โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชากล้าแต่กับไทย แต่ทำไม'ฮุน เซน'กลับยอมแลกแผ่นดินกับเวียดนามอย่างว่านอนสอนง่าย

The Better

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 01.51 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 11.50 น. • THE BETTER

ความสัมพันธ์ระหว่างฮุน เซนกับเวียดนามนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยจะลืมเลือนไปไม่ได้ถ้าคิดจะเข้าใจการเมืองของไทย กัมพูชา และเวียดนาม

ฮุน เซน มีอำนาจขึ้นมาได้ก็เพราะเวียดนามหนุนหลัง ทุกวันนี้ก็ยังมี 'ความสัมพันธ์ที่ดีกับเวียดนาม' แต่ไอ้ความสัมพันธ์นี้ฝ่ายค้านกัมพูชาปรามาสว่าเป็นความสัมพันธ์แบบลูกน้องกับลูกพี่ โดยพวกฮุนเป็นแค่ "หุ่นเชิด" ของฮานอย

ล่าสุด ฝ่ายค้านกัมพูชาโจมตี 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน' (ព្រមព្រៀងដោះដូរដី) ระหว่างรัฐบาลฮุนกับเวียดนาม ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังจากที่ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเดินทางมาเยือนกัมพูชา และฮุน เซน ถึงกับ "เปิดวังหลวง" ต้อนรับกันเลยทีเดียว จนประชาชนวิจารณ์ว่าตีตัวเสมอเจ้าไปหรือเปล่า?

แม้พวกลูกไล่เครือข่ายฮุนจะออกมาแก้ต่างให้พัลวัน แต่ผมกลับมองว่า นี่คือการ "แสดงความนอบน้อม" ต่อลูกพี่เวียดนามของฮุน เซน ซึ่งไม่เพียงช่วยเหลือให้เขามีอำนาจเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนเท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อเมืองเขมรตีกับไทย เขมรก็จะต้องวิ่งไปหาญวนเป็นธรรมดา

นี่คือปกติวิสัยของพวกเมืองเขมร ซึ่งเวลามีเรื่องกับเวียดนามก็จะวิ่งมาให้ไทยช่วย เวลามีเรื่องกับไทยก็จะวิ่งไปหาเวียดนาม

กลับมาที่ 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน' ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา

ข่าวจากสำนักข่าว rfi ภาคภาษาเขมรรายงานว่า "ตามแถลงการณ์ การแลกเปลี่ยนที่ดิน 6% นั้นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาชายแดนที่เหลืออีก 16% ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการแก้ไขผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วมกัมพูชา-เวียดนาม (JBC) นอกจากนี้ กัมพูชาและเวียดนามยังตกลงที่จะเร่งกระบวนการเตรียมการเจรจาและลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการจัดการด่านชายแดนทางบก และข้อตกลงว่าด้วยการบริหารจัดการชายแดนทางบก เพื่อแทนที่ข้อตกลงว่าด้วยสถานะของชายแดนปี 1983"

rfi อธิบายว่ากัมพูชาและเวียดนามมีพรมแดนทางบกยาวกว่า 1,270 กิโลเมตร โดยประมาณ 84% ของพรมแดนได้มีการกำหนดเขตแดนแล้ว เหลืออีก 16% ที่ยังไม่ได้กำหนดเขตแดน

นี่เป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับไทย แต่ทำไมเวลาแก้ปัญหา 'พื้นที่ทับซ้อน' กับเวียดนาม รัฐบาลกัมพูชาถึงได้อะลุ่มอล่วยนัก โดยยอมอ่อนข้อให้ขนาดที่พรรคฝ่ายค้านเรียกว่าเป็น 'การเสียดินแดน'

ล่าสุด จากการรายงานของสำนักข่าว tfa แมน ณาต (ម៉ែន ណាត) ประธานองค์การปรึกษาการจับตากัมพูชา (ក្រុមប្រឹក្សាឃ្លាំមើលកម្ពុជា) กล่าวว่า ฮุน เซน ตกลงกับเวียดนามให้ใช้สนธิสัญญาเขตแดนทางบกปี 1985 ที่ผิดกฎหมายและแผนที่ที่ไม่ถูกต้องในการกำหนดเส้นเขตแดนใหม่และทำเครื่องหมายเขตแดนใหม่โดยไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาอาณานิคมฝรั่งเศส (โคชินจีน) และกัมพูชาปี 1873 ซึ่งมีเครื่องหมายเขตแดนระหว่างประเทศอยู่แล้ว 124 จุด

แมน ณาต กล่าวว่าสนธิสัญญาเขตแดนที่ผิดกฎหมายกับเวียดนามเมื่อปี 1985 ได้รับการให้สัตยาบันอีกครั้งโดยฮุน เซน ในปี 2005 เพื่อให้เวียดนามมีความมั่นใจมากขึ้นในการเรียกร้องเขตแดนทางบกของกัมพูชาคืน รวมถึงเขตแดนทางทะเล เช่น เกาะฟู้โกว๊กและหมู่เกาะโถเจิว (ในอ่าวไทย)

แมน ณาต ยังกล่าวว่า กัมพูชาจะสามารถลดอิทธิพลทางการเมืองและการปกครองภายจากการแทรกแซงของเวียดนามได้ ก็ต่อเมื่อผู้นำกัมพูชาหยุดเป็นหนี้เวียดนาม

ก่อนหน้านี้ เวียดนามกับกัมพูชาแลกดินแดนกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2012 แต่เป็นการแลกที่พิลึกเอามากๆ ก็สมแล้วที่พรรคฝ่ายค้านจะด่าว่า "ขายชาติ"

ในเวลานนั้น วา กึมฮง (វ៉ា គឹមហុង) ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกิจการชายแดน และได้อธิบายว่า ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขนาดหนึ่งแสนกิโลเมตรโดยสภาภูมิศาสตร์อินโดจีน โดยระบุว่าหมู่บ้านสองแห่งของกัมพูชาอยู่ในเขตแดนของเวียดนาม คือ หมู่บ้านถลกตราจ (ភូមិថ្លុកត្រាច) และหมู่บ้านอันลองจเรย 9 (ភូមិអន្លុងជ្រៃ៩) ในอำเภอปอนเญียแกรก จังหวัดกำปงจาม

วา คิมฮง อ้างว่าหมู่บ้านทั้งสองนี้ไม่ใช่ของกัมพูชา แต่เป็นของเวียดนาม เหตุที่ตกสำรวจก็เพราะในเวลานั้น ฝ่ายเวียดนามติดพันอยู่กับสงคราม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสำรวจหมู่บ้านตามแนวชายแดนได้ เมื่อมีการวัดเขตแดน ฝ่ายเวียดนามเรียกร้องให้คืนหมู่บ้านเหล่านั้น

ปัญหาก็คือ หมู่บ้านถลอกตราจ เป็นบ้านเกิดของ เฮง สัมริน อดีตประธานสภาแห่งชาติ (ลูกพี่ของฮุน เซน และสนิทสนมกับเวียดนามเช่นกัน) ฝ่ายกัมพูชาต้องการเก็บรักษาหมู่บ้านของ เฮง สัมริน เอาไว้ในดินแดนกัมพูชา จึงขอแลกเปลี่ยนอีกสองหมู่บ้านแห่งอื่นๆ กับเวียดนาม

แถมเรื่องนี้ยังเป็นการแลกที่ดำเนินการอย่างลับๆ แต่เรื่องดันมาแตกเสียก่อน

พรรคฝ่ายค้านจึงด่าว่าทำให้ประเทศเสียดินแดนเพราะเหตุนี้

ผมเห็นว่าสาเหตุหนึ่งก็คือ เชื่อตามเวียดนามแบบเชื่องๆ ว่าหมู่บ้านทั้งสองเป็นของเวียดนาม และสอง ยกแผ่นดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชนไปให้เวียดนาม เพียงเพื่อจะรักษาบ้านเกิดของชนชั้นปกครองเอาไว้

ดังนั้น การดำเนินการ 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน'ระหว่างสองประเทศรอบล่าสุดในปีนี้ จึงมีเสียงเสียดสีจากชาวเขมรบางคนว่า "ไม่รูัหมู่บ้านไหนจะถูกหวย" ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะรวย แต่หมายความว่าจะซวยเพราะจะเสียดินแดนไปให้ญวนต่างหาก

แต่ชาวเขมรที่เห็นดีเห็นงามด้วยก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังไปโต้เถียงกับฝ่ายค้านว่า "ถ้าไม่รู้อะไรก็หุบปากไปซะ"

คนเหล่านี้รักและเทิดทูนฮุน เซนและเครือข่ายของเขาโดยไม่ตั้งคำถามแบบนี้เอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 เมื่อเรื่องนี้กำลังฮ็อตๆ และกัมพูชาในเวลานั้นยังมีฝ่ายค้านที่ทรงพลังอยู่ นอกจากฝ่ายค้านทางการเมืองแล้ว ยังมีรัฐบาลภาคประชาชน เช่น กลุ่มสหคมณ์กัมปูเจียโกรม (សហគមន៍ខ្មែរកម្ពុជាក្រោម) ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าว

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า กัมปูเจียโกรม (កម្ពុជាក្រោម) หมายถึงดินแดนตอนใต้สุดของทั้งเวียดนามและกัมพูชาบริเวณปากแม่น้ำโขงไปจนถึงเมืองไซ่ง่อน (เขมรเรียกเมืองไพรนคร) แต่เดิมนั้นเป็นดินแดนของกัมพูชา แต่เจ้าเขมรยกให้เจ้าญวนในสมัยโบราณโดยไม่ได้ถามประชาชน จึงทำให้มีคนเขมรตกค้างในดินแดนนั้นมากมาย กลายเป็นพวก แขมร์โกรม (ខ្មែរក្រោម) ซึ่งมีสัญชาติเวียดนาม แต่เชื้อชาติเขมร วัฒนธรรมและภาษาก็เขมรแท้ๆ

ประชาชนในกัมพูชาเองก็ต้องการจะได้ดินแดนนี้คืนมา และเห็นว่าการแลกดิแดนนี้เป็นเรื่องอัฐยายซื้อขนมยาย เพราะดินแดนนั้นควรจะเป็นของกัมพูชาดังเดิม จะแลกไปทำไม ความจริงต้องทวงคืนมาทั้งแผงให้หมดเลย (คนกัมพูชาก็คิดแบบนี้กับดินแดนของไทยเช่นกัน โดยอ้างโมเมยิ่งกว่าว่าภาคอีสานครึ่งหนึ่งและภาคตะวันออกของไทย "เคยเป็น" ของกัมพูชา)

ครั้งนั้น สำนักข่าว vayo รายงานว่าประธานสหคมณ์กัมปูเจียโกรม ชื่อว่า ทัจ เสรษฐา (ថាច់ សេដ្ឋា) กล่าวกับสื่อกัมพูชาว่า ดินแดนทั้งหมดตามแนวชายแดนเป็นดินแดนของกัมพูชามาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่ดินแดนของเวียดนาม และยังเน้นย้ำว่า รัฐบาลกัมพูชาต้องคำนึงถึงมรดกของบรรพบุรุษก่อนที่จะแลกเปลี่ยนดินแดน หากไม่ขยายอาณาเขต ก็จะไม่สามารถปกป้องดินแดนนั้นได้

นี่คือบริบทความคิดเรื่องดินแดนและประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ 'ข้อตกลงแลกแผ่นดิน' ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา

เราจะเห็นว่าประชาชนส่วนหนึ่ง (ฝ่ายค้าน) ไม่อาจยอมรับได้ และต้องการทวงคืนแขมร์โกรมทั้งหมด

ในแง่ประวัติศาสตร์แล้ว หากมองในมุมของฝ่ายค้านและคนแขมร์โกรม เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้ อย่าว่าแต่ในแง่ประวัติศาสตร์เลย ในแง่ของการเมืองก็เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

โปรดพิจารณาจากคำพูดของ วา กึมฮง คือ "หากจังหวัดนั้นไม่สามารถแลกเปลี่ยนที่ดินได้ ก็จะพิจารณาหาที่ดินอื่นในบริเวณใกล้เคียงแทน และเหตุผลของการแลกเปลี่ยนนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ประชาชนสูญเสียที่ดินทำกิน นาข้าว และไร่นาที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งอยู่ในเขตแดนของเวียดนาม"

มันทะแม่งๆ ไหม?

แน่นอนว่ามันทะแม่ง ดังนั้น ทัจ เสรษฐา จึงตอบโต้ว่า คำกล่าวของ วา กึมฮง นั้นขาดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะไม่ยอมรับว่าเวียดนามละเมิดดินแดนกัมพูชา แต่ยังกลับกล่าวว่ากัมพูชาละเมิดดินแดนเวียดนามเสียอีก คนแบบเขานั้น "จะต้องถูกลงโทษตามประวัติศาสตร์ในอนาคต"

ความทะแม่งของรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องแลกที่ดินนั้นไม่ใช่แค่ "ต้องการสันติภาพ" แต่เป็นเพราะความจำเป็นทางการเมือง เนื่องจากยังอยู่ใต้อำนาจของเวียดนาม แม้นจะถอยจากรัศมีอำนาจเวียดนามมามากแล้วก็ตาม แต่เพราะหวาดกลัวไทย จึงต้องเอาใจเวียดนามเพื่อใช้เป็น "ไม้กันไทย"

กัมพูชานั้นจะเอาดินแดนไทยก็ถูกไทยตีกลับมาจนสะบักสะบอม ยังไม่ทันหายช้ำรัฐบาลก็ย้ำข้อตกลงแลกดินแดนกับเวียดนามอีก

มันน่าอับอายถึงขนาดนี้ แต่ สวัส ยารา (សួស យ៉ារ៉ា) โฆษกพรรคประชาชนกัมพูชา (พรรคของฮุน เซน) ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมผู้นำกัมพูชา-เวียดนาม กล่าวว่า กัมพูชาต้องการให้ประเทศไทยปฏิบัติตามแบบอย่างของกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ในการแก้ไขปัญหาพรมแดนอย่างสันติ โดยอิงจากลักษณะทางเทคนิค กฎหมายระหว่างประเทศ และแผนที่ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อยุติข้อพิพาทพรมแดน ไม่ใช่ส่งต่อปัญหาให้คนรุ่นหลัง

ที่กล้าขิงไทยขนาดนี้ เพราะแพ้กลับมา แล้วยังถูกเวียดนามทวงดินแดนอีก หากไม่ขิงไทยก็จะถูกประชาชนขมึงตาใส่แน่นอน

และนี่ยังเป็นการเล่มเกมการเมืองระหว่างประเทศของกัมพูชา ซึ่งดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องดึงเพื่อนบ้านมาร่วมแจมด้วยทุกครั้งด้วยวิธีการที่อันตราย

คนที่ซวยไปคือประชาชนกัมพูชา ซึ่งเสียแล้วเสียอีก ไม่เสียดินแดนก็เสียอำนาจปกครองตนเอง แต่ตอนนี้แม้แต่จะพูดค้านก็ยังต้องไปพูดจากต่างประเทศ

แต่ดินแดนที่อ้างว่าไทยเอาไปนั้น ขอพี่น้องเมืองเขมรอย่าคิดว่าเสียดินแดนเลย เพราะมันเป็นของไทยเรา ยิ่งคิดว่าจะทวงดินแดนจากไทย ท่านจะยิ่งเสียดินแดนให้เพื่อนบ้านอีกฝั่ง

โปรดไปจัดการกับเวียดนามให้เรียบร้อยก่อนเถอะ ไม่รู้พวกฮุนปล่อยให้เขมือบดินแดนไปเท่าไรแล้ว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Samdech Hun Sen of Cambodia/Facebook

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...