ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย (2)
คอลัมน์ CityZense
โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คลิกที่นี่
- อ่านบทความ ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย การกระจายอำนาจโรงเรียน ที่สุดท้าย ใครดี ใครได้ ตอนแรก
ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย (2)
การศึกษาภายใต้อำนาจของท้องถิ่นต่างหากที่เป็นคำตอบ
คราวที่แล้วผู้เขียนได้วิพากษ์ปัญหาของการกระจายอำนาจการศึกษาไทย ด้วยข้อเสนอจากการนำโรงเรียนออกนอกระบบที่ปรากฏอยู่ในนโยบายและแนวคิดของบางพรรคการเมือง ที่มาพร้อมกับความเข้มข้นของแนวคิดกระจายอำนาจที่ลดลงไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ สำหรับผู้เขียนแล้ว นั่นยิ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมคล้ายกับที่เป็นอยู่กับสถานการณ์ของมหาวิทยาลัยไทยที่ออกนอกระบบไปจำนวนมาก มหาวิทยาลัยใดยิ่งมีชื่อเสียง และมีทรัพยากรมากยิ่งได้เปรียบกว่ามหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็ก
แล้วเรามีทางเลือกอื่นไหม กับการที่จะพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนระดับฐานราก ทำให้การศึกษาใกล้บ้านมันดีกว่านี้
คำตอบคือ การให้ความสำคัญกับการจัดการบริหารระดับพื้นที่ที่ต้องยึดโยงกับหน่วยงานที่มีทั้งความชอบธรรมและอำนาจการจัดการทรัพยากรนั่นก็คือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะในนามเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เราเห็นข่าวเรื่อง อบจ.ลำพูนพยายามทำระบบรถนักเรียนรับ-ส่งไปยังโรงเรียนต่างๆ เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง แต่นั่นเป็นเพียงแค่แนวปฏิบัติที่หนุนเสริมมากกว่าจะเป็นแก่นแกนหัวใจของการกระจายอำนาจ
เหตุใดการทำรถรับ-ส่งนักเรียนถึงเป็นการหนุนเสริม ก็เพราะว่าด้วยคุณภาพโรงเรียนที่แตกต่างกันมาก ทำให้พ่อแม่และผู้ปกครองทั้งหลายดั้นด้นส่งลูกหลานเพื่อไปเรียนยังโรงเรียนที่เชื่อว่ามีคุณภาพซึ่งอยู่ในตัวจังหวัด หรือตัวอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน กระทั่งเป็นโรงเรียนนานาชาติ นำมาซึ่งการเดินทางไกลบ้านเพื่อไปเล่าเรียน บางบ้านลูกๆ ต้องตื่นตี่สี่ ตีห้าเพื่อรอรถและเดินทางอีกกว่าเป็นชั่วโมงเพื่อให้ทันเข้าแถวหน้าเสาธง ไม่ต่างกับการตื่นนอนของเด็กๆ ในกรุงเทพฯ แต่เหตุผลของกรุงเทพฯ คือ ต้องเผื่อเวลาเผชิญหน้ากับรถติด
คำง่ายๆ ที่ทำยากอย่าง “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” คือหัวใจซึ่งมิใช่การมอบรางวัลโรงเรียนในฝันไม่กี่โรงเรียนในเขตอำเภอ หรือจังหวัด แต่มันคือโรงเรียนที่เด็กๆ สามารถเดินไปได้อย่างปลอดภัย และการจะเป็นชั้นนั้นได้ ต้องใช้พลังงานและทรัพยากรไม่น้อยที่จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง ในที่นี้ก็คือ เทศบาล และ อบจ.
หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ญี่ปุ่น โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมต้นจะสังกัดเทศบาล และมัธยมปลายจะสังกัด อบจ. ต่างจากไทยที่ทุกวันนี้ขึ้นตรงกับส่วนกลางอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ก็ถูกควบคุมด้วยศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการอำเภอ (ซึ่งศึกษาธิการจังหวัดและอำเภอเป็นมรดกมาตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 เพื่อต้องการรวมศูนย์อำนาจการจัดการการศึกษา ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามกับแนวคิดการกระจายอำนาจ) สำหรับผู้เขียนแล้ว โรงเรียนระดับประถมศึกษาควรสังกัดอยู่ในระดับเทศบาล ส่วนมัธยมศึกษาควรสังกัด อบจ. ส่วนเทศบาลหรือ อบต.ไหนที่ไม่พร้อม อบจ.ก็ควรดูแลและสนับสนุนจนกว่าแข็งแกร่งพอที่จะดูแลเองได้
ด้านโครงสร้างการบริหาร การให้คุณให้โทษและการจัดการทรัพยากรเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เราเห็นข่าวอยู่เสมอเรื่องโรงเรียนขาดบุคลากร เมื่อมีจำกัดครูก็ต้องทำหน้าที่แทบทุกอย่าง ผู้เขียนเคยไปนิเทศโรงเรียนห่างไกล พบว่า ครูต้องทำหน้าที่ตัดหญ้าไปด้วย จึงไม่แปลกที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้นกับครูซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเกี่ยวกับธุรการและการเงินที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของครู
ในการบริหารการจัดการนั้น ควรยกเลิกศึกษาธิการจังหวัดและอำเภอ เช่นเดียวกับเขตพื้นที่การศึกษาแบบเดิมที่แบ่งแยกระหว่างระดับประถมศึกษากับมัธยมศึกษา และรวมเป็นเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดที่ถูกควบคุมด้วย อบจ. ที่มีการกำกับโดยสภา อบจ. ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสรรอัตรากำลังบุคคล และทรัพยากรให้กับโรงเรียนในแต่ละแห่ง การเปิดสอบครูก็อยู่ในอำนาจของเขตดังกล่าว จะทำให้ปัญหาการขาดแคลนครู หรือการมีครูสอนไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญทุเลาลง
ในสถานการณ์ที่ประชากรลดลงจนทำให้นักเรียนน้อยลงนั้น นำมาสู่ปัญหาว่าควรจะยุบและควบรวมโรงเรียนหรือไม่อย่างไร ในเวทีดีเบตเลือกตั้งช่วงที่ผ่านมาก็มีคำถามนี้อยู่บ้าง การควบรวมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการจัดการทรัพยากรโรงเรียนสัมพันธ์งบประมาณ ปริมาณครู การบำรุงรักษา แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐาน โรงเรียนดีใกล้บ้าน สิ่งที่จะมาช่วยหนุนเสริมก็คือ การเพิ่มเติมบริการรับส่งนักเรียนที่อยู่ไกลเกินระยะเดินได้ในเขตชุมชนที่ถูกยุบโรงเรียนไป เมื่อยุบโรงเรียนไป สิ่งที่ตามมาก็คือ โรงเรียนเดิมอาจจะถูกปรับปรุงให้เป็นอาคารสถานที่ที่ตอบโจทย์ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างห้องสมุดเด็ก, สนามเด็กเล่น, สนามกีฬาชุมชนที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นเลิศทางกีฬา หรือการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หรือกระทั่งการสร้างโอกาสการทำมาหากินอย่างตลาดท้องถิ่น ฯลฯ
โรงเรียนเทศบาล แต่เดิมถูกออกแบบมาให้เป็นโรงเรียนดีใกล้บ้านมาพร้อมๆ การปฏิวัติ 2475 ใครที่อยู่ในเขตเทศบาลตัวจังหวัด จะเห็นโรงเรียนเทศบาลอยู่หลายแห่ง เมื่อนำไปวิเคราะห์เชิงพื้นที่โดยกางแผนที่แล้วลากรัศมีวงกลมจากโรงเรียนต่างๆ จะเห็นว่า ที่ตั้งจะกระจายไปทั่วเขตพื้นที่และมักจะสัมพันธ์กับเขตชุมชน หลายแห่งเป็นโรงเรียนในเขตวัด กระนั้น ต้องเข้าใจว่า ท้องถิ่นเองก็ถูกลดบทบาทความสำคัญไปพร้อมกับระบอบประชาธิปไตย ในประเทศที่มีจำนวนรัฐประหาร มากกว่าคนไทยที่ได้รางวัลโนเบล การกระจายอำนาจย่อมหยุดชะงักไปด้วย รัฐประหารบางครั้งได้ยกเลิกการเลือกตั้งท้องถิ่นเสียดื้อๆ เลยด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเทศบาล หรือ อบจ.นั้นเติบโตอย่างเชื่องช้า โรงเรียนก็เช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้น สถานะของโรงเรียนเทศบาลจึงไม่ได้รับการเหลียวแลทั้งจากรัฐ และผู้ปกครองเท่าที่ควร แม้จะใกล้บ้าน แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียง ทั้งยังถูกปรามาสและดูถูกอยู่เสมอ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารข้อมูลก็อาจจะยังคิดเช่นนั้นอยู่
แต่หลายปีมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้พบประสบการณ์ตรงจากการไปนิเทศนักศึกษา พบปะผู้อำนวยการโรงเรียนที่ย้ายไปสังกัดท้องถิ่น ได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนในหลายแห่ง ติดตามข่าวสาร ตลอดจนได้รับข้อมูลของศิษย์เก่าที่ส่งมาอยู่เนืองๆ จึงพบว่า โรงเรียนใต้สังกัดท้องถิ่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า กำลังเป็นแปลงดอกไม้ที่ผลิบานจากความตั้งใจของคนท้องถิ่นที่ต้องการสร้างโรงเรียนที่ดีให้ลูกหลาน
สำหรับคนกรุงเทพฯ และคนทั่วไป ภาพที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การเข้ามาเปลี่ยนแปลงโรงเรียน กทม. จำนวน 400 กว่าโรงเรียนของทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เช่น เทคโนโลยีลดภาระครู การใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ความพยายามไม่บังคับให้สวมชุดนักเรียน ฯลฯ
ของเทศบาลนครเชียงรายเองก็พยายามสร้างโรงเรียนแต่ละแห่งที่มุ่งเน้นความเฉพาะด้าน เช่น เทศบาล 6 เน้นการสอนภาษาจีน ความน่าสนใจคือ เพื่อนอาจารย์ที่ ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เล่าว่า อาจารย์หลายคนเริ่มส่งลูกหลานเข้าเรียนที่โรงเรียนเทศบาลแล้ว บางโรงเรียนเล่าให้ฟังว่า เมื่อสังกัดท้องถิ่น โครงการไร้สาระทั้งหลายที่ถูกสั่งมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การจัดฝึกอบรมก็สามารถเลือกตามที่โรงเรียนต้องการได้เอง ขณะที่น่านก็พบว่า อบจ.น่านก็ทยอยรับโรงเรียนเข้ามาอยู่ใต้สังกัดมากยิ่งขึ้น
แนวคิดของโรงเรียนดีใกล้บ้านและการกระจายอำนาจ เป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ในระดับการศึกษามวลชนที่อาจไม่นับรวมโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ หรือโรงเรียนที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่เป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่เคยถูกละเลยให้มีพัฒนาการและเป็นความหวังของประเทศได้มากขึ้น เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะกังขาว่า เราจะเชื่อใจท้องถิ่นได้อย่างไรในความสามารถในการบริหาร ผู้เขียนขอเสนอว่า อนาคตและความยั่งยืนนั้น ควรได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เปิดสอนด้านครูและการศึกษา นอกจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และภูมิภาคแล้ว ยังมี ม.ราชภัฏ มีอยู่ 38 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย แล้วจำนวนมากก็มีโรงเรียนสาธิตประจำมหาวิทยาลัยอยู่ เราต้องนำเอาโรงเรียนสาธิตกลับมาเป็น lab สำหรับทดลองการสอน การใช้หนังสือเรียน สื่อการสอน ฯลฯ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาโรงเรียนระดับท้องถิ่นเหล่านี้
ยังไม่นับว่าทุกวันนี้มหาวิทยาลัยและสาขาวิชาต่างๆ กำลังเผชิญกับความถดถอยจากจำนวนประชากร และสับสนกับทิศทางของตนว่าจะทางใด การเปิดช่องทางเชื่อมโยงศาสตร์ทั้งสายวิทยาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ เข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อยกระดับการศึกษา ไม่ว่าจะในรูปแบบหลักสูตร การสอน เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ฯลฯ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ทุกวันนี้ ล้วนหลงทางถูกส่งไปให้แข่งขันในตลาดการศึกษาที่คนไม่ได้อยากซื้อ
อันที่จริงการกระจายอำนาจการศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เคยมีความพยายามเมื่อราว 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว แต่เป็นแนวนโยบายที่ผู้คนยังไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร ในที่สุดก็นำมาสู่การต่อต้านและทางตันเมื่อปี 2548 ความหวาดกลัวของครูในระบบเดิมได้มีการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เรียกได้ว่า ก่อนมีม็อบพันธมิตรจะกลายเป็นที่รู้จักกันเสียอีก
กระแสการกระจายอำนาจของประเทศทั้งการศึกษาและด้านอื่นๆ จึงค่อยๆ ปิดตัวลงพร้อมไปกับการรัฐประหาร แนวคิดแบบอำนาจนิยมและการรวมศูนย์อำนาจที่ไม่เข้าใจพลังของท้องถิ่น พลังการเรียนรู้และสร้างสรรค์ของคน พวกเขาเพียรคิดแต่ว่า ความมีวินัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยจะสร้างพลเมืองที่พึงประสงค์ และสร้างความคาดหวังต่างๆ นานา แต่ก็อย่างที่เห็น เรามาได้ไกลแค่การเป็นเพียงคนป่วยหน้าใหม่ของเอเชียที่นอกจากจะแข่งขันกับชาวโลกได้ยากแล้ว ยังขาดแคลนโครงสร้างที่ดีสำหรับการศึกษาเพื่อมวลชนอีกด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใครๆ ก็อยากออกนอกระบบ การศึกษาไทยก็ด้วย (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly