โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือน ผลไม้ 5 ชนิด ที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง ส่งผลเสีย เสี่ยงทำร้ายกระเพาะ

Khaosod

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 10.43 น.

เตือน ผลไม้ 5 ชนิด ที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง ส่งผลเสียมากกว่าผลดี เสี่ยงทำร้ายกระเพาะไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์ หลายคนยังไม่รู้ เผลอกินบ่อยๆ

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะหิวมากเพียงใดก็ไม่ควรรีบรับประทานผลไม้บางชนิดทันที เพราะอาจส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหารได้

โดยทั่วไปหลายคนทราบดีว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็น“ศัตรูของกระเพาะอาหาร” โดยเฉพาะเมื่อดื่มขณะท้องว่าง เนื่องจากเมื่อไม่มีอาหารช่วยเคลือบกระเพาะ สารเอทานอลจะสัมผัสกับเยื่อบุกระเพาะโดยตรง ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน เลือดคั่ง และอาจนำไปสู่แผลในกระเพาะอาหารได้

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ หลี่ จื้อกัง จากมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง ประเทศจีน ระบุว่า ยังมีข้อเท็จจริงที่หลายคนไม่ทราบ นั่นคือ ผลไม้บางชนิดหากรับประทานตอนท้องว่างก็อาจทำลายกระเพาะอาหารได้ไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์

ศาสตราจารย์หลี่ยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยหญิงวัยกว่า 30 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเกิดภาวะกระเพาะอาหารทะลุ หลังรับประทานลูกพลับจำนวนมากและดื่มน้ำส้มขณะท้องว่าง เมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจึงพบว่าเธอมีแผลในกระเพาะอาหารอยู่ก่อนแล้วโดยไม่รู้ตัว

จากการสอบถามพบว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวพยายามลดน้ำหนักด้วยการกินผลไม้แทนมื้ออาหาร หรือรับประทานผลไม้จำนวนมากเพื่อลดปริมาณอาหารในมื้อถัดไป แต่เลือกผลไม้ที่ไม่เหมาะกับการรับประทานขณะท้องว่าง

จากกรณีดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่า แม้จะหิวมากก็ไม่ควรรับประทานผลไม้ 5 ชนิดต่อไปนี้ทันทีขณะท้องว่าง

1. ลูกพลับ

ลูกพลับมีสารแทนนินและเพกตินสูง เมื่อเข้าสู่กระเพาะที่ว่างและมีกรดเข้มข้น สารเหล่านี้อาจตกตะกอนรวมตัวกันเป็นก้อนแข็ง คล้ายก้อนนิ่วในกระเพาะ ซึ่งสามารถเสียดสีกับผนังกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดเลือดออกหรือกระเพาะทะลุได้

2. มะเขือเทศ

มะเขือเทศมีสารประกอบฟีนอลิก เมื่อสัมผัสกับกรดในกระเพาะขณะท้องว่าง อาจเกิดการรวมตัวเป็นสารคล้ายเจลที่เกาะติดกับเยื่อบุกระเพาะ ส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณลิ้นปี่อย่างรุนแรง และรบกวนกระบวนการย่อยอาหาร จนอาจทำให้กระเพาะเกิดการอักเสบเฉียบพลัน

3. ส้ม

หลายคนคุ้นเคยกับการดื่มน้ำส้มหรือรับประทานส้มในมื้อเช้า แม้ส้มจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่การกินขณะท้องว่างอาจไม่เหมาะสม เนื่องจากส้มมีน้ำตาลและกรดอินทรีย์สูง ซึ่งอาจกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะ ทำให้กรดในกระเพาะเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดอาการแน่นท้องหรือระคายเคืองได้

4. กล้วย

การรับประทานกล้วยขณะท้องว่างอาจทำให้ระดับแมกนีเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเปลี่ยนแปลง และอาจเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ ความเป็นกรดของกล้วยยังอาจกระตุ้นระบบประสาทของกระเพาะ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือจุกเสียดได้

5. สับปะรด

สับปะรดมีเอนไซม์โบรมีเลน (bromelain) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน หากรับประทานขณะท้องว่าง เอนไซม์ดังกล่าวอาจระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ทำให้เกิดอาการแสบร้อน เวียนศีรษะ และอาจส่งผลเสียต่อผนังกระเพาะหากรับประทานเป็นประจำ

อาหารที่เหมาะสำหรับรับประทานเมื่อท้องว่าง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากต้องการปกป้องระบบย่อยอาหาร ควรเลือกอาหารที่ช่วยลดความเป็นกรดของน้ำย่อย เช่น

  • โจ๊กหรือซุปอุ่น ช่วยเคลือบเยื่อบุกระเพาะและลดการระคายเคืองจากกรด
  • ไข่ต้ม ให้โปรตีนคุณภาพดี ช่วยให้อิ่มนานโดยไม่กระตุ้นกระเพาะ
  • ข้าวโอ๊ต มีใยอาหารละลายน้ำ ช่วยสร้างชั้นป้องกันเยื่อบุกระเพาะ
  • ขนมปัง สามารถดูดซับกรดในกระเพาะ ช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง
  • ถั่วต่าง ๆ เช่น อัลมอนด์หรือวอลนัต ให้ไขมันดี ช่วยรักษาสมดุลความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ท้องว่าง เป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารและระบบย่อยอาหารในระยะยาว

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือน ผลไม้ 5 ชนิด ที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง ส่งผลเสีย เสี่ยงทำร้ายกระเพาะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...