไปกับการทำ Reskilling
  • ปรับสมดุลการคลัง (Fiscal Rebalancing) โดยประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างการคลังโดยมุ่งเน้นการใช้งบประมาณให้ในการอุดหนุนให้ตรงจุด รวมถึงใช้งบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาปฐมวัย

นอกจากนี้ไทยยังต้องขยายฐานภาษีเพื่อรองรับภาวะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจากช่วงก่อนโควิด โดยเฉพาะการเก็บภาษี VAT ของไทยในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างต่ำ

“Fiscal Space เป็นเรื่องที่สำคัญในภาวะที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยควรมุ่งเน้นเก็บรายได้ภาษีให้ได้ 18% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับปกติของกลุ่มรายได้ปานกลาง จากตอนนี้อยู่ที่ 15% ซึ่งเรามองว่าไทยทำได้ โดยหากไทยสามารถขยายฐานภาษีและปรับสมดุลการคลังควบคู่ไปกับการโยกงบประมาณจากการอุดหนุนที่ไม่ก่อรายได้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา จะช่วยให้ GDP เติบโตสูงขึ้นได้”

ดร. เกียรติพงศ์ เปิดเผยถึง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า หากดูความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางในอดีตจะพบว่ามีผลกระทบกับประเทศไทยในด้านราคาน้ำมัน ท่องเที่ยว ดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราเงินเฟ้อ โดยเวิลด์แบงก์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อปรับประมาณการ GDP อีกครั้ง

“ก่อนหน้าที่จะมีสงครามตะวันออกกลางเราประเมิน GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 1.6% ตอนนี้เรากำลังทบทวนตัวเลข GDP ใหม่ แต่ยังไม่มีตัวเลขในตอนนี้”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...