โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เปิดทฤษฎีเบื้องหลังโซเชียลฯล่มทั่วโลก

The Better

อัพเดต 07 มี.ค. 2567 เวลา 00.04 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 12.10 น. • THE BETTER

เมื่อค่ำวันที่ 5 มีนาคม 2023 โซเชียลมีเดียวหลักๆ ของโลกเกิดล่มลงเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ใช้งานหลายพันล้านคน โดยโซเชียลมีเดียที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผลิตภัณฑ์ของ Meta ไม่ว่าจะเป็น Facebook และ Instagram รวมถึง Thread แต่โซเชียลฯ อื่นๆ ก็มีรายงานล่มลงด้วยจากการตรวจสอบของ Downdetector เช่น Youtube, Google Play ไปจนถึง X แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่ากับผลิตภัณฑ์ของ Meta จนถึง ณ ขณะนี้ (ที่มีการรายงานวันที่ 6 มีนาคม) ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แต่เราได้พยายามรวบรวมความเป็นไปได้ต่างๆ รวมถึง 'ทฤษฎีสมคบคิด' ที่ชาวโชเชียลคิดกันไปเองว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการล่มของระบบในครั้งนี้

ข้อหนึ่ง ระบบล่มจริง
แหล่งข่าววงในของ Facebook บอกกับ DailyMail.com สื่อของอังกฤษว่า ว่าระบบภายในของบริษัทล่มลง และอาจนำไปสู่การหยุดทำงานของโซเชียลมีเดียของบริษัท

ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ต้ังข้อสังเกตคล้ายๆ กัน แต่ในสเกลที่ใหญ่กว่า เช่น แมทิว กรีน รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และสมาชิกของสถาบันรักษาความปลอดภัยข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ กล่าวกับ Nexstar สื่อในสหรัฐฯ ว่า การที่โซเชียลมีเดียล่มลงหลายตัวแสดงว่าอาจมีสาเหตุร่วมกัน เขาชี้ว่าอาจเป็นเพราะผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เกิดปัญหาระบบล่ม แต่ก็ย้ำว่า "ในขณะนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น"

ข้อสอง แก้ระบบ
Nexstar ตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 7 มีนาคมนี้เป็นเส้นตายที่บริษัทเทคใหญ่ๆ ของโลกจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายการตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act) ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทขนาดใหญ่ใช้อำนาจทางการตลาดในทางที่ผิด และเพื่อให้ผู้เล่นรายเล็กและรายใหม่เข้าสู่ตลาดโวเชียลมีเดียได้

เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย Meta ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดโซเชียลมีเดียในสหภาพยุโรปถึง 90% จึงกำลังทำการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถแยกบัญชี Facebook และ Instagram ของตนได้ เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลสามารถรวมเข้าด้วยกัน จนง่ายที่บริษัทจะใช้ข้อมูลของยูสเซอร์ในการยิงโฆษณา

ข้อสาม การเมือง
เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ที่โซเชียลมีเดียล่ม เกิดขึ้นใน 'วันสุกดิบ' หรือหนึ่งวันก่อนที่จะมี Super Tuesday หรือการเลือกตั้งใน 12 รัฐพร้อมกันในสหรัฐฯ เพื่อทำการเลือกผู้แทนของพรรคต่างๆ เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศในช่วงปลายปีนี้ วันสุกดิบนี้มีความสำคัญมากในการหาเสียง แต่จู่ๆ โซเชียลกลับล่ม จึงทำให้ผู้คนโจษจันกันไปต่างๆ นานา

แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา (CISA) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ไม่ได้ตระหนักถึงการเชื่อมโยงการเลือกตั้งที่เฉพาะเจาะจงใด ๆ หรือการเชื่อมโยงกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายโดยเฉพาะใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบล่ม” พูดง่ายๆ ก็คือไม่พบว่ามีคนแทรกแซงให้ระบบมันล่มนั่นเอง

ข้อสี่ เทย์เลอร์ สวิฟต์
บางคนตั้งข้อสังเกตว่าการล่มลงของระบบอาจมีเจตนาทางการเมืองเบื้องหลัง บางคนถึงกับโยงว่าก่อนที่ระบบโซเชียลจะล่มลงไม่นาน เทย์เลอร์ สวิฟต์ โพสต์ใน Instagram Story บอกให้ผู้คนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยบอกว่า "ฉันอยากจะเตือนพวกคุณให้โหวตคนที่เป็นตัวแทนของคุณมากที่สุดให้เข้าสู่อำนาจ"

ประเด็นก็คือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ถูกกล่าวหาว่าสมคิดกับพรรคเดโมแคตเพื่อช่วยหาเสียงให้กับประธานาธิบดี โจ ไบเดน และเป็นเครื่องมือของ 'ฝ่ายซ้าย' ในการโจมตี 'ฝ่ายขวา' หรือพรรครีพับลิกัน ดังนั้นเมื่อโซเชียลล่มพวกฝ่ายขวาจึงโทษ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นตัวการ เพราะหลังจากโพสต์บอกให้ไปเลือกตั้งระบบก็ล่มทันที เท่ากับปิดทางตอบโต้ของฝ่ายขวา

ข้อห้า ทะเลแดง
ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงก่อนที่โซเชียลมีเดียจะล่ม มีรายงานว่าสายเคบิลสัญญาณสื่อสารในทะเลแดงถูกตัดขาด โดยพื้นนั้นกำลังตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูษีของเยเมนและกองทัพชาติต่างๆ โดยมีการกล่าวหาว่ากลุ่มฮูษีทำลายสายเคเบิล จนทำมให้ระบบอินเทอร์เน็ตของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง

ในเรื่องนี้ถูกกล่าวถึงเช่นกันแต่เพราะมันถูกเอ่ยถึงในทำนองทฤษฎีสมคบคิด จึงทำให้ไม่มีน้ำหนักมากนักในแง่ของเหตุผล เช่น ยูสเซอร์รายหนึ่งใน X บอกว่า สายอินเทอร์เน็ตใต้น้ำทะเลแดงเสียหาย…..มีคนอยากให้ TikTok ล่มแต่ตัดสายผิด" ความเห็นนั้สะท้อนเรื่องความเห็นของสาธารณะบางส่วนที่เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จ้องเล่นงาน TikTok เพราะเป็นแอปจีน ในขณะที่บางคนเชื่อว่า TikTok เป็นโซเชียลฯ ที่เผยความจริงรอบด้านมากกว่าโซเชียลอื่นๆ จึงถูกเพ่งเล็ง

Photo by SEBASTIEN BOZON / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...