“อียู” กางปีกป้อง “สเปน” ลั่นข่มขู่ประเทศเดียวเท่ากับขู่สหภาพยุโรป
(5 มี.ค. 69) วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อ นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ยืนยันคัดค้านการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเต็มตัว โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่บ้าบิ่นและผิดกฎหมาย พร้อมสั่งระงับมิให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพเรือและอากาศทางตอนใต้ของสเปนเพื่อปฏิบัติการโจมตีเตหะราน
.
“หายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติมักเริ่มต้นขึ้นเช่นนี้… คุณจะมาเล่นรัสเซียนรูเล็ตกับโชคชะตาของคนนับล้านไม่ได้” นายซานเชซกล่าวอย่างดุเดือด พร้อมย้ำคติพจน์ “No to the war” (ไม่เอาสงคราม) โดยชี้ให้เห็นบทเรียนจากสงครามอิรักที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและเพิ่มภัยก่อการร้ายทั่วโลก
.
ท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าขั้นสูงสุดต่อสเปน เพื่อกดดันให้เปิดทางแก่กองทัพสหรัฐฯ ทว่านายซานเชซยืนยันว่าสเปนจะไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่เป็นผลเสียต่อโลกเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้า
.
ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ได้ขยับตัวประสานเสียงปกป้องสมาชิก โดย นายสเตฟาน เซจูร์เน หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมของอียู และ นายอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป ได้แสดงพลังสนับสนุนแก่สเปนอย่างชัดเจน
.
“การข่มขู่รัฐสมาชิกเพียงหนึ่งรัฐ เท่ากับเป็นการข่มขู่สหภาพยุโรปทั้งหมด” นายเซจูร์เนระบุ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังทำเนียบขาวว่า หากสหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตรสเปน อาจต้องเผชิญกับการโต้ตอบจากชาติสมาชิกยุโรปทั้งบล็อก
.
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญขององค์การ NATO และระเบียบโลกใหม่ ในขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง