เงินลงทุนโดยตรง “เข้า-ออก” นัยต่อการลงทุนไทย
คอลัมน์ : Next Normal ผู้เขียน : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
หากพูดถึงเครื่องยนต์ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2567 โตแตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 6 ปี หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “การลงทุน” ซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีการวิเคราะห์ถึงตัวเลขและสาเหตุที่ทำให้การลงทุนในประเทศฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้ากันมาในหลายแง่มุมแล้ว
วันนี้ผมเลยอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุนในมิติที่แตกต่างออกไป ทั้งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) และเงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ (Thai Direct Investment : TDI)
ซึ่ง Movement ของเงินลงทุนทั้งขาเข้าและขาออกดังกล่าว อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ช่วยอธิบายภาพการลงทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ในหลายมิติ ดังนี้
ไทยเป็นฝ่ายรับหรือฝ่ายรุกในเวทีการลงทุนระหว่างประเทศ
หลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่มีการสร้าง Eastern Seaboard ไทยก็เป็นฝ่ายรับเงินลงทุนจากต่างชาติมาโดยตลอด แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ตั้งแต่ปี 2554-2563 ตัวเลขมูลค่า TDI Outflow กลับเพิ่มขึ้นสูงกว่า FDI Inflow ทุกปี
ขณะเดียวกัน Growth เฉลี่ยต่อปีของ TDI ในช่วงดังกล่าวก็สูงถึงราว 48% เทียบกับ FDI ที่ราว 10% ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย อาทิ สังคมผู้สูงอายุ ต้นทุนการผลิตสูง เป็นต้น ผลักดันให้นักลงทุนไทยจำเป็นต้องรุกออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันไทยเองก็ถูกคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย แย่ง FDI ไปไม่น้อย
ซึ่งนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันการลงทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตั้งแต่ปี 2564-2566 ผมเริ่มเห็นการกลับทิศที่ทำให้มูลค่า FDI กลับมาสูงกว่า TDI อีกครั้ง จุดนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่หนุนให้การลงทุนไทยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก็เป็นได้ ทั้งนี้ จากข้อมูล Economist Intelligence Unit (EIU) พบว่า สัดส่วน FDI สุทธิต่อการลงทุนรวมของไทยปี 2564-2566 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 9.3% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากราว 6.7% ในปี 2554-2563
FDI เพิ่ม TDI ลด ดีจริงไหม
ในส่วน FDI ที่เพิ่มขึ้น คงตอบได้ไม่ยากว่าดีมากกว่าเสีย เพราะ FDI ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานเพิ่มขึ้น ไม่งั้นหลายประเทศทั่วโลกคงไม่แข่งกันให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมิใช่ภาษีเพื่อดึงดูด FDI จริงไหมครับ แต่ในอีกด้านหนึ่งการจะตอบว่า TDI ที่ลดลงดีมากกว่าเสีย ตรงนี้อาจไม่จริงเท่าใดนัก สังเกตได้จาก 3 ปีที่ผ่านมา แม้นักลงทุนไทยจะชะลอการลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลาดังกล่าวที่แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย ล่าสุดปี 2566 กลับหดตัว 3.8% ด้วยซ้ำ
เช่นเดียวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตก็ลดลงแตะ 59% ต่ำสุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล นอกจากนี้ หากมองอีกมุมหนึ่ง ในช่วงที่ TDI เพิ่มขึ้น แม้จะทำให้เงินลงทุนไหลออกไปบางส่วน แต่เม็ดเงินดังกล่าวก็อาจมีส่วนช่วยต่อยอดห่วงโซ่อุปทานและขยายช่องทางการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่าง 10 ปีที่ผ่านมาที่นักลงทุนไทยไปลงทุนใน CLMV เพิ่มขึ้น ก็มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยไป CLMV โตเฉลี่ยเกือบ 5% สูงกว่าการส่งออกรวมที่โต 2%
นอกจากนี้ หากสังเกตบทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น ก็ใช้การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความมั่งคั่งแทบทั้งสิ้น เห็นได้จากตัวเลข Gross National Income (GNI) ของประเทศเหล่านี้ที่รวมรายได้สุทธิจากการลงทุนในต่างประเทศเข้าไป มักจะมากกว่า GDP สะท้อนว่าการลงทุนในต่างประเทศจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สร้าง Spillover Effect เชิงบวกกลับมาในประเทศต้นทางได้เช่นกัน
ผู้เล่น FDI และจุดหมาย TDI เปลี่ยนไปไหม
หากดูเม็ดเงินลงทุนสะสมของต่างชาติ (FDI Stock) ปี 2566 เทียบกับ 10 ปีก่อนอาจไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากนัก เพราะนักลงทุนต่างชาติ Top 5 ในไทยก็ยังเหมือนเดิม คือ ญี่ปุ่น (สัดส่วนราว 30%) สิงคโปร์ (18%) ยุโรป (15%) ฮ่องกง (8%) และสหรัฐ (6%) แต่หากสังเกตข้อมูล FDI Inflow ที่สะท้อนโมเมนตัมระยะสั้นได้ดีกว่า
จะพบว่าตั้งแต่ปี 2563-2566 FDI Inflow จากจีนกลับแซงหน้าทุกประเทศขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ทำให้ล่าสุดสัดส่วนเงินลงทุนสะสมของจีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5% จากเพียง 1.5% เมื่อ 10 ปีก่อน เบียดสหรัฐ และเริ่มท้าทายญี่ปุ่นที่ครองตลาดการลงทุนในไทยมายาวนาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์
ขณะที่ในส่วนจุดหมายปลายทาง TDI แม้อาเซียนจะยังเป็นจุดหมายอันดับ 1 ของนักลงทุนไทยด้วยสัดส่วนกว่า 30% แต่ไส้ในก็เปลี่ยนไปไม่น้อย โดยเฉพาะเวียดนามที่เคยเป็นหมุดหมายอันดับ 5 ในอาเซียนก็ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น
นอกจากนี้ หากมองตลาดอื่น ๆ ที่เหลืออีก 70% จะพบว่านักลงทุนไทยมี Exposure ในประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนไทยในยุโรปที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 7% เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 18% ในปี 2566 ในอุตสาหกรรมและบริการที่หลากหลาย อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า ค้าปลีกค้าส่ง การเงิน อาหาร สวนทางกับ TDI ที่ไปในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งที่ลดลงโดยเฉพาะจีน จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงและผลของสงครามการค้า ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนรวมของโลกไปจีนที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
จะเห็นได้ว่า Movement ของ FDI และ TDI ที่เปลี่ยนไปข้างต้น มีนัยต่อการลงทุนไทยในหลายแง่มุม โดยเฉพาะหากเครื่องยนต์ทั้งสองสามารถเชื่อมโยงและผสานกันได้อย่างสมดุล ก็จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทยก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังครับ
Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK
- จิตวิทยาการลงทุน 5 เรื่อง ที่ควรรู้ ก่อนลงสนามเทรดจริง
- กูรูแนะ 8 วิธีลงทุน สำหรับวัยกลางคน ก่อนเกษียณในอนาคต
- เปิดเหตุผล FDI ไหลเข้าอาเซียน พุ่ง 4.6% แต่เข้าไทย หดตัว 31.5% กลายเป็นอันดับ 5
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินลงทุนโดยตรง “เข้า-ออก” นัยต่อการลงทุนไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net