เวิลด์แบงก์จ่อทบทวน GDP ไทย ปี 69 ใหม่ จากเดิมคาด 1.6%
เวิลด์แบงก์ จ่อทบทวนตัวเลข GDP ไทยปี 2569 ใหม่จากเดิมคาดโต 1.6% หลังประเมินสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
4 มี.ค. 2569ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า
ธนาคารโลกประมาณการว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568-2570 ไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากนักหรือเรียกว่า The Great Resilience แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามการค้าหรือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ถดถอยตามที่เคยคาดการณ์ไว้
“เดือนที่แล้วเราได้มีการประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2568-2570 ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงแม้มีสงครามการค้าและเหมือนว่าจะดีกว่าที่คาด โดยจากเดิมที่เคยมีการคาดการณ์ว่าความขัดแย้งทางการค้าและสงครามจะทำให้อัตราภาษีพุ่งสูงขึ้น แต่พบว่าอัตราภาษีที่จ่ายจริง หรือ Effective Tariff ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนักโดยในปี 2569 นี้อัตราภาษีลดลงมาเหลือ 15% จากระดับ 30% ในปี 2568”
สำหรับประเทศไทยธนาคารโลกพบว่าไทยมีปัญหาที่ซ่อนอยู่หรือมีคลื่นใต้น้ำทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไม่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น มาเลเซียและจีนได้เติบโตแซงหน้าไทยไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูงแล้ว
โดย 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย
1. ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเก่าและไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไทยมีสะสมเงินทุน (Capital Stock) สูงที่สุดในอาเซียน แต่เงินที่ไหลเข้าในแต่ละปีกลับเป็นเพียงเงินงบประมาณเพื่อการซ่อมบำรุง(Maintenance) มากกว่าการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้
2. หนี้ครัวเรือน โดยหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงสุดในอาเซียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินออมทำให้ประชาชนขาดกันชนทางเศรษฐกิจหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูง
นอกจากนี้ยังพบสภาวะแรงงานหมดไฟ โดยพบว่าแรงงานไทยประมาณ 9% เริ่มหมดกำลังใจในการหางานในเมืองและย้ายกลับภูมิลำเนา ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่ให้รายได้สูงกลับหาแรงงานที่มีทักษะตรงความต้องการไม่ได้
3.การท่องเที่ยว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไทยมีการฟื้นตัวที่ช้าเนื่องจากพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทั้งนี้แม้ว่าการท่องเที่ยวทั่วโลกจะฟื้นตัวไปแล้วแต่นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่ได้กลับเข้ามาที่ประเทศไทยโดยได้กระจายไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น ซึ่งสาเหตุเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบมาตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานเมืองรอง
“คาดว่ารายได้และปริมาณนักท่องเที่ยวของไทยจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงจะสามารถกลับสู่ระดับเดิมก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอาจมีส่วนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย”
ดร. เกียรติพงศ์ เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีโอกาสสะท้อนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไทยได้อานิสงส์จากจากการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะจากนักลงทุนจีนที่ให้ความสนใจไทยมากขึ้นในอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เครื่องปรับอากาศที่ไทยเป็นผู้นำโลก และพลังงานโซลาร์ ทั้งนี้ไทยยังได้รับประโยชน์จากการลงทุนแบบการสร้างโรงงานใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ (Greenfield FDI) ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ควรจะเป็น
“ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Bank Group - IMF Annual Meetings ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการโชว์ศักยภาพเพื่อดึงดูดสายตานักลงทุนทั่วโลก โดยธนาคารโลกมองว่าไทยมีอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์ เป็นต้น”
ทั้งนี้ธนาคารโลกเสนอให้ไทยเร่งดำเนินการ 3 ด้านเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- ความสามารถในการแข่งขัน (Competition) ด้วยการเปิดเสรีในภาคธุรกิจที่ยังปิดกั้นเพื่อดึงดูด FDI เต็มรูปแบบ
- ทักษะแรงงาน (Skills) โดยควรเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ (Professional) เข้ามาทำงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่ไปกับการทำ Reskilling
- ปรับสมดุลการคลัง (Fiscal Rebalancing) โดยประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างการคลังโดยมุ่งเน้นการใช้งบประมาณให้ในการอุดหนุนให้ตรงจุด รวมถึงใช้งบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาปฐมวัย
นอกจากนี้ไทยยังต้องขยายฐานภาษีเพื่อรองรับภาวะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจากช่วงก่อนโควิด โดยเฉพาะการเก็บภาษี VAT ของไทยในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างต่ำ
“Fiscal Space เป็นเรื่องที่สำคัญในภาวะที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยควรมุ่งเน้นเก็บรายได้ภาษีให้ได้ 18% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับปกติของกลุ่มรายได้ปานกลาง จากตอนนี้อยู่ที่ 15% ซึ่งเรามองว่าไทยทำได้ โดยหากไทยสามารถขยายฐานภาษีและปรับสมดุลการคลังควบคู่ไปกับการโยกงบประมาณจากการอุดหนุนที่ไม่ก่อรายได้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา จะช่วยให้ GDP เติบโตสูงขึ้นได้”
ดร. เกียรติพงศ์ เปิดเผยถึง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า หากดูความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางในอดีตจะพบว่ามีผลกระทบกับประเทศไทยในด้านราคาน้ำมัน ท่องเที่ยว ดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราเงินเฟ้อ โดยเวิลด์แบงก์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อปรับประมาณการ GDP อีกครั้ง
“ก่อนหน้าที่จะมีสงครามตะวันออกกลางเราประเมิน GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 1.6% ตอนนี้เรากำลังทบทวนตัวเลข GDP ใหม่ แต่ยังไม่มีตัวเลขในตอนนี้”