โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิว HUMAN RESOURCE หรือจะให้คนที่รักเกิดมา เพียงเพื่อเป็นทรัพยากรมนุษย์?

TODAY

อัพเดต 31 ม.ค. เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 07.58 น. • TODAY

‘HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา’ ภาพยนตร์ที่โหดร้ายที่สุดของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เข้าโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้ ทว่าความโหดร้ายนั้นไม่ใช่เลือด การไล่ล่า หรือ อาวุธ เหมือนกับ ภาพยนตร์แอ็คชั่น แต่เป็นความเลือดเย็นที่ซ่อนอยู่ในภาพชีวิตของคนเมือง

เรื่องย่อ HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา

‘เฟรน’ (รับบทโดย เอิงเอย ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) หญิงสาวชนชั้นกลางผู้ทำงานอยู่ในแผนกทรัพย์ยากรมนุษย์เพิ่งค้นพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ในขณะที่เธอกำลังอุ้มท้องชีวิตใหม่ เธอต้องรับมือกับสถานการณ์หลายอย่าง ทั้งการหายตัวไปของพนักงานในบริษัท การสรรหาพนักงานใหม่ที่ ‘อดทน’ ที่สุด

ขณะเดียวกัน ชีวิตคู่กับ เทม (รับบทโดย เพชร เผ่าเพชร เจริญสุข) สามีที่กำลังพยายามขยายกิจการให้เติบโตด้วยเส้นสาย และแบกรับน้ำหนักขอความเป็นแม่ ที่ต้องอุ้มชูลูกให้เป็น ‘คนที่โอเคคนหนึ่ง’ ในฐานะพนักงานใหม่ของโลกใบนี้

*** บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของเรื่อง ***

จดหมายเหตุกรุงเทพฯ 2026

ตั้งแต่ตัวอย่างไปจนถึงเนื้อหา ภาพ และเสียง บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ‘ความสนุก’ ไม่ใช่เป้าหมายของการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่อาจเป็นการบันทึกและฉายภาพของเรื่องราวชีวิตประจำวันของคนเมืองในปี 2026 จังหวะเนิบช้าของเรื่อง อาจทำให้สมองที่เสพติดโดปามีนจากการไถหน้าจอเพื่อหลีกหนีความจริงของผู้ชมอย่างเราดิ้นพล่าน แต่ระหว่างที่ชีวิตประจำวันของเฟรนดำเนินไปตามปรกติ ความเงียบและเชื่องช้าก็ทำให้ผู้ชมค่อยๆ ได้พิจารณาว่าในเหตุการณ์ ‘ปรกติธรรมดา’ ที่เราให้ผ่านเลยไปทุกๆ วันนั้นมีความบิดเบี้ยวใดซ่อนอยู่

  • การเริ่มต้นและสิ้นสุดวันด้วยการฟังข่าวร้าย

หนึ่งในฉากที่เราจะได้เห็นบ่อยๆ ในเรื่องคือการฟังข่าวร้ายของโลกและสังคมที่เสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรม ฝุ่น มลภาวะ ที่แทรกตัวอยู่ในอาหาร จนจะกินหรือ แค่หายใจก็เหมือนตายผ่อนส่งอยู่ทุกวัน แม้เราจะเห็นจนชินตา แต่การนั่งดูเหตุการณ์เหล่านี้ในจอก็อาจจะทำให้เกิดคำถามในใจว่าแล้วนี่คือสิ่งที่เราควรจะชินชาจริงหรือ

  • การถูกบีบให้พัฒนาตัวเองไม่มีวันสิ้นสุด

อีกฉากที่เราได้เห็นหลายครั้งในเรื่องคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยมีคนมาแนะนำให้เราเรียนรู้และปรับตัวกับชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นแนวคิดที่พบได้ทั่วไปและก็ได้ผลกับหลายคน แต่ก็สะท้อนถึงวังวนของการดิ้นรนเพื่อเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของโลกที่สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตเท่านั้น

  • ความรุนแรงระดับไมโครในที่ทำงาน ไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำร้ายใครอีกกี่คน

หนึ่งในเส้นเรื่องคือการที่เฟรนและเต้น (รับบทโดย อะตอม ชนกันต์ รัตนอุดม) ที่ต้องหาพนักงานใหม่ ที่อดทนโดนด่าได้ ทำได้หลายอย่าง และไม่หยุดวันเสาร์ มาเป็นลูกน้องของ จักร เจ้านายเจ้าอารมณ์ แทน จูน พนักงานที่หายตัวไป โดย จิดา (รับบทโดย พิมมา พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) พนักงานที่หวังจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองด้วยการเข้าทำงานต้องอดทนเพื่อความฝันของการได้ไปต่างประเทศสักครั้ง

สัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง จัก หัวหน้าผู้ทรงอำนาจ เฟรนและเต้น ‘เพื่อน’ ร่วมงาน ที่ไม่อาจช่วยเหลือใครได้ และ จูนกับจิดา คนตัวเล็กที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร สะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงในที่ทำงานเล็กน้อย แบบ Microagression ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางคำพูด หรือความเพิกเฉยต่อความรุนแรงนั้นที่ส่งผ่านไปสู่ลูกน้องที่กลายเป็นเบี้ยล่างซึ่งมีทางเลือกแค่ ‘ลาออก’ ไม่ว่าจากการงานหรือการมีชีวิต หรือ ‘อดทน’ รอให้ความรุนแรงนั้นผ่านเลยไป

การนำความรุนแรงเล็กน้อยที่บางเบาเหมือนลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ มาควบรวมจนกลายเป็นกลุ่มคำถามก้อนใหญ่ และนำเสนอผ่านทางความเงียบที่เย็นชาและไร้คำตอบนั้น สร้างความอึดอัด เหมือนมีแรงกดทับที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจติดขัด ได้ยินความสิ้นหวังกรีดร้องเกิดขึ้นในใจ แต่ระหว่างที่ความเงียบในภาพยนตร์แผดเสียงจนเต็มหู ผู้ชมก็จะได้คิดและตั้งคำถามกับเรื่องที่อาจจะเล็กจนถูกมองข้ามไปในชีวิตที่วุ่นวายของผู้ชม และนี่คือความร้ายกาจ และอานุภาพของ HUMAN RESOURCE

คำถามที่ไม่มีคำตอบ แด่เหล่าทรัพยากรมนุษย์แห่งกรุงเทพฯ

HUMAN RESOURCE ไม่ได้เพียงนำเสนอความรุนแรงเท่านั้น แต่หลายสถานการณ์ชวนให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง วิธีคิดที่มี และที่มาของวิธีคิดนั้น เช่น ฉากที่เฟรนและเทมต้องขับรถผ่านซอยที่ต้องเดินรถทางเดียวและเจอกับคนขับมอเตอร์ไซค์สวนเลน

ถ้าเป็นคุณ คุณจะมีน้ำใจเบี่ยงเล็กน้อยให้รถที่ขับฝืนกฎหมายผ่านไป หรือ ทำตามกฎอย่างเคร่งครัดและไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขัดแย้งที่ลุกลามใหญ่โตเกิดคาดคิด

แม้ความรู้สึกแรกของหลายคนจะคิดว่าปัญหาเกิดจากคนขับที่ไม่ผ่อนปรน แล้งน้ำใจ ไม่มีความยืดหยุ่น หรือบางฝ่ายอาจจะโทษว่าเป็นเพราะ คนขับรถที่ยอมไปเรื่อง กับ คนขับมอเตอร์ไซค์ที่เห็นแก่ตัวทำผิดกฎ ทำให้ปัญหาแบบนี้ยังคงอยู่

แต่ถ้าลองพิจารณาให้ดี ตัวร้ายที่แท้จริงอาจจะอยู่ที่การเติบโตของเมืองแบบไร้การควบคุมจนเบียดเบียนผู้อยู่อาศัย และกฎกติกาการสัญจรที่ถูกบัญญัติขึ้นแบบไม่นึกถึงการใช้ชีวิตจริง เพราะภาพยนตร์ไม่ได้เล่า ผู้ชมจึงไม่อาจรู้ได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นอยู่มาก่อนถนนจะกลายเป็นวันเวย์หรือไม่ หรือความผิดอาจจะอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ จนทำให้คนพึ่งตัวเองและแปลงร่างเป็นศาลเตี้ย หรือใช้เส้นเมื่อสังคมนี้เส้นสายเหมือนจะพึ่งพาได้มากกว่ารัฐ

และหากใครคิดว่าการหลบให้คือคำตอบ ฉากนี้อาจจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดคำถามในใจว่า ความคิดที่กล่าวประณามตัวละครเทมที่เลือกที่จะยึดมั่นกับความคิดว่าจะไม่หลบรถ เป็นเพราะชีวิตในเมืองนี้ทำให้เราชินชากับการปิดตาข้างเดียวมากไปหรือไม่ ทว่า หากไม่ปล่อยปัญหาเล็กๆ นี้เลยผ่านไปเราจะใช้ชีวิตกันต่อไปเช่นนี้หรือ

เพียงฉากๆ เดียวก็สามารถความบิดเบี้ยวของสังคม การบังคับใช้กฎหมาย และโครงสร้างที่สะท้อนผ่านปัญหาที่เราเจอทุกวันบนท้องถนนได้อย่างชัดเจน เพราะถ้ามอเตอร์ไซค์ที่ขับมาแทนค่าปัญหาที่ผ่านตาเราในชีวิตประจำวัน การเบี่ยงรถเล็กน้อยก็คงแทนการหลับตาข้างหนึ่งและการซุกปัญหาไว้ใต้คำว่า ‘น้ำใจ’ ของคนไทยจำนวนไม่น้อย ส่วนการแก้ปัญหาของเทมก็ไม่ต่างกับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยเส้นสายและอำนาจ ไม่ต่างกับคนอีกมากมายในประเทศ

แต่คำตอบไหนเล่าที่ถูกต้อง เมื่อทางเลือกทุกทางก็ดูจะผิดไปเสียหมด

นี่หรือโลกที่เราอยากให้คนที่รักเกิดมา?

ทั้งหมดนี้และการที่ลูกน้อยของเฟรนกำลังจะเกิดมา นำไปสู่คำถามใหญ่ว่าหากลูกเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากความรัก นี่หรือคือโลกที่เราอยากให้คนที่รักเกิดมา ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่เพียงบุคคลในชาติเรา แต่ดูเหมือนว่าประชาชนหลายประเทศทั่วโลกกำลังคิดเช่นกัน และคำตอบว่าใช่ หรือ ไม่ ก็สะท้อนชัดอยู่ในตัวเลขอัตราประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

การที่ HUMAN RESOURCE เป็นภาพยนตร์ที่ปิดประตูตายไม่ให้พื้นที่เราได้หลบหนี ไม่มีซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อนผู้สละตน หรือสิ่งชุบชูใจใดเลยให้เราได้พึ่งพิง มีเพียงความเงียบที่เว้นช่องว่างไว้ให้เราตอบตัวเอง อาจจะชี้ให้เห็นทั้งสองทางคือ

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ เพราะเราไม่อาจเปลี่ยนทั้งสังคมได้ด้วยตัวคนเดียว

และไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้นอกจากตัวเรา เพราะมีเพียงมนุษย์ที่มีลมหายใจและชีวิตอยู่เท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับสังคมได้

ความรู้สึก ‘หนักอึ้ง สิ้นหวัง และตั้งคำถาม’ ไปจนถึงหงุดหงิดใจกับการตัดสินใจและความเงียบของเฟรน ถูกแปรเป็นคำถามว่า ชีวิตของเธอและ ‘เพื่อนร่วมงาน’ จะต่างไปมากแค่ไหนถ้าเฟรนทำลายความเงียบนำสิ่งที่เก็บงำไว้ในใจมาพูด และอ้าปากต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองและคนอื่น

การชม HUMAN RESOURCE จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้จ้องมองและใคร่ครวญ ว่าความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นนั้น เพราะเราได้เห็นภาพสะท้อนของตัวเองที่เพิกเฉยต่อความบิดเบี้ยวในสังคมหรือเปล่า และหากเราจะปล่อยให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำเรื่อยไป เราจะทิ้งโลกแบบไหนให้กับ ‘พนักงานใหม่’ ที่กำลังจะเข้ามาสู่โลกใบนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...