โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เอกนิติสั่งพาณิชย์คุมเข้ม ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา-กักตุนสินค้า เล็งชงครม. ทำสัญญามาเลเซีย จัดหาแหล่ง LNG

MATICHON ONLINE

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เอกนิติสั่งพาณิชย์คุมเข้ม ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา-กักตุนสินค้า เล็งชงครม. ทำสัญญามาเลเซีย จัดหาแหล่ง LNG

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 4 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โดยนายเอกนิติ กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ว่า ช่องทางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ช่องทางหลักมาจากน้ำมันเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นเลือดใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก กว่า 20% มาจากแหล่งนั้น ซึ่งถือเป็นช่องทางที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และราคาปรับขึ้นประมาณ 5% ซึ่งวันนี้สถานการณ์พัฒนาไปเร็วมากส่งผลกระทบต่อราคา

นายเอกนิติ ยืนยันว่า ส่วนผลกระทบเรื่องปริมาณน้ำมันสำรอง วันนี้เรายังสามารถอยู่ได้ 60 วัน สบายๆ แต่ไม่ใช่แค่นั้น ยังสามารถนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น โดยได้สั่งการเจรจาให้นำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า จะมีน้ำมันเพียงพอแน่นอนขอให้สบายใจได้ ขณะที่ราคาน้ำมัน จะผันผวนตามสถานการณ์ แต่เป็นไปตามกลไกราคา โดยมีกองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG การผลิตส่วนใหญ่มาจากในประเทศ แต่ที่ประชุมไม่ได้วางใจ มีเล็กน้อยที่ LMG มาจากตะวันออกกลาง และมีเรือติดอยู่ 2 ลำ ยังไม่สามารถออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้ แหล่งก๊าซธรรมชาติ LNG ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทยและมีท่อมาจากเมียนมา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เร่งให้ผลิตมากขึ้น ส่วนแหล่งผลิตอื่นๆ ก็จะเร่งนำเข้า ครม. ซึ่งเราทำสัญญากับมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรใหม่ ที่จะเข้ามาไม่เพิ่มผลกระทบภายในประเทศ และมีจะมีการนำเข้าพลังงานทดแทนที่ผลิตจากน้ำจากประเทศลาว ซึ่งก๊าซธรรมชาติไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร

นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงเรื่องราคาสินค้า โดยจะใช้กลไกการค้าภายในป้องกันการฉวยโอกาสในการขึ้นราคา ซึ่งวันนี้ทางรัฐบาลพยายามใช้กลไกต่างๆ ในการไม่ให้ส่งผลกระทบมาสู่ประเทศไทย แต่หากมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์ จะช่วยใช้กฎหมายจัดการผู้ที่กักตุนสินค้าและฉวยโอกาส

นอกจากนี้ ได้ฟังเพราะความเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งจากที่มีการติดตามสถานการณ์ภาคเอกชน มีความกังวลถึงปริมาณน้ำมันเพียงพอหรือไม่ ก็ได้ข้อสรุปเดียวกันว่าน้ำมันพอแน่นอน อยู่ได้ 60 วัน และไม่ใช่แค่นั้นจะหาจากแหล่งอื่น รวมไปถึงด้านขนส่งทางเรือที่มีค่าความเสี่ยงสงครามของเรือสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะรับไปพูดคุยกับภาคเอกชนในการดูแล เพื่อให้มีเรือในการขนส่งสินค้า ให้เพียงพอในการที่จะมารองรับสินค้า ให้การค้าระหว่างประเทศไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในด้านของตลาดทุน ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และรองเลขา ก.ล.ต. รายงานว่า วันนี้อาจจะมีความตกใจ แต่กลไกเซอร์กิตเบรคเกอร์ ทะลุเกิน 8% คนก็เข้าใจสถานการณ์ ซึ่งก็ยังมีการซื้อขายของนักทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อมั่น พร้อมย้ำว่าเสถียรภาพยังมั่นคง แม้ว่าค่าเงินบาทอ่อนลงตามสถานการณ์ ซึ่งได้เห็นพ้องต้องกันว่าในช่วงนี้ ภาคเอกชนมองว่าค่าเงินอ่อนเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเตรียมสภาพคล่องให้กับภาคเอกชนไว้แล้ว

นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานกระทรวงต่างๆ และจะแถลงให้ประชาชนรับทราบข้อมูลทุกวันเวลา 18.00 น. จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สงบ เพื่อความไม่ตื่นตระหนกและเป็นการรับทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร

นายเอกนิติ ยังกล่าวว่า หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินไป ทางกระทรวงการคลังก็จะพูดคุยเพื่อวางระบบดูแลรักษาเสถียรภาพ เพื่อให้มีกลไกที่สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกนิติสั่งพาณิชย์คุมเข้ม ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา-กักตุนสินค้า เล็งชงครม. ทำสัญญามาเลเซีย จัดหาแหล่ง LNG

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...