โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรวจไซเบอร์เตือนแขวนชื่อ-ที่อยู่ ผิด PDPA ไล่จับมือโพสต์อวตารยาก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พฤติกรรมการล่าแม่มดในโลกออนไลน์ หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประจานบนแพลตฟอร์มต่างๆ แม้จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่พฤติกรรมดังกล่าวกลับยังปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง คำถามสำคัญที่ตามมาคือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการนั้น สามารถปกป้องสิทธิของประชาชนได้จริงหรือไม่ และทำไมการดำเนินคดีกับ "แอคหลุม" หรือ “บัญชีอวตาร" ถึงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจ ถึงสถิติการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย PDPA ว่าส่วนใหญ่คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ตำรวจพบมักจะเกี่ยวโยงกับการหลอกลวงของ "สแกมเมอร์" ที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกเหยื่อว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่รู้ข้อมูลเชิงลึก

เมื่อประชาชนมาแจ้งความ เป้าหมายหลักมักจะอยู่ที่การดำเนินคดีฉ้อโกงกับตัวสแกมเมอร์ มากกว่าการเอาผิดเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ คดีที่มีความคืบหน้าชัดเจนมักเป็นกรณีที่ข้อมูลรั่วไหลจากบริษัทหรือหน่วยงานขนาดใหญ่ แล้วถูกนำไปขายต่อใน Dark Web ซึ่งกรณีนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) จะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินคดีกับบริษัทที่ไม่มาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เพียงพอ

PDPA กับเส้นแบ่งของ "ความยินยอม"

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวถึงหลักการสำคัญของ PDPA ว่า คือ "ความยินยอม" (Consent) เช่นการถ่ายภาพแล้วติดบุคคลอื่น หากบุคคลที่ถูกถ่ายติดไม่ได้เดือดร้อนก็มักไม่มีปัญหา แต่หากการนำเสนอนั้นทำให้เขาเสียหาย เช่น ถูกถ่ายขณะอยู่ในสภาพไม่เหมาะสม หรืออยู่กับบุคคลที่ไม่ต้องการเปิดเผยความสัมพันธ์ (เช่น กิ๊ก) และเจ้าของคลิปไม่ยอมลบตามคำขอ กรณีนี้อาจถูกดำเนินคดีได้

สำหรับการ "แขวน" ข้อมูล เช่น ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือที่ทำงาน แม้จะไม่มีเลขบัตรประชาชน แต่หากข้อมูลนั้นสามารถระบุตัวตนได้ ว่าคนคนนั้นเป็นใคร การนำไปโพสต์โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอมถือว่าเข้าข่ายผิด PDPA นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดในฐาน "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา" หากมีการใส่ข้อความประกอบที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย

ทางตันของแพลตฟอร์มต่างชาติ

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการทำคดีอาชญากรรมออนไลน์ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ระบุว่า คือ "แพลตฟอร์ม”เนื่องจากกฎหมายไทยยังไม่สามารถบังคับใช้กับแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะสำนักงานใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายมักตั้งอยู่ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เมื่อตำรวจขอข้อมูลหลังบ้าน เพื่อระบุตัวตนผู้กระทำผิด แพลตฟอร์มมักจะอ้างเรื่อง มาตรฐานชุมชน (Community Standard) หรือเงื่อนไขทางกฎหมายระหว่างประเทศ

หากคดีนั้นไม่เข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามเกณฑ์ของเขา เช่น การละเมิดเด็ก, ยาเสพติด, ค้ามนุษย์, การก่อการร้าย หรือการไลฟ์ฆ่าตัวตาย แพลตฟอร์มเหล่านี้มักจะไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูล แม้แต่กรณีการหมิ่นประมาทหรือการด่าทอกัน แพลตฟอร์มก็มักจะไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของยูสเซอร์แก่ตำรวจง่าย ๆ

"สืบสวนทางข้าง" เมื่อแพลตฟอร์มไม่เปิดประตู

เมื่อการขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มเป็นไปได้ยากและต้องผ่านกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศทางคดีอาญา (MLAT) ที่ซับซ้อนและล่าช้า พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เปิดเผยว่าตำรวจจึงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า "การสืบสวนทางข้าง" นั่นคือการแกะรอยจากพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่ผู้กระทำผิดทิ้งไว้ในโลกออนไลน์ เช่นเส้นทางการเงิน หากมีการเกี่ยวโยงกับการโอนเงินหรือผลประโยชน์ หรือร่องรอยดิจิทัล การเฝ้ามอนิเตอร์พฤติกรรมในเพจหรือกลุ่มโซเชียล เพื่อหาจุดหลุดที่ระบุตัวตนได้ กระทั่งเรื่องของความผิดพลาดของผู้กระทำผิดเอง เช่น การโพสต์เช็กอินสถานที่ หรือการถ่ายภาพติดสิ่งบ่งชี้บางอย่าง

อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำผิดเป็น "มืออาชีพ" ที่ใช้ VPN เพื่อปลอมแปลง IP Address หรือใช้ ซิมผี ในการลงทะเบียนบัญชีอวตาร การตามหาตัวก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น
ในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกมาจากหน่วยงาน เช่น โรงพยาบาล หรือบริษัทเอกชน ตัวหน่วยงานเองก็มีความเสี่ยงที่จะผิด PDPA หากไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ ขณะที่ผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์แจ้งความดำเนินคดีได้ทั้งกับคนที่แฮกข้อมูลออกมา และคนที่นำข้อมูลนั้นไปโพสต์ประจานต่อ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...