GCAP GOLD ชี้ศึกตะวันออกกลางดันทองผันผวน รับศึกสองด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์-ดอกเบี้ยเฟด”
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อลุกลาม ดันแรงซื้อ Safe Haven พุ่ง หลังขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบน้ำมันโลก 20% จับตา "เงินเฟ้อพลังงาน" บีบเฟดชะลอลดดอกเบี้ย กลายเป็นปัจจัยลบสกัดช่วงบวกราคาทองคำระยะสั้น GCAP GOLD ชี้ทองโลกเริ่มพักฐาน ให้แนวรับสำคัญ $5,000 ด้านทองไทยแนะทยอยสะสมในกรอบ 75,500 บาท
5 มีนาคม 2569–สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ หลังปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ดัชนีความกลัวในตลาดการเงินพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกเริ่มเบนเข็มเข้าสู่การถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากความไม่แน่นอนทางรัฐศาสตร์
ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดโลก: สงครามและภาวะชะงักงันของห่วงโซ่พลังงาน
ปัจจัยที่สร้างความกังวลสูงสุดในขณะนี้คือการประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” โดยอิหร่าน ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีน้ำมันดิบไหลผ่านถึง 1 ใน 5 ของอุปทานโลก การหยุดชะงักของการเดินเรือบรรทุกน้ำมันไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่ง แต่กำลังกลายเป็นชนวนเหตุให้ราคาพลังงานโลกดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
นโยบายการเงินเผชิญทางสองแพร่งแรงดึงระหว่าง "ความเสี่ยง" และ "ดอกเบี้ย"
แม้ราคาทองคำจะได้รับอานิสงส์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ตัวแปรสำคัญที่เข้ามาคานอำนาจคือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยตลาดเริ่มให้น้ำหนักว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจะเป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อกลับมาฟื้นตัว (Re-inflation) ซึ่งอาจบีบให้เฟดต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปจากแผนเดิม
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์จาก GCAP GOLD ให้ความเห็นต่อทิศทางดังกล่าวว่า:
"ทิศทางทองคำในช่วงนี้ถูกดึงจากสองแรงสำคัญ คือแรงซื้อจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะปรับสูงขึ้นและกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป"
สอดคล้องกับท่าทีของ Neel Kashkari ประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส ที่ระบุชัดเจนว่าเหตุการณ์โจมตีอิหร่านได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฟดกำลังเฝ้าระวังว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงนานเพียงใด ซึ่งปัจจัยนี้จะกลายเป็น "เพดาน" ที่จำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น
ทองคำเข้าสู่โหมดปรับฐาน
นอกเหนือจากปัจจัยสงคราม ตลาดกำลังรอความชัดเจนจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 58,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดจริง อาจเป็นปัจจัยที่กลับมาหนุนโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และช่วยพยุงราคาทองคำได้ในระดับหนึ่ง
ในทางเทคนิค ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD ประเมินว่าราคาทองคำโลก (Gold Spot) เริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านสำคัญ ทำให้โครงสร้างราคาเข้าสู่ช่วงการพักตัว:
- แนวรับสำคัญ: อยู่ที่ระดับ $5,000 หากหลุดจากจุดนี้ มีโอกาสไหลลงทดสอบโซน $4,860
- แนวต้านสำคัญ: อยู่ที่ $5,260 และ $5,340 โดยต้องปิดเหนือระดับหลังให้ได้จึงจะกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นที่ชัดเจน
- กลยุทธ์ทองคำไทย: แนะนำให้ใช้จังหวะการย่อตัวเข้า "ทยอยสะสม" โดยวางโซนรับแรกที่ 75,500 – 76,000 บาท และแนวรับที่สองที่ 73,300 บาท เพื่อรอรอบการดีดตัวทำกำไรในกรอบ 78,500 – 79,500 บาท
สรุปภาวะตลาด ทองคำในขณะนี้จึงอยู่ในสภาวะ "Wait and See" เพื่อประเมินว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันจะกดดันนโยบายดอกเบี้ยของเฟดได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางเสียงกลองรบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง