สายลับทะลุมิติ ไปเป็น คู่หมั้นท่านแม่ทัพจอมโหด
ข้อมูลเบื้องต้น
จากสายลับยุคเทคโนโลยีทะลุมิติมายุคโบราณ
ในร่างของคุณหนูตระกูลใหญ่เสียเปล่าแต่บิดากลับลำเอียง
ไหนจะมีอดีตอันเต็มไปด้วยความลับกำลังเริ่มเปิดเผยเมื่อนางโตขึ้น
ไหนจะร่างกายตัวเองที่ยิ่งโตยิ่งไม่เหมือนคนทั่วไป
แล้วยังมีคู่หมั้นหน้าโหดเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่อีกด้วย
ไหนชีวิตที่สองอันแสนสงบสุขของนาง!!
เปิดเรื่องเอาไว้ก่อนฝากติดตามด้วยนะคะเรื่องนี้มาอัพหลังจบเรื่อง ทะลุมิติไปเป็นคุณหนูพิษไร้ค่า นะคะ
น่าจะปลายๆเดือนกุมภาพันธ์ค่า
เรื่องนี้มีอีบุ๊คในเมพให้อ่านรวดเดียวจนจบแล้วนะคะ
….กำลังจัดโปรลดราคาอยู่ด้วยน้า….
คลิกซื้ออีบุ๊คตรงนี้
บทนำ
บทนำ
ที่นี่ที่ไหน?
หลิวซื่อเฟิงจำได้ว่าตนเองกำลังปฏิบัติหน้าที่สืบข่าวจากองค์กรคู่แข่ง
ภารกิจที่ได้รับมอบหมายคือสืบว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังคิดค้นเทคโนโลยีในการผลิตอาวุธสงครามไปถึงไหนแล้ว ขณะกำลังลอบเข้าไปในห้องเก็บเอกสารสำคัญตามข้อมูลที่สายลับฝ่ายสื่อสารบอกรายละเอียดในหูฟัง ทว่าพอเปิดประตูห้องไปเท่านั้นแหละ….
ราวกับโลกรอบตัวดับวูบ
ไฟดับสนิท
หญิงสาวสติหลุดหายไปในความมืดมิดนั้น ฟื้นคืนสติรู้สึกตัวอีกทีก็เวลานี้เลย
เปลือกตาบางขยับเนื่องจากลูกตาเจ้าของร่างกลิ้งเคลื่อนไหวอันเป็นสัญญาณบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของร่างกำลังตื่นจากอาการสลบไหลมิได้สติ
หากแต่นางมิสามารถยกเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งนี้ได้ราวกับมันมีหินก้อนมหึมาถ่วงรั้งดึงปิดเอาไว้
เช่นเดียวกับร่างกาย นางรู้สึกปวดระบมไปทั่วทั้งร่าง ความรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้มิต้องตรวจสอบดูก็รู้ว่าร่างกายนางผ่านการโดนทำร้ายมาอย่างหนัก
หลิวซื่อเฟิงไม่มีแรงขยับตัว หญิงสาวจึงยังคงนอนอยู่นิ่งแม้ได้สติแล้วก็ตาม
เสียงบทสนทนาในบริบทมิคุ้นเคยดังขึ้นไม่ไกล ทำให้สตรีผู้ประกอบอาชีพสายลับมาหลายปีนี้เลือกที่จะแสร้งทำเป็นยังมิได้สติเช่นเดิมเพื่อความปลอดภัยของตน
“ข้าตรวจสอบร่างพวกนางโดยถี่ถ้วนเรียบร้อยแล้วขอรับ….พวกนางถูกคนของเราสังหารจนสิ้นลมหายใจทั้งคู่แล้วอย่างแน่นอน”
“ดียิ่ง เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าต้องจัดการศพของพวกนางอย่างไร”
“ทราบขอรับ ท่านผู้นั้นบอกให้สร้างหลักฐานแสร้งว่ารถม้าของพวกนางโดนโจรภูเขาปล้นทรัพย์จากนั้นสังหารปิดปากทั้งหมดคันก่อนที่จะทำลายหลักฐานทั้งหมดโดยการจุดไฟเผาร่างจนสิ้นขอรับ ข้าน้อยจะให้ลูกน้องไปทำตามคำสั่งเดี๋ยวนี้”
“รีบทำรีบแยกย้าย ข้าจะเดินทางล่วงหน้าไปรายงานท่านผู้นั้นว่างานสำเร็จลุล่วงแล้ว”
“ขอรับหัวหน้า”
“..!!..”
มากกว่าความประหลาดใจจากภาษาที่ดูโบราณฟังเข้าใจยากเพราะไม่คุ้นคำศัพท์แล้ว คือประโยคที่บุรุษพวกนั้นสนทนากัน
จุดไฟเผาทำลายหลักฐาน!
หลิวซื่อเฟิงฝืนความเจ็บปวดลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อรับรู้ว่าตนเองกำลังจะถูกเผาทั้งเป็น
สายลับสาวกำลังอยู่ในสถานที่คล้ายกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ทว่าพอสมองประมวลสิ่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อสักครู่นางจึงสรุปได้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องโดยสารรถม้ามิใช่กล่องไม้อย่างที่คิด
ยุคที่ใช้รถม้าโดยสารอย่างนั้นหรือ
ทั้งภาษา เสื้อผ้าที่นางและสตรีวัยกลางคนที่นอนข้างกันสวมใส่ สิ่งแวดล้อมโดยรอบนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าหลิวซื่อเฟิงมาอยู่ในสถานที่ยุคโบราณ ล้าหลังไปจากยุคสมัยก่อนที่หลิวซื่อเฟิงสลบ
ไม่มีเวลามากพอในการหาคำตอบกับข้อสงสัยที่มันผุดขึ้นมาในหัว
สตรีข้างกายนางไร้ลมหายใจแล้วอย่างที่พวกมันกล่าวถึง
ดังนั้นหลิวซื่อเฟิงที่ได้กลิ่นไหม้จากการเผารถม้านี้ของพวกมันข้างนอกกวาดสายตารอบตัว แอบเปิดม่านลอบดูพวกมันข้างนอกก่อนหาจังหวะฝืนความเจ็บปวดของตัวเองกระโดดหนีออกทางหน้าต่าง กลิ้งตัวบนพื้นหญ้าเข้าไปหลบหลังหินก้อนใหญ่หนึ่ง
หลิวซื่อเฟิงรู้สึกไม่คุ้นร่างกายตนเอง คาดคะเนนางในการเคลื่อนไหวไม่ถนัดเลยสักนิด
ร่างกายนางแปลกไปอย่างไรยังมิสามารถหาคำตอบได้ในเวลานี้ หลังจากหลิวซื่อเฟิงหนีออกมาหลบเฝ้ามองพวกมันเผาทำลายหลักฐานเงียบๆ ไม่นานพวกมันก็จากไปพร้อมกับกองเพลิงมอดไหม้ที่กำลังลุกโหม
เวลาผ่านไปเพียงอึดใจเสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่สวมใส่เครื่องแบบเหมือนพวกทหารยุคโบราณก็กรูกันเข้ามา
“นั่น รถม้าของฮูหยินใหญ่ขอรับท่านแม่ทัพหลิว มะ มันกำลังโดนเผา ละ แล้วฮูหยินหลิวกับคุณหนูใหญ่เล่าหายไปที่ใดกัน”
“พวกเจ้าเข้าไปดับไฟและตรวจสอบเดี๋ยวนี้!”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
“ตรงนี้เหมือนมีคนซ่อนตัวอยู่ขอรับ”
หลิวซื่อเฟิงที่กำลังเฝ้ามองกลุ่มผู้มาใหม่เงียบเชียบจู่ๆ ก็โดนค้นพบโดยทหารที่มาจากข้างหลังนางโดยไม่รู้ตัว นางหันไปหมายออกตัววิ่งหนีทว่าดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เมื่อร่างของนางถูกยกขึ้นจนตัวลอยหวือตามตัวผู้ยกอย่างง่ายดาย
“ท่านแม่ทัพหลิวขอรับ คะ คุณหนู คุณหนูยังมีชีวิตอยู่ตรงนี้ขอรับ”
“..!!..”
นายทหารผู้ค้นพบนางพูดด้วยน้ำเสียงตื้นตันดีใจผิดกับนางที่โดนยกนั้นมีเสมือนมีเครื่องหมายคำถามตัวโตอยู่บนหน้า
ใครคือคุณหนู?
แล้วทำไมนางจึงถูกยกตัวชูขึ้นได้อย่างง่ายดายราวกับร่างกายเป็นเด็กน้อยเช่นนี้!
“ปล่อยนะ ปล่อย!”
“คุณหนูนี่ข้าน้อยอย่างไรเล่าขอรับ ข้าน้อยจะพาคุณหนูไปหาบิดาท่าน”
“ไม่ ปล่อยฉันนะ!”
ปล่อยนะ….
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีอันมืดครึ้ม เวลานี้มีสายฝนสาดเทลงมาไม่ขาดสาย ละอองฝนเย็นยะเยือกช่างทำให้บรรยากาศวันนี้ดูอึกครึ้มมืดมนส่งเสริมให้ภายในตำหนักอันแสนเงียบเหงาแห่งนี้ยิ่งเงียบงันเข้าไปใหญ่หากมินับรวมเสียงสายฝนสาดเทบนพื้น
ในตำหนักอันกว้างใหญ่ภายในรั้ววังหลวง หลิวซื่อเฟิง สตรีผู้เป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพอาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ทว่าหลังจากกำพร้ามารดานางก็ได้รับการเชิญเข้าวังมาเป็นนางกำนัลชั้นสูงคอยอยู่ดูแลพี่สาวของมารดาอย่างฮองเฮาตั้งแต่อายุหกหนาวจวบจนเวลานี้นางอายุย่างเข้าวัยสิบหกหนาวแล้ว เท้าสองคู่น้อยๆ นี้ยังมิเคยก้าวเท้าออกนอกรั้ววังหลวงเลยสักครั้ง
หลิวซื่อเฟิงนอนพลิกตัวซ้ายทีขวาทีทั้งๆ ที่หลับลึกอยู่ในนิทราอย่างกับคนกำลังเผชิญหน้ากับฝันร้าย
“ปล่อย บอกให้ปล่อย!”
เปรี้ยง!!!
เสียงอสุนีผ่าลั่นฟ้าปลุกให้เจ้าของร่างบางที่กำลังดำดิ่งอยู่ในฝันร้ายสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาจากนิทรา
“แฮ่กๆ”
“นี่ข้าฝันเรื่องในอดีตอีกแล้วหรือเนี่ย”
บนใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อทั้งๆ ที่อากาศรอบกายหนาวเย็นเพราะฝนตกหนัก
หลิวซื่อเฟิงฝันถึงเหตุการณ์การตายของตนเองในชาติก่อนแล้วเข้ามาเกิดใหม่ในร่างของเด็กวัยหกหนาวผู้หนึ่งที่วิญญาณออกจากร่างไปพร้อมกับมารดาของตนเรียบร้อยแล้วเหลือแต่กายหยาบเอาไว้ให้นางซึ่งเป็นสายลับในยุคสองพันปีล่วงหน้าใช้
หลิวซื่อเฟิงคือนามเดิมของนางและคือนามเดียวกันกับเจ้าของร่างนี้ด้วย…ช่างบังเอิญเสียจริง
หากแต่อดีตสายลับไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญไร้สาระอันใดนี่ เช่นเดียวกันกับความฝันฝังใจในวัยที่ฝันมาแทบทุกคืนราวกับกำลังมีใครบางคนเปิดม้วนหนังฉากเดิมซ้ำๆ ย้ำให้หลิวซื่อเฟิงทนไม่ไหวจนต้องออกล่าตามหาความจริง
“เจ้าอยากให้ข้าตามหาตัวคนร้ายรึ”
หญิงสาวบ่นพึมพำกับสิ่งที่มองไม่เห็นราวกับต้องการฝากคำถามลอยไปในอากาศ ลอยไม่ยังใครก็ตามที่ต้องการนางฝันเรื่องเดิมซ้ำกันเช่นนี้
“ขนาดบิดาเจ้ายังไม่เหลียวแลเลย ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
หลิวซื่อเฟิงเป็นคนตรงไปตรงมา แม้กระทั่งกับวิญญาณอันมองมิเห็นนางก็มิเว้น
หญิงสาวยังจำได้ดีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของนางในชีวิตใหม่นี้
หลังจากเหตุการณ์ในความฝันนั้นใช่ว่าหลิวซื่อเฟิงจะมิพยายามบอกความจริงว่าสิ่งที่นางและมารดาเจอมิใช่อุบัติเหตุที่จู่ๆ ขณะเดินทางกลับมาจากการไปไหว้พระบนเขาขบวนของพวกนางก็ถูกโจรป่าดักปล้นชิงทรัพย์แล้วฆ่าทิ้งตามหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเหล่านั้น
หากแต่ไม่มีใครเชื่อต่างหาก
โดยเฉพาะบุรุษที่เป็นถึงหนึ่งในทัพใหญ่แห่งแคว้นยังมิเชื่อคำกล่าวของบุตรีวัยหกหนาวผู้นี้เลยสักนิด
ไม่คิดสืบสาวเอาความต่อ ไม่คิดเอะใจเลยสักนิด
พวกเขาทำเพียงจัดงานศพให้ร่างไร้วิญญาณของมารดาผู้โชคร้ายอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ หลังจากนั้นข่าวการตายก็เงียบหายไปลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผันผ่าน
เช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างนางและเขาผู้นั้นก็จืดจางลงเรื่อยๆ หลังจากหลิวซื่อเฟิงถูกพี่สาวของมารดาหรือฮองเฮาองค์ปัจจุบันรับตัวเข้ามาดูแลอยู่ในวังหลวง
“เอาเป็นว่าหากข้ามีโอกาสจะหาทางคืนความเป็นธรรมแก่เจ้าและมารดาก็แล้วกัน หลังจากนี้มิต้องมาเข้าฝันข้าอันใดอีกทั้งนั้นนะ ข้าอยากนอนหลับแบบสนิทสักที”
นางจะคิดว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้กับวิญญาณอดีตเจ้าของร่างนี้ให้หมดห่วงไปสู่สุขติสักทีก็แล้วกัน
ผีที่ไหนไม่รู้หรอก แต่หากคิดจะมาก่อกวนกันล่ะก็ หลิวซื่อเฟิงคนนี้จะไล่ตะเพิดไปให้อายผีด้วยกันเองทีเดียว
มาเกริ่นเรื่องใหม่เท่านี้ก่อนนะคะ ฝากติดตามด้วยน้า
ปฏิบัติการหนีท่านหมอ
หนึ่ง
ปฏิบัติการหนีท่านหมอ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ยามนี้น่าจะประมาณต้นยามเหม่า[1] หลิวซื่อเฟิงที่ยังมิได้ทานมื้อเช้าเพราะต้องรีบตื่นขึ้นมาทำสิ่งคั่งค้างตั้งแต่เมื่อวานให้เสร็จก่อนถึงเวลาไปปรนนิบัติรับใช้ฮองเฮาตามปกติ
เวลานี้หลิวซื่อเฟิงกำลัง….
….นั่งประกอบชิ้นส่วนอะไรบางสิ่งอย่างตั้งใจ
เบื้องหน้าหญิงสาวคือสิ่งประดิษฐ์อาจหน้าตาประหลาดในความคิดของคนยุคสมัยโบราณนี้ทว่าหากเป็นในยุคสมัยของนางเมื่อชาติที่แล้วล่ะก็คงคิดว่ามันหน้าตาคล้ายกับ….
ปืน….มิใช่ปืนธรรมดาเสียด้วย
“กำลังประดิษฐ์สิ่งใดหรือเจ้าคะคุณหนู”
สาวใช้ประจำตัวที่ติดตามเข้ามาพำนักในวังกับหลิวซื่อเฟิงด้วยนามว่า เจียอิง ย่อตัวลงมานั่งให้เท่ากับเจ้านายของตนที่นั่งสบายอารมณ์อยู่บนพื้นหญ้าประกอบบรรดาเศษเหล็กทั้งหลาย เดี๋ยวประกอบชิ้นนั้นเข้าด้วยกัน ถอดชิ้นนี้ออกอยู่หลายทีก็ยังมิเป็นผลสักที
นางถามด้วยความสงสัยจากใจจริงด้วยเพราะต้องการช่วยเหลือหากคุณหนูของตนต้องการ เผื่อสามารถช่วยคลายคิ้วที่ขมวดปมของเจ้านายสาวได้
“ปืน”
“หืม? ปะ ปืน มิใช่ว่าคุณหนูทำอาวุธชนิดนี้สำเร็จและมอบให้องค์ฮ่องเต้ไปแล้วหรือเจ้าคะ ยะ….”
“ปืนฉบับพัฒนาสิ ข้ากำลังจะทำปืนกลเผื่อเอาไว้ให้ท่านลุงนำไปมอบให้กองทัพทำสงครามอย่างไรเล่า”
“หืม คุณหนูของบ่าวช่างเก่งกาจเหนือผู้ใดจริงๆเจ้าค่ะ”
เจียอิงมองเจ้านายสาวของตนเองด้วยความเลื่อมใส ตั้งแต่นางติดตามเจ้านายตนเองตั้งแต่วัยเยาว์ เฝ้ารับใช้และเฝ้าดูทุกการเติบโตของเจ้านายตัวน้อยของตนเองมาโดยตลอด ไม่มีช่วงเวลาไหนที่นางไม่รู้สึกภาคภูมิใจเลยสักครั้ง
ตั้งแต่เข้าวังมานอกจากเรียนรู้มารยาทและวิชาสตรีชั้นสูงจากฮองเฮาแล้ว สิบปีที่ผ่านคุณหนูตัวน้อยของนางก็มักเข้าไปสนทนากับฮ่องเต้อย่างออกรสออกชาติมาโดยตลอด
อายุสิบหนาวประดิษฐ์อุปกรณ์ออกกำลังกายให้พระองค์ทรงใช้
อายุสิบเอ็ดหนาวริเริ่มวาดแบบร่างเสนอความคิดในการประดัษฐ์อาวุธสงครามที่คุณหนูตั้งชื่อมันว่า ‘ปืน’
อานุภาพของมัน ประโยชน์ของมันเป็นอย่างไรมิรู้แต่บ่าวสนิทอย่างนางรู้ว่าหลังจากนั้นฮ่องเต้ก็มักเรียกหาคุณหนูของตนเข้าพบในห้องทรงอักษรอยู่วันละนานสองนาน
คุณน้อยของตนออกมาจากห้องทีก็ดวงตาเปล่งประกาย เข้าไปเก็บตัวขีดเขียนอยู่ในห้องตนเองที ออกมาเข้าพบฮ่องเต้เป็นแบบนี้แรมปีจนกระทั่งคุณหนูวัยสิบสองหนาวจึงได้ทำงานร่วมกับช่างตีเหล็กฝีมือฉกาจของแคว้นที่ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้มาทำงานรับใช้คุณหนู
หลังจากนั้นอาวุธ ‘ปืน’ ที่คุณหนูออกแบบก็สำเร็จถูกนำไปทดลองใช้พอได้ผลก็นำไปผลิตเพิ่มจำนวนมากเพื่อเอาไปใช้ในกองทัพจริง
ทั้งหมดทั้งมวลใช้เวลาหลายปีจนบัดนี้คุณหนูของนางอายุสิบหกหนาววันๆ หากมิต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮาก็มักเก็บตัวอยู่ที่ ‘ลานประดิษฐ์ของวิเศษ’ สถานที่ฮองเต้พระราชทานเป็นรางวัลให้คุณหนูคนเก่งของนางตั้งแต่ประดิษฐ์อาวุธ ‘ปืน’ สำเร็จ
“ปืนกล หน้าตาไยมิเหมือนกับปืนอันก่อนเลยเล่าเจ้าคะคุณหนู”
“อันก่อนหน้าที่ข้าทำเรียกชื่อเต็มว่าปืนลูกโม่ เป็นอาวุธระยะไกลเหมือนกันแต่อานุภาพของมันแตกต่างกันมาก….เฮ้อ….” หลิวซื่อเฟิงวางชิ้นส่วนต่างๆ ในมือลงบนพื้นอย่างหมดแรง “แต่ทำยากชะมัด ซับซ้อนเกินไปจริงๆ สงสัยข้าจะต้องออกแบบใหม่อีกรอบแล้วล่ะ”
หญิงสาวทิ้งตัวนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นหญ้าพลางบิดตัวคลายความเมื่อยล้า
ชาติที่แล้วนางเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาลัยชื่อดังระดับหนึ่งของโลกแม้เรียนจบมาจะมิได้ทำงานตรงสายเพราะถูกชักชวนลับๆ จากองค์กรระดับชาติของประเทศจีนให้มาทำงานที่องค์กรสายลับของประเทศเสียก่อนก็ตามที
พวกความรู้เรื่องการออกแบบสมัยนั้นเทคโนโลยีเฟื่องฟู การประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่นั้นจึงมิใช่เรื่องยาก แค่วาดแบบใส่ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็สามารถผลิตชิ้นส่วนประกอบปืนออกมาได้แล้ว
ช่างแตกต่างจากสมัยนี้ยิ่งนัก กว่านางจะวาดภาพ คำนวณขนาดและสื่อความให้ช่างเข้าใจตรงกันก็ใช้เวลานานร่วมปี นี่ยังมินับรวมการทำให้ท่านลุง หรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยอมให้ความร่วมมือนั้นยิ่งมิต้องพูดถึง
กว่า ‘ปืนลูกโม่’ ของนางจะเสร็จสิ้นทุกกระบวนการจนผลิดออกมาจำนวนมากได้นั้นทำเอาหลิวซื่อเฟิงหมกมุ่นอยู่กับมันเกือบห้าปี ไม่ได้คิดย่างเท้าออกจากวังหลวงเลยสักครั้ง
“แล้วนี่เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดงั้นหรือ นี่ก็ยังมิถึงเวลาเข้าเฝ้าฮองเฮานี่นา”
หลิวซื่อเฟิงแหงนหน้ามองสาวใช้ผู้เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงไปในตัว
“บ่าวจะมาเตือนคุณหนูว่าเย็นนี้คุณหนูอย่าลืมเตรียมตัวนะเจ้าคะ เพราะว่าเย็นนี้ที่วังหลวงมีจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะจากสงครามทางตอนใต้เจ้าค่ะ….ฮองเฮาทรงกำชับมาว่าคุณหนูต้องเข้าร่วม ห้ามป่วยหรือคิดข้ออ้างหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด”
“ย้ำขนาดนี้แสดงว่าท่านพ่อข้าถูกเชิญมาร่วมงานด้วยใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ หนนี้คุณหนูต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงในฐานะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลิวเจ้าค่ะ บ่าวเตรียมชุดและเครื่องประดับเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”
“เฮ้อ….” หลิวซื่อเฟิงลุกขึ้นมานั่งดีดีพลางถอนหายใจราวกับเรื่องการเข้าร่วมงานเลี้ยงนั้นใช้กำลังแรงกายมากกว่าเรื่องลงสนามประดิษฐ์ของขนาดใหญ่ตรงหน้าตัวเอง “นี่ข้าต้องนั่งปั้นหน้าเป็นตุ๊กตาให้ตาเฒ่า….เอ้อบิดาข้าอีกแล้วหรือนี่”
“โถ่คุณหนู มิคิดถึงนายท่านบ้างหรือเจ้าคะ”
“….”
ไม่คิดถึงเลยสักนิด
หลิวซื่อเฟิงมาอยู่ในร่างนี้ตั้งแต่วัยเยาว์ก็จริงทว่าชายชราผู้เป็นบิดาผู้นั้นของร่างนี้มิเคยแสดงความรักต่อนางในฐานะบิดาเลยสักครั้ง
เส้นความสัมพันธ์อันน้อยนิดขาดสะบั้นลงเมื่อชายชราผู้นั้นเลือกเชื่อคำพูดของเจ้าหน้าที่มากกว่าคำพูดของลูกสาวตัวเอง
“นอกจากนี้ยังมีเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะคุณหนู”
“หืม เรื่องอันใดอีก”
“นี่อย่าบอกนะเจ้าคะว่าคุณหนูลืมเวลานัด”
“เวลานัด?”
“เจ้าค่ะ ก็วันนี้เป็นวันที่ท่านหมอหลวงอู๋ติ้งเกานัดหมายตรวจร่างกายคุณหนูตามพระราชโองการของฮ่องเต้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ป่านนี้ท่านหมอหลวงรออยู่ที่ตำหนักคุณหนูแล้วกระมังจะ….อ้าวคุณหนู นั่นจะไปไหนเจ้าคะ”
เป็นอันรู้ดีว่าร่างกายของหลิวซื่อเฟิงร่างนี้ไม่ค่อยแข็งแรงเจ็บป่วยง่ายตั้งแต่เด็กดังนั้นด้วยความเป็นอย่างห่วงอย่างสุดซึ้งขององค์ฮ่องเต้จึงมอบหมอหลวงหนุ่มคนเก่งไว้ให้เป็นหมอประจำกายที่ต้องมาตรวจร่างกายเป็นประจำทุกสัปดาห์นั่นเอง
ทุกสัปดาห์!!!
นั่นคือสิ่งที่หลิวซื่อเฟิงมิใคร่ชื่นชอบเวลานี้เลยสักนิด เพราะทุกครั้งที่ท่านหมอหนุ่มนั่นมาตรวจนาง เขาจะบังคับให้นางดื่มยาสมุนไพรรสขม กลิ่นเหม็นหนึ่งชามใหญ่ตลอด
ตั้งแต่ต้นปีนางมิล้มป่วยแล้ว บอกว่าร่างกายนางแข็งแรง ไม่ป่วยไข้ง่ายๆ แล้วเท่าไหร่หมอหนุ่มคนนั้นก็มิฟังนาง
ดังนั้นสิ่งที่นางทำได้จึงเป็นเพียงหลบหนีการตรวจสุขภาพประจำสัปดาห์เท่าที่สามารถหนีได้
“ข้าไม่อยู่ ฝากเจ้ารับหน้าท่านหมอหลวงแทนข้าด้วยนะ พี่เจียอิงแสนดี”
“อะ อ้าว คุณหนู คุณหนู….”
ร่างบางในชุดเครื่องแบบนางกำนัลชั้นสูงลุกขึ้นจากพื้นหญ้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนใช้กำไลตะขอเกี่ยวสิ่งประดิษฐ์ชิ้นล่าสุดของตนเองตวัดเกี่ยวส่วนยื่นออกมาของหลังคาเพื่อใช้ดึงตัวเองเคลื่อนไหวต้านแรงโน้มถ่วงไปบนหลังคาตำหนักนู้นทีนี้ทีอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวร่างเพรียวบางคล่องแคล่วก็หายลับไปจากสายตาสาวใช้ผู้น่าสงสารเสียแล้ว
“คะ คุณหนูของบ่าวสร้างเรื่องอีกแล้ว….”
ทางด้านหลิวซื่อเฟิงเมื่อสามารถขึ้นมาบนหลังคาได้โดยใช้ร่างกายที่ไร้กำลังภายในนี้ อย่างอื่นก็ง่ายแล้วสำหรับสตรีที่หมั่นฝึกฝนร่างกายนี้แม้อ่อนแอจนมิสามารถฝึกฝนกำลังภายในได้แต่นางก็พยายามฝึกวิชาการต่อสู้ที่ตนเองเคยทำได้ในชาติที่แล้วมาจนคล่องแคล่ว
ดังนั้นการเคลื่อนไหวบนหลังคา กระโดดข้ามระหว่างตำหนักแต่ละตำหนักในขณะที่คอยหลบมิให้คนเบื้องล่างเห็นนั้นจึงไม่ยากเลย
หากแต่ใครจะไปรู้เล่าว่าการหนีมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ในวันนี้จะโดนหมอหลวงหนุ่มรู้ทันจึงมาดักรอแถวเขตรอยต่อระหว่างเขตวังในและเขตไปวังนอก
“เฮ้ย! ท่านหมอมาได้อย่างไรเนี่ย”
หลิวซื่อเฟิงกำลังกระโดดลงไปเบื้องล่างเป็นอันต้องเบิกตาโตตกตะลึงก่อนเมื่อเห็นบุรุษในเครื่องแบบสีขาวสุภาพ ใบหน้าหน้าหล่อเหลานั้นยิ้มกว้างรอต้อนรับนางที่ยืนอยู่ข้างบน
“ข้ารู้จักหลานรักของฮองเต้เช่นคุณหนูมาตั้งกี่ปี หากมิปรับตัวป่านนี้ข้าคงโดนไล่ออกจากหน้าที่แล้วล่ะ….คุณหนูหลิวนี่ดื้อมิเคยเปลี่ยนนะขอรับ”
“ขะ ข้า ข้ามิได้ตั้งใจหลบหน้าท่านหมอนะเจ้าคะ เพียงแต่…นั่น นางกำนัลคนนั้นเป็นอะไรน่ะ”
“หลอกข้ามิได้หรอกคุณหนูใหญ่หลิว”
“ชิ!”
“ลงมาเถอะ คุณหนูร่างกายมิแข็งแรงขึ้นไปอยู่บนนั้นนานๆ เดี๋ยวจะป่วยไข้เอาได้”
“….”
“คุณหนู….หลิวซื่อเฟิงจะลงมาดีดีหรือให้ข้าขึ้นไปอุ้มเจ้าลงมา”
“….”
ให้ตายนางก็มิยอมไปกับเขาหรอก ดวงตาของหญิงสาวกวาดหาทางรอดอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เห็นว่าบุรุษเบื้องล่างทำท่าจะกระโดดขึ้นมาจับตัวนางด้วยตนเองจังหวะนั้น หลิวซื่อเฟิงก็มิคิดอันใดให้มากความอีกต่อไป นางเลือกหันหลังกลับและกระโดดหนีไปยังฝั่งตรงข้าม
ตุ้บ!
“โอ๊ย!”
“เฮ้ย!”
“ท่านแม่ทัพหยาง!”
โชคร้ายสุดๆ คือบริเวณพื้นที่หลิวซื่อเฟิงกระโดดลงมาดันมีคนคู่หนึ่งเดินผ่านมาพอดี
และใช่….ร่างบางกระโดดลงมาทับเบาะรองมีชีวิตนั้นพอดี
ร่างนางทับลงไปบนอกแกร่งเต็มๆ ศีรษะน้อยโขกลงบนกล้มเนื้อแน่นจนเจ็บระบม
พอนางตั้งสติได้จึงเงยหน้าดูว่าตนเองทับสิ่งใดอยู่ไยจึงแข็งอันใดเช่นนี้
คนบ้าที่ไหน เนื้อตัวมิมีไขมันบ้างเลยหรืออย่างไรกัน
เมื่อกี้เห็นแวบๆ ว่าตกทับคนไยจึงได้เจ็บมิต่างอันใดกับตกลงไปบนพื้นกัน
มือน้อยยกขึ้นมาลูบหัวที่น่าจะปูดโนขณะเงยมองหน้าบุรุษที่นางนอนทับอยู่
“….” บุรุษผู้โชคร้าย
“….” หลิวซื่อเฟิง
บุรุษใต้ร่างบางสวมใส่ชุดดำทมิฬทั้งชุดให้ความรู้สึกน่าเกรงขามมิน่าเข้าใกล้ผนวกกับใบหน้างดงามคมคายแต่ระหว่างคิ้วกำลังขมวดเข้าหากัน ดวงตาสีดำสนิทประกายเย็นชาจนหนาวเหน็บไปถึงกระดูกนั้นยิ่งทำให้คนมองไม่อยากเข้าใกล้
“จะลุกขึ้นไปได้หรือยัง”
รังสีแห่งอำนาจอันหายากแผ่ออกมาจากร่างของคนพูด
หลิวซื่อเฟิงเผลอตัวสั่นด้วยความกลัวก่อนรีบดันตัวเองลุกขึ้นจากร่างใหญ่ นางยืนปัดเนื้อปัดตัวขณะถอยหลังออกมาให้ห่างจากบุรุษหน้าดุดันเบื้องหน้า
“ใครอยากเข้าใกล้กันเล่า”
หญิงสาวบ่นพึมพำให้ได้ยินแค่ตัวเอง
“เจ้ากล่าวว่าอย่างไรนะ” สายตาคนหูดีวาววับราวกับมีประกายไฟ
“อะ เอ่อ ท่านแม่ทัพขอรับ อย่ามีเรื่องเลยขอรับ”
บุรุษอีกคนที่ยืนห่างออกไป บนหน้าผากมีเหงื่อกาฬแตกพลั่กจนไหลรินเป็นทาง เดินเข้ามาขวางข้างหน้าหัวหน้าตนเองราวกับกลัวว่าเขาจะกระโดดมากัดคอนางอย่างนั้น
“คุณหนูใหญ่หลิว เจ้ามิได้ตกลงไปใช่หรือไม่….เป็นอย่างไรบ้าง”
เสียงของท่านหมอหลวงจากอีกฝั่งหนึ่งของเรือนที่นางหนีมาดังขึ้นเรียกความสนใจของหลิวซื่อเฟิงทำให้นึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับใครทั้งนั้น
“ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าต้องไปแล้ว”
ไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยตอบรับคำขอโทษดีร่างบางก็ผุดลุกขึ้นวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
“….”
“….”
ความเงียบเข้าครอบคลุมทั่วบริเวณอีกหนจนหนึ่งในบุรุษที่ยืนมองร่างบางวิ่งหายไปจากสายตาเอ่ยทำลายความเงียบน่าอึดอัดนี้
“เอ่อ ท่านแม่ทัพหยางจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เลยหรือไม่ขอรับ”
“นางคือผู้ใด นางกำนัลของวังรึ”
“เหมือนจะเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลท่านแม่ทัพอาวุโสหลิวอีม่านขอรับ ข้าน้อยได้ยินมาว่านางถูกอุปการะโดยฮองเฮาให้เข้ามาเรียนรู้วิชาต่างๆในวังตั้งแต่มารดาคุณหนูใหญ่เสียชีวิตลงด้วยฝีมือกองโจรป่าขอรับ นางเข้ามาเป็นกำนัลชั้นสูงในพระตำหนักคุนหนิงกงก็จริงทว่าเห็นเขาลือกันว่านางเปรียบเสมือนเป็นพระราชนัดดาคนโปรดของทั้งฮองเฮาและฮ่องเต้คนหนึ่งที่ทั้งสองพระองค์ใส่ใจและตามใจหนักมากขอรับ ข้าน้อยจึงเอ่ยเตือนมิอยากให้ท่านแม่ทัพทำอันใดนาง”
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนชื่นชอบทำร้ายสตรีอย่างนั้นรึ…เฟยหลง”
“มิใช่เช่นนั้นสิขอรับเพียงแต่…”
ลูกน้องเช่นเขารู้ดีว่าหัวหน้าของตนเองผู้นี้มิใช่คนที่ไม่ให้เกียรติสตรีทว่าด้วยความที่ท่านแม่ทัพนายของตนคลุกคลีอยู่กับสนามรบมาตั้งแต่เล็กดังนั้นจึงมีนิสัยป่าเถื่อนรุนแรง ความอ่อนโยนนั้นคืออันใดมิรู้ว่าหัวหน้าตนเองรู้จักหรือไม่น่ะสิ
มีอยู่หนหนึ่งขณะที่ท่านแม่ทัพเดินตรวจตราอยู่ในตลาดของเมืองแถบชายแดน วันนั้นดันมีสตรีชาวบ้านบังเอิญมาสะดุดล้มใส่พอเหมาะพอเจาะหัวหน้าตนเอง คงเพราะไม่เคยเข้าใกล้หรือเกี่ยวข้องกับสตรีใดมาก่อนกระมังจึงออกแรงผลักทีหนึ่งเหมือนออกแรงผลักบุรุษตัวโตทำให้สตรีชาวบ้านผู้นั้นกระเด็นปลิวไปยังอีกฝั่งของถนน
เป็นอันว่าบาดเจ็บยิ่งกว่าหกล้มหน้าคะมำลงบนพื้นถนนอีกกระมัง
“….เพียงแต่เกรงว่าท่านแม่ทัพหยางจะคาดคะเนแรงผิดกับสตรีต่างหากขอรับ”
“หึ เจ้ามิเห็นหรือว่ากริยานางมิเหมือนสตรีเลยสักนิด หากนางมิได้กำลังสวมชุดกระโปรงอยู่ ข้าคงคิดว่าเป็นเด็กชายม้าดีดกะโหลกที่ไหนมาวิ่งเล่นมิดูทางในวังหลวงแล้วด้วยซ้ำ”
“โถ่ ท่านแม่ทัพ ได้โปรดระวังคำพูดด้วยขอรับ อย่างไรนางก็นับเป็นหลานรักของฮ่องเต้เชียวนะขอรับ ถึงแม้มารยาทจะต่างจากสตรีในวังหลวงไปเสียบ้าง ทว่านางก็นับเป็นสาวงามผู้หนึ่งนะขอรับ ท่านแม่ทัพมิคิดเช่นนั้นหรือ”
“งดงามแล้วอย่างไร หากดื้อซนเช่นนี้….ข้าล่ะสงสารว่าที่สามีในอนาคตของนางยิ่งนัก…ไป พวกเราไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้กันเถอะ จะได้กลับไปพักผ่อนที่จวนเสียที”
“ขอรับ”
[1] ยามเหม่า (卯:mǎo) คือ 05.00 – 06.59 น.
เกิดเรื่องที่ข้างสระ
สอง
งานเลี้ยงฉลองชัยชนะ
เวลาดำเนินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ล่วงมาถึงช่วงเย็น…ปลายยามเซิน[1] อันเป็นเวลาที่หลิวซื่อเฟิงจะต้องออกมาจากเขตวังในเพื่อเข้ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะจากสงครามทางทิศใต้ให้กองทัพของแคว้น
ความจริงงานเลี้ยงฉลองเริ่มอย่างเป็นทางการในอีกหนึ่งชั่วยามแต่เหตุที่นางต้องไปร่วมงานก่อนเวลาเพราะเป็นอันรู้กันดีว่าที่อุทยานบุปผาหลวงจะมีจัดชมบุปผาของเหล่าสตรีชั้นสูงประกอบด้วยเหล่าฮูหยินเอกของขุนนางทั้งบู๊และบุ๊น คุณหนูจากตระกูลต่างๆ รวมทั้งเหล่าสตรีในราชวงศ์ไล่ตั้งแต่องค์หญิงลงไปยังพระญาติต่างๆ โดยมีแม่งานเป็นฮองเฮาองค์ปัจจุบันนั่นเอง
วันนี้หลิวซื่อเฟิงสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนด้ายทองลายผีเสื้อโบยบินกลางหมู่มวลบุปผา กระโปรงสีแปดจีบลายสีครามเข็มขึ้นมาหน่อยไล่ลงไปเป็นสีขาว เครื่องประดับบนผมและที่ข้อมือไม่มากดูไม่เยอะรกสายตาจนเกินไป
ชุดนี้ฮองเฮาส่งมาให้นางสวม มิใช่ชุดแปลกใหม่อันใดเป็นรูปแบบพื้นที่ฐานที่สตรีควรสวมเข้าวังในการเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองของวังหลวง
เรือนผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นเป็นบางส่วนเพื่อรวบปักยึดด้วยปิ่นทองแท้รูปทรงเหมือนนกยุงรำแพงหางฝังไพลิน ยามแสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นตกกระทบสะท้อนระยิบระยับ
การแต่งตัวในวันนี้ของนางส่งเสริมให้ความงดงามผุดผาดที่มักถูกเจ้าของร่างปิดกั้นเรียกความสนใจให้สตรีชั้นสูงคนอื่นที่มาถึงก่อนในอุทยานหันมามอง
บ้างชื่นชม
บ้างลอบเหยียดยิ้มด้วยความอิจฉา
บ้างแปลกใจที่มิเคยเห็นสตรีที่โดดเด่นเช่นนี้ในงานสังคมข้างนอกมาก่อน
แน่นอนว่าสายตาพวกนั้นหลิวซื่อเฟิงไม่สนใจ นางเดินด้วยท่วงท่าสง่างามตามสิ่งถูกสั่งสอนมาตลอดหลายปี ย่างกรายผ่านสตรีที่ไม่รู้จักทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปในตำหนักนอกอันเป็นที่ประทับของท่านป้าของนาง
หรือซึ่งก็คือฮองเฮาผู้ซึ่งเป็นแม่งานจัดรวมตัวให้สตรีชั้นสูงมาร่วมชมบุปผาโดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการสร้างโอกาสให้สตรีทั้งหลายได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวโดยไม่มีบุรุษเข้ามาเกี่ยวนั่นเอง
“ถวายพระพรเพคะฮองเฮา ขอทรงพระเจริญพันปี พันๆปีเพคะ”
“อ้าวมาแล้วรึ….เฟิงเอ๋อร์ มิคิดเลยว่าเจ้าจะมาเร็วเช่นนี้”
“แหม องค์ฮองเฮาทรงพูดราวกับปกติหม่อมฉันมาสายอย่างนั้นแหละเพคะ”
หลิวซื่อเฟิงหุบยิ้มทันทีที่เข้าไปนั่งบนพื้นข้างๆ ท่านป้าของตนที่มิวายเอ่ยแซวนางต่อหน้าต่อตาฮูหยินท่านอื่นๆที่ นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“แน่นอนว่าป้ามิได้หมายความว่าเจ้ามักมาสายเป็นนิจ หากแต่ปกติแล้วเจ้ามิมาเลยต่างหากเล่าเฟิงเอ๋อร์เอ๋ย….”
“แหมพระองค์ทรงแซวคุณหนูใหญ่หลิวเล่นได้ตลกยิ่งนักเพคะ มินึกเลยว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิวโตเป็นสาวไวเช่นนี้ หม่อมฉันได้ข่าวว่าเข้ามารับใช้ฮองเฮาในวังถึงสิบปี ถึงว่าล่ะ งดงามทั้งกริยามารยาทและหน้าตาเชียว”
“ฮะ ฮะ จริงของฮูหยินเสิ่น หลานข้าผู้นี้มารยาทใช้ได้ เรียบร้อยอย่าบอกใครเชียว ฮ่า ฮ่า”
สตรีผู้มากอำนาจสูงสุดในที่นี้ยกพัดขึ้นมาบังริมฝีปากขณะหัวเราะขำขันกับสตรีขี้ประจบโดยมิรู้ธาตุแท้ของหลานสาวที่ตนเองเลี้ยงมากับมือผู้นี้
ฟังแล้วก็ขำขันยิ่งนัก
แล้วนางยิ่งขำท้องแข็งเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเวลาหลิวซื่อเฟิงโดนคนอื่นชมว่าเรียบร้อย
เรียบร้อยดั่งผ้าที่ขยำไว้ล่ะสิฮองเฮาอย่างนางจะมิเถียง
เฮ้อ แต่ก็ผิดที่ตัวเองด้วยที่นางเองมิต้องการบังคับฝืนใจบุตรีของน้องสาวแท้ๆผู้นี้หากเป็นไปได้
เพียงแค่ยามใดรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอยู่ในมารยาทยามใดจึงผ่อนปรนได้ก็เพียงพอแล้ว
“มิทราบว่าคุณหนูใหญ่หลิวปีนี้อายุกี่หนาวแล้วเพคะฮองเฮา”
“อืม สิบหกแล้วผ่านงานปักปิ่นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว มีอันใดรึ ฮูหยินว่าน”
“ถึงวัยออกเรือนพอดี บุตรชายของหม่อมฉันยังมิมี….”
“ขออภัยเพคะฮองเฮา หม่อมฉันปวดท้องหนักมิน้อย ขออนุญาติพระองค์ออกไปปลดทุกข์ก่อนนะเพคะ”
หลิวซื่อเฟิงโพล่งขึ้นขัดขวางประโยคที่มิต้องรอฟังให้จบก็รู้ว่าฮูหยินท่านนั้นต้องการพูดเรื่องใด
ยิ่งอยู่นางยิ่งตกเป็นหัวข้อสนทนา แม้ว่าจะต้องเสียมารยาทพูดขัดจังหวะผู้ใหญ่ไปสักหน่อยแต่หลิวซื่อเฟิงไม่ได้ต้องการดูดีในสายตาพวกฮูหยินที่กำลังจับถุงชนให้นางอยู่แล้ว หลิวซื่อเฟิงจึงไม่เกรงใจ
“อะ เอ่อ”
“ไปเถอะ”
ฮองเฮาหรี่ตารู้ทันทว่าก็โบกมือไล่หลานอย่างนางออกจากตำหนักไปอยู่ดีอย่างตามใจ
“ขอตัวเพคะฮองเฮา”
ฟู่ว
ในที่สุดหลิวซื่อเฟิงก็ได้รับอิสรภาพคืนมาสักที พอร่างบางเดินออกมาข้างนอก หญิงสาวรู้สึกบรรยากาศสดชื่นกว่าข้างในมากโข
อุทยานบุปผาหลวงตั้งอยู่ข้างสระบัวบึงใหญ่จึงทำให้บรรยากาศในอุทยานจึงเย็นสบาย ยิ่งมวลหมู่ดอกไม่หลายชนิดบานสะพรั่งยิ่งทำให้บรยากาศโดยรวมดีมิน้อย สตรีชั้นสูงส่วนใหญ่หากมิได้เข้าไปพูดคุยร่วมวงกับฮองเฮาจึงมานั่งจับกลุ่มรวมตัวกันเป็นพรรคพวกอยู่ด้านนอกนี้
หลังจากหลิวซื่อเฟิงได้เป็นสตรีเยาว์วัยคนเดียวที่สามารถเข้าเฝ้าฮองเฮาได้ตั้งแต่เดินเข้ามาจึงทำให้สตรีเหล่านี้ข้างนอกมองมาที่นางด้วยความอิจฉาริษยาอย่างชัดเจน
ใครจะสนใจพวกนางกันล่ะ
ปกติหลิวซื่อเฟิงมิได้ออกงานสังคมสตรีข้างนอกวังอยู่แล้วจึงมิต้องห่วงเรื่องความอึดอัดเวลาเจอกันข้างนอก
เท้าบางมุ่งหน้าเดินทะลุอุทยานหมายเดินไปนั่งเล่นผ่อนคลายอารมณ์บริเวณแถวบึงบัว
หากแต่นางเดินมาได้ยังมิทันถึงครึ่งทางเสียงสตรีแหลมสูงระคายเคืองหูก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทหลิวซื่อเฟิง ทำเอาหญิงสาวอยากเบนทิศทางเปลี่ยนใจไปทางอื่นเลยทีเดียว เนื่องจากเสียงหนวกหูพวกนั้นดันดังมาจากลุ่มสตรีที่ยืนอยู่ข้างบึงบัวที่นางหมายตาพอดี
เฮ้อ ซวยจริงๆ
ฟังจากประโยคสนทนาที่ได้ยินพวกนางเหมือนกำลังรุมรังแกคนอย่างไรอย่างนั้น
“ม้านั่งตรงนี้พวกเราต้องการนั่ง”
“ใช่ พวกข้ามีกันสี่คนพอดีกับม้านั่งตัวนี้พอดี มิทราบว่าคุณหนูลี่หลินเห็นแก่ตัวได้ลงหรือเจ้าคะ มีคนเดียวแท้ๆแต่ดันนั่งม้านั่งยาว”
“แต่….ข้ามาก่อนนะ ข้าเองก็….”
“มาก่อนแล้วอย่างไร ที่คุณหนูมาก่อนเพราะมิมีสหายคุยด้วยกระมังจึงมิมีอันใดทำ เรื่องนี้น่าภาคภูมิตรงไหนกัน จริงหรือไม่พวกเจ้า”
“ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะคุณหนูรองหลิว อาจเป็นเพราะทำตัวเช่นนี้กระมังจึงไม่มีสตรีท่านใดอยากคบหา….ช่างไร้น้ำใจ”
“ข้า….มิได้แล้งน้ำใจสักหน่อย พวกเจ้าไยจึงกล่าวข้าเหมือน ปะ เป็นคนผิดกัน”
“อ๋อ ข้าเคยได้ยินข่าวลือจากท่านแม่ว่าคุณหนูตระกูลบู๊อย่างตระกูลลี่มีบุตรีกำพร้ามารดาแถมยังร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อยมักเป็นภาระของผู้ที่อยู่ใกล้….จึงมิมีใครต้องการอยู่ใกล้กระมังเจ้าคะ”
“ข้ามิใช่ตัวภาระนะ พวกเจ้าไยจึงพูดจาเช่นนี้ ขะ ข้า….”
“ทำไมจะไปฟ้องบิดาหรือ”
“บิดาเป็นเพียงรองแม่ทัพ รู้หรือไม่ว่าบิดาข้าเป็นผู้ใด….บิดาข้าเป็นแม่ทัพอาวุโส อดีตแม่ทัพใหญ่ช่วยฮ่องเต้แคว้นบุกเบิกแคว้นซีฉินแห่งนี้มา”
“เฮอะ ยังกล้าไปฟ้องผู้ใดอีกหรือไม่คุณหนูละ….”
“ตรงนี้มีเรื่องน่าสนุกใดกัน ข้าร่วมวงด้วยได้หรือไม่”
ในที่สุดหลิวซื่อเฟิงก็ตัดสินใจสอดมือเข้าไปช่วยเหลือคุณหนูผู้น่าสงสารผู้นั้นแม้มิเคยรู้จักกันก็ตามที
“เจ้าคือผู้ใด”
“….” หลิวซื่อเฟิงเดินมาถึงก็แทรกตัวเข้าไปนั่งยังม้าเก้าอี้พื้นที่เหลือข้างคุณหนูผู้น่าสงสารก่อนเงยหน้ามองสตรีอีกสี่คนที่กำลังมองมาที่นางด้วยสีหน้างงงวย
พวกนางไม่รู้จักย่อมไม่แปลกเพราะหลิวซื่อเฟิงอยู่แต่ในวังหลวงตั้งแต่อายุหกหนาว
ดูสิ แม้กระทั่งน้องสาวร่วมบิดาอย่างหลิวหรูเหม่ยผู้เป็นบุตรีของบิดานางกับฮูหยินรองยังเหมือนจะจำหน้านางไม่ได้เลย
น่าขำยิ่งนัก
“ข้ามิคุ้นหน้านางเท่าไหร่ คงเป็นสตรีลูกหลานขุนนางชั้นมิสูงกระมัง”
“ไร้มารยาท พวกเรามาก่อนแต่ดูนางช่วงชิงม้านั่งของพวกเราไปอย่างหน้าตาเฉย มิมีผู้ใดสั่งสอนเลยหรือ!”
“หากเป็นเช่นที่เจ้าเอ่ยพูดเมื่อกี้ เช่นนั้นมิหมายความว่าพวกเจ้าเองก็เสียมารยาทหรอกหรือ เห็นพวกเจ้าก็กำลังออกปากไล่คนมาก่อนอยู่นี่”
“….”
หลิวซื่อเฟิงลอยหน้าลอยตาตอบโต้พลางเหยียดยิ้มเยาะเย้ยคนที่ตั้งใจด่าผู้อื่นแต่ดันเข้าตัวเสียได้
ในระหว่างที่หลิวซื่อเฟิงโต้กลับคุณหนูผู้น่าสงสารที่นางไม่รู้จักแต่นึกอยากช่วยเหลือก็พยายามดึงชายเสื้อห้ามปรามตลอดเวลา
“ข้ามิเป็นอันใด ขะ….”
“นี่เจ้าคงไม่รู้ว่าสหายของข้าผู้นี้เป็นบุตรีของใคร”
[1] ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 – 16.59 น.