เจมาร์ท ดัน“สุกี้ตี๋น้อย” เข้าตลาดหุ้น ปี 68 รายได้ 9,207 ล้านบาท กำไร 860 ล้านบาท
เจมาร์ท มีแผนเข้าร่วมโครงการ Jump+ ดัน 3 บริษัทในเครือ สุกี้ตี๋น้อย, KBJ และ J Ventures เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2570
12 ก.พ. 2569 - นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและบริการ 15,402.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า
สะท้อนความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือภายใต้ Jaymart Mobile และการขยายเครือข่าย Jaymart Network ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 4,457.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากำไร (ขาดทุน) ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น มีผลขาดทุนสุทธิ 161.8 ล้านบาท จากผลกระทบของรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด ได้แก่ ขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การวัดมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุน (Mark-to-Market) รวมถึงการตั้งสำรอง ECL ในธุรกิจบริหารหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ธุรกิจหลักยังสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้แข็งแกร่ง และมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) 0.72 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่ยังบริหารจัดการได้อย่างระมัดระวัง ภายใต้กลยุทธ์ “The Power of Synergy”
นายอดิศักดิ์ ระบุว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ประกาศออกมา เชื่อว่า ไม่มีระเบิดประเด็นความเสี่ยงที่กังวลอีกแล้วในปี 2569 โดยชูโรงธุรกิจโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นรากฐานของกลุ่มมากว่า 20 ปี และได้ปรับตัวสู่โมเดลออนไลน์อย่างรวดเร็ว
มองว่าการเติบโตในอนาคตไม่ได้วัดจากจำนวนสาขา แต่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลและ Synergy จึงมองว่า ธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งทำงานภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย จะเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตของกลุ่มบริษัทให้โดดเด่นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
โดย บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (JaymartMobile) มีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 10,364 ล้านบาท กำไรสุทธิ 136 ล้านบาท เติบโตกว่า 50% จากการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรและโฟกัสทำเลศักยภาพ รวมถึงแรงหนุนจาก AI Upgrade Cycle และการผนึกกำลัง SINGER - SGC - KB J Capital สนับสนุนธุรกิจ Lock Phone ปัจจุบัน มีสาขาราว 300 แห่ง และมีดีลเลอร์ในเครือข่าย 1,637 ราย ตั้งเป้าขยายเป็น 4,000 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัด
นอกจากนี้ บริษัทที่เจมาร์ทได้เข้าลงทุน บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J Capital) ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลจากประเทศเกาหลีใต้ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย (JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 21.74%) ผลงานปี 2568 มีกำไร และเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
ได้แรงหนุนสำคัญจากโครงการ Samsung Finance+ ผ่านเครือข่าย Samsung Experience Store และร้าน Jaymart
โดย ณ สิ้นปี 2568 มีพอร์ตสินเชื่อรวม 11,489 ล้านบาท มุ่งสู่การเติบโตสินเชื่อดิจิทัลควบคู่การรักษาคุณภาพพอร์ตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนพลังของ Synergy ในกลุ่มธุรกิจการเงิน
ในส่วนของ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ปจำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย (JMART ถือหุ้นในสัดส่วน 30%) ผลงานปิดปี 2568 มีรายได้ 9,207 ล้านบาท กำไรสุทธิ 860 ล้านบาท โดย JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 258 ล้านบาท (ก่อนหัก PPA) แม้ภาพรวมการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตลดลง
อย่างไรก็ดี สุกี้ตี๋น้อยมุ่งเน้นขยายตลาดอย่างมีคุณภาพ และสร้าง Economy of Scale จากจำนวนสาขาที่ขยายตัว จากปัจจุบันมี 107 สาขา สะท้อนโมเดลธุรกิจที่สเกลได้และใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ
นายอดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายในปี 2569 JMART เตรียมความพร้อมสมัครเข้าร่วมโครงการ Jump+ ของตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มุ่งใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม และใช้ AI เข้ามาเพิ่มศักยภาพ
นอกจากนี้ JMT ตั้งเป้ากำไรเติบโต 30% ขณะที่ SINGER และ SGC ตั้งเป้ากำไรเติบโตอีก 50% และมีแผนผลักดัน 3 บริษัท ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย, KBJ และ J Ventures เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป