โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินลงทุนโดยตรง “เข้า-ออก” นัยต่อการลงทุนไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 เม.ย. 2567 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2567 เวลา 00.40 น.

คอลัมน์ : Next Normal ผู้เขียน : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

หากพูดถึงเครื่องยนต์ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2567 โตแตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 6 ปี หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “การลงทุน” ซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีการวิเคราะห์ถึงตัวเลขและสาเหตุที่ทำให้การลงทุนในประเทศฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้ากันมาในหลายแง่มุมแล้ว

วันนี้ผมเลยอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุนในมิติที่แตกต่างออกไป ทั้งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) และเงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ (Thai Direct Investment : TDI)

ซึ่ง Movement ของเงินลงทุนทั้งขาเข้าและขาออกดังกล่าว อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ช่วยอธิบายภาพการลงทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ในหลายมิติ ดังนี้

ไทยเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายรุกในเวทีการลงทุนระหว่างประเทศ

หลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่มีการสร้าง Eastern Seaboard ไทยก็เป็นฝ่ายรับเงินลงทุนจากต่างชาติมาโดยตลอด แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ตั้งแต่ปี 2554-2563 ตัวเลขมูลค่า TDI Outflow กลับเพิ่มขึ้นสูงกว่า FDI Inflow ทุกปี

ขณะเดียวกัน Growth เฉลี่ยต่อปีของ TDI ในช่วงดังกล่าวก็สูงถึงราว 48% เทียบกับ FDI ที่ราว 10% ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย อาทิ สังคมผู้สูงอายุ ต้นทุนการผลิตสูง เป็นต้น ผลักดันให้นักลงทุนไทยจำเป็นต้องรุกออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันไทยเองก็ถูกคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย แย่ง FDI ไปไม่น้อย

ซึ่งนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันการลงทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตั้งแต่ปี 2564-2566 ผมเริ่มเห็นการกลับทิศที่ทำให้มูลค่า FDI กลับมาสูงกว่า TDI อีกครั้ง จุดนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่หนุนให้การลงทุนไทยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก็เป็นได้ ทั้งนี้ จากข้อมูล Economist Intelligence Unit (EIU) พบว่า สัดส่วน FDI สุทธิต่อการลงทุนรวมของไทยปี 2564-2566 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 9.3% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากราว 6.7% ในปี 2554-2563

FDI เพิ่ม TDI ลด ดีจริงไหม

ในส่วน FDI ที่เพิ่มขึ้น คงตอบได้ไม่ยากว่าดีมากกว่าเสีย เพราะ FDI ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานเพิ่มขึ้น ไม่งั้นหลายประเทศทั่วโลกคงไม่แข่งกันให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมิใช่ภาษีเพื่อดึงดูด FDI จริงไหมครับ แต่ในอีกด้านหนึ่งการจะตอบว่า TDI ที่ลดลงดีมากกว่าเสีย ตรงนี้อาจไม่จริงเท่าใดนัก สังเกตได้จาก 3 ปีที่ผ่านมา แม้นักลงทุนไทยจะชะลอการลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลาดังกล่าวที่แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย ล่าสุดปี 2566 กลับหดตัว 3.8% ด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตก็ลดลงแตะ 59% ต่ำสุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล นอกจากนี้ หากมองอีกมุมหนึ่ง ในช่วงที่ TDI เพิ่มขึ้น แม้จะทำให้เงินลงทุนไหลออกไปบางส่วน แต่เม็ดเงินดังกล่าวก็อาจมีส่วนช่วยต่อยอดห่วงโซ่อุปทานและขยายช่องทางการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่าง 10 ปีที่ผ่านมาที่นักลงทุนไทยไปลงทุนใน CLMV เพิ่มขึ้น ก็มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยไป CLMV โตเฉลี่ยเกือบ 5% สูงกว่าการส่งออกรวมที่โต 2%

นอกจากนี้ หากสังเกตบทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็ใช้การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความมั่งคั่งแทบทั้งสิ้น เห็นได้จากตัวเลข Gross National Income (GNI) ของประเทศเหล่านี้ที่รวมรายได้สุทธิจากการลงทุนในต่างประเทศเข้าไป มักจะมากกว่า GDP สะท้อนว่าการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สร้าง Spillover Effect เชิงบวกกลับมาในประเทศต้นทางได้เช่นกัน

ผู้เล่น FDI และจุดหมาย TDI เปลี่ยนไปไหม

หากดูเม็ดเงินลงทุนสะสมของต่างชาติ (FDI Stock) ปี 2566 เทียบกับ 10 ปีก่อนอาจไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก เพราะนักลงทุนต่างชาติ Top 5 ในไทยก็ยังเหมือนเดิม คือ ญี่ปุ่น (สัดส่วนราว 30%) สิงคโปร์ (18%) ยุโรป (15%) ฮ่องกง (8%) และสหรัฐ (6%) แต่หากสังเกตข้อมูล FDI Inflow ที่สะท้อนโมเมนตัมระยะสั้นได้ดีกว่า

จะพบว่าตั้งแต่ปี 2563-2566 FDI Inflow จากจีนกลับแซงหน้าทุกประเทศขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ทำให้ล่าสุดสัดส่วนเงินลงทุนสะสมของจีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5% จากเพียง 1.5% เมื่อ 10 ปีก่อน เบียดสหรัฐ และเริ่มท้าทายญี่ปุ่นที่ครองตลาดการลงทุนในไทยมายาวนาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

ขณะที่ในส่วนจุดหมายปลายทาง TDI แม้อาเซียนจะยังเป็นจุดหมายอันดับ 1 ของนักลงทุนไทยด้วยสัดส่วนกว่า 30% แต่ไส้ในก็เปลี่ยนไปไม่น้อย โดยเฉพาะเวียดนามที่เคยเป็นหมุดหมายอันดับ 5 ในอาเซียนก็ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น

นอกจากนี้ หากมองตลาดอื่น ๆ ที่เหลืออีก 70% จะพบว่านักลงทุนไทยมี Exposure ในประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนไทยในยุโรปที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 7% เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 18% ในปี 2566 ในอุตสาหกรรมและบริการที่หลากหลาย อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า ค้าปลีกค้าส่ง การเงิน อาหาร สวนทางกับ TDI ที่ไปในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งที่ลดลงโดยเฉพาะจีน จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงและผลของสงครามการค้า ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนรวมของโลกไปจีนที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า Movement ของ FDI และ TDI ที่เปลี่ยนไปข้างต้น มีนัยต่อการลงทุนไทยในหลายแง่มุม โดยเฉพาะหากเครื่องยนต์ทั้งสองสามารถเชื่อมโยงและผสานกันได้อย่างสมดุล ก็จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทยก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังครับ

Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินลงทุนโดยตรง “เข้า-ออก” นัยต่อการลงทุนไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...