เจียงอี้หาน ภรรยาราคาห้าหยวนในยุค70
ข้อมูลเบื้องต้น
น้ำ หรือ เจียง อี้หาน ในอีกชีวิตหนึ่งที่นี่ชื่อที่มาจากต้นกำเนิดของแม่น้ำสายใหญ่ ผู้ให้ชีวิต ได้ย้อนกลับมาในปี1970ของจีนซึ่งอยู่ในช่างปีแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่คนทั้งชาติในแผ่นดินกว้างใหญ่ต่างลำบาก อดอยากและยากเข็ญ
เรื่องที่จะย้อนมาในอดีตของจีนนั้นน้ำหรือในชีวิตนี้คือเจียงอี้หานนั้นพอเข้าใจได้เพราะเคยอ่านนิยายแนวสุดฮิตนี้ผ่านตามาบ้างแล้ว แต่การที่สาวออฟฟิศที่ถูกพ่อแม่บุญธรรมรับมาเลี้ยง แล้วปล่อยทิ้งเพราะได้ให้กำเนิดลูกอิจฉาแสนรักลูกแท้ๆของตนมา จนน้ำต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงตนและหาเงินส่งตังเองเรียนมาอย่างยากลำบากตั้งแต่อายุสิบห้าปีนั้น
น้ำยอมรับชะตากรรมทุกอย่างได้ดี แม้จะลำบากเท่าไรมันก็ผ่านมาได้อย่างดีจนได้มีงานดีๆทำมีเพื่อนมีพี่มีน้องและมีเจ้านายดี สังคมที่ดี จนชีวิตในตอนนี้มันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว
จนเมื่อถูกทำร้ายจิตใจจากทั้งน้องสาวบุญธรรมทั้งแม่บุญธรรมตามมารังควาน ที่หวังอยากได้เจ้านายสุดหล่อแสนใจดีของน้ำไปครอง ด่าทอหยาบคาย สุดท้ายน้ำเสียใจร้องไห้แล้วหลับไปทั้งน้ำตาหลังจากได้อยู่ในอ้อมกอดของเจ้านายหนุ่ม
แล้วยังไง น้ำถึงได้มาอยู่ในอดีตของจีนนี้ที่น้ำไม่รู้จักคุ้นเคย แต่ปัญหาและความซวยมันไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น
ที่สำคัญคือก่อนหน้าที่เด็กสาวเจียงอี้หานเจ้าของร่างเดิม จะถูกแม่เลี้ยงกับผู้เป็นย่าขายออกมานั้นวิ่งหนีจนล้มหัวฟาดจนสลบ
เมื่อบาดเจ็บหนักและดูสติไมครบ เพราะน้ำไม่เข้าใจ และฟังภาษาจีนไม่ออกในตอนแรก จึงไม่มีใครรับซื้อเด็กสาวคนนี้สักคน เพราะกลัวว่าจะมาตายในบ้านให้เป็นปัญหาอีก
แต่อนิจาสุดท้ายน้ำถูกขายให้ชายหลังเขาตัวสูงใหญ่หน้าทรงโจร ที่สำคัญพิการขาเป๋ด้วย
ใน ในราคาห้าหยวน!แม่เจ้า ถูกกว่าไม้จิ้มฟันแถวบ้านอีก!
แต่!เดี๋ยวๆๆพี่ชายจะแบกฉันไปไหนก๊อนนนน เวียนหัวไปหมดแล้ว!
โอ้ มายก๊อต!ถูกแบกไม่เท่าไร แต่พี่ชายขาเป๋จ้องจะกินฉันตั้งแต่คืนแรกนี่สิ ฉันจะทำยังไงดี!
ช่วยด้วยยยยยยย! ปะ ปะ ปูไต่มาอีกแล้ว พี่ชายใจเย็นๆ!
น้ำ
“น้ำ แกซื้ออะไรมาเยอะแยะนี่ กะจะเหมาเซเว่นมาเลยหรือยังไง”
เสียงอ้อม เพื่อนของฉันเท้าสะเอวถามฉันขณะที่รถตู้ของเรานั้นมาจอดที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อพักรถ
“โห่ เจ้อ้อม มันใช่เงินเจ้น้ำที่ไหนเล่า งกอย่างนี้มีรึจะซื้อของกินในเซเว่นมาเยอะขนาดนี้ คนอย่างเจ้น้ำ อย่างมากก็ชาไทยปั่นหวานน้อยแก้วเดียวเหอะ ตลอดทาง”
เสียงไอ้น้องปาน น้องฝึกงานที่แผนกบัญชีของเราชิงตอบก่อนอย่างขำๆ จนฉันอดที่จะหันไปมองค้อนมันอย่างหมั่นไส้ไม่ได้
“อ้าวไม่ใช่ของน้ำซื้อแล้ว ของใคร ของแกหรือปาน เด็กฝึกงาน เงินเบี้ยเลี้ยงได้แค่พอกิน ซื้ออะไรเยอะแยะ หัดประหยัดไว้บ้างก็ดีนะ ดูสิเหมามาหมดเชลฟ์เขาแล้วมั้งนั่น”
“เจ้อ้อมอย่าเพิ่งบ่น ปานไม่ใช่คนซื้อหรอก ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกคะ บ่แม้นๆ”
ปานส่ายหน้าปฏิเสธไปมาอย่าหยอกล้อด้วยภาษาอีสานที่จำมาจากในทีวี เพราะกลัวเจ้อ้อมลูกพี่ลูกน้องกัน นั่นบ่นไปอีกนานเพราะความเข้าใจผิดเรื่องใช้เงิน
“ไม่ใช่เงินแก ไม่ใช่เงินน้ำ แล้วมันเงินใคร เซเว่นเขาให้มาฟรีหรือไงไอ้ปาน ตลกล่ะ”
“ไม่ได้มาฟรีก็เหมือนฟรีเจ้”
ปานตอบยิ้มๆ
“หมายความว่ายังไง ถูกหวยมาเรอะน้ำ”
“บ้าน่าอ้อม ฉันไม่เล่นหวยแกก็รู้”
“แล้วสรุป ฉันจะรู้ไหม ไปเข้าห้องน้ำมาแป๊บเดียว ฉันตกข่าวอะไรหรือเปล่าเนี่ย”
“โห่ เจ้ ปานบอกเลยก็ได้ นู้น เงินของท่านรองประธานให้มาจ้าาาา”
“คุณตั้มหน่ะหรือ เป็นไปได้ยังไง เขารู้จักพวกเราพนักงานเล็กๆในแผนกบัญชีด้วยหรือ?”
“ก็เราทำงานในบริษัทของเขาไหมล่ะอ้อม ถึงเขาไม่รู้จักแต่ก็ลงมาจากรถตู้ของบริษัท ท่านรองประธานเขาก็ต้องรู้ว่าเราเป็นพนักงานในบริษัทของเขาไหมล่ะ”
“อืมก็จริง แล้วทำไมคุณตั้มเขาไม่ให้พวกเลขาไฮโซแผนกบริหารพวกนั้น ไปซื้อเล่า แต่กลับเอาเงินมาให้พวกแกซื้อของกินมาเยอะขนาดนี้”
พวกเราเลยมองตามไป ตามที่ยัยอ้อมเพื่อนของฉันชี้ไปที่รถตู้ของพวกฝ่ายบริหาร ซึ่งก็มียัยแนนนี่ น้องสาวของน้ำ ที่มาฝึกงานกับเลขาหน้าห้อง ของท่านรองประธานอยู่ในกลุ่มด้วย
“โธ่ เจ้อ้อม คุณตั้มเขาจะให้ยัยพวกไฮโซพวกนั้นไปซื้อของกินมาทำไมมากมายให้มันหนักกัน จริงไหมเจ้น้ำ เงินตั้งห้าพัน ปานก็จัดไปเต็มคราบมาเลยเหมือนกัน แต่มีทอน 11บาท ฮ่า ฮ่า” ปานกล่าวยิ้มๆอย่างทะเล้นสมวัย
“ห้าพันเลยหรือ คุณตั้มนี่ใจดีจริงๆ นะ แกโชคดีมากเลยปาน ไปยืนอีท่าไหนเราะ บอกมาสิ คุณตั้มถึงได้เอาเงินมายื่นให้อย่างนี้ ดีมากไอ้ปานน้องรัก”
“ไม่อีท่าไหนทั้งนั้นแหล่ะเจ้อ้อม นี่คนนี้เลย เจ้น้ำจ้า แกยืนดูดชาไทยปั่นเฉยๆ คุณตั้มก็เดินมาหา แล้วยื่นเงินให้เลย คุณตั้มแกพูดอะไรกับเจ้น้ำนะ ปานได้ยินไม่ชัด”
“ก็แค่บอกกับน้ำว่า ให้ซื้อของไปกินเล่นบนรถ ถ้าเงินเหลือให้ซื้อของกินง่ายๆ ไปฝากเด็กบนดอยที่เรากำลังจะไปนี่แหล่ะ ไม่ต้องทอน แล้วคุณตั้มก็เดินออกไปเลย”
“เออ แปลกดี ปกติคุณตั้มแกไม่ค่อยพูด คีพลุคผู้บริหารจะตาย ไม่สนิทกับใครเกินการทำงาน อีโก้สูงตามแบบนักเรียนนอกนั่นแหล่ะเห็นว่าจบเอกที่จีน ไปต่อโทที่อเมริกา พูดได้ตั้งหลายภาษา เพราะต่อไปก็ต้องขึ้นเป็นประธานบริหารรับช่วงต่อจากคุณท่านผู้เป็นพ่อ”
“คุณตั้มแก เป็นเกย์ป่ะเจ้อ้อม”
“พูดอะไรปาน เดี๋ยวมีใครมาได้ยิน ปากหน่ะ หัดมีหูรูดเสียบ้างเถอะ”
“จะไปรู้เรอะ ก็ปานเห็นอีแนนนี่ เอ้ย! แนนนี่น้องสาวเจ้น้ำอ่อยมาตั้งแต่ฝึกงานใหม่ๆ ชุดนักศึกษาฝึกงานก็รัดแน่นเปรี๊ยะ ถ้าหายใจแรงๆ ซักทีปานก็กลัวเสื้อมันจะปริขาดออกมานะสิ คนอะไรนมเท่าหัวเด็ก กระโปรงก็สั้นได้อีก อีกนิดจะเห็นรูตูดแล้วนะ อย่าให้ต้องได้ก้มเลย เปรี้ยวเยี่ยวราดจริงๆ แต่งตัวก็ไฮโซกระเป๋ารองเท้านาฬิกาก็ใส่แต่ของแบรนด์เนมมีราคา แต่หันมามองดูเจ้น้ำแล้ว เฮ้อ!
พี่น้องอะไร ไม่เห็นเหมือนกันซักอย่าง จริงป่ะเจ้”
“…..”
“ก็ใครว่าพี่น้องกันจริงๆ เล่าไอ้ปานเอ้ย”
“เอ๊ะ เจ้อ้อมหมายความว่ายังไง ที่ว่าไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ หน่ะ”
“เออ เออ เดี๋ยวเล่าให้ฟัง เขาเรียกขึ้นรถแล้ว รีบไปกันเถอะ ต้องขึ้นเขาอีกหลายลูกกว่าจะถึง”
วันนี้ เราเดินทางไปบริจาคสิ่งของให้เด็กนักเรียนที่บนดอยทางเหนือของประเทศ และหลังจากได้อังเปาซองแดงในช่วงตรุษจีน หรือที่พวกเราเรียกว่าเงินโบนัสประจำปี
บริษัทที่เราทำงานอยู่เป็นของคนไทยเชื้อสายจีน จึงไม่มีเงินโบนัสประจำปีช่วงปีใหม่เหมือนบริษัทอื่น แต่จะให้ในช่วงตรุษจีนจีนครั้งเดียวหลังจากปีใหม่ไปแล้ว แล้วก็หยุดให้พนักงานสามวันตามธรรมเนียมทุกปี
แต่ปีนี้นั้นพิเศษกว่านั้นเพราะติกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์เลยได้หยุดยาว เพราะว่าทางบริษัทของเราจัดทริปไปบริจาคข้าวของที่บนดอยทางเหนือ อย่างที่ฉันบอกไว้ตั้งแต่ต้น
ด้วยการติดต่อประสานงานของฉันเอง ในฐานะตัวแทนแผนกบัญชีของบริษัท ที่เสนอให้ไปโรงเรียนบนดอยห่างไกล ที่ไอ้แป้งเพื่อนของฉันไปทำงานเป็นครูอาสาที่นั่น
และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ คุณตั้มหรือท่านรองประธานที่เพิ่งกลับมาบริหารงานหลังจากไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศนั่นสนใจข้อเสนอดีๆนี้ของฉัน
และได้บริจาคเงินสมทบก้อนแรกมาห้าแสนบาท แล้วเปิดโอกาสให้พนักงานที่เหลือเกือบห้าสิบคนนั้นบริจาคเพิ่มเติมจนได้เงินเพิ่มมาอีกเกือบสองแสนบาท แล้วคุณตั้มก็ใจดีมาต่อยอดจนได้เงินที่จะซื้อของไปบริจาคครั้งนี้รวมถึงแปดแสนบาท และท่านประธานบริษัทผู้เป็นพ่อของคุณตั้มก็ทำบุญร่วมกับพวกเราเพิ่มอีกหนึ่งแสนบาท
โดยคุณตั้มบอกว่าวันที่เราเดินทางไปนั่นเป็นเดือนเกิดของแกด้วย แกคงอยากทำบุญร่วมกับพวกเรา ถึงได้บอกว่า ปีนี้จะร่วมทริปไปดอยกับพวกเราด้วย
และต่อมาพวกพนักงานในออฟฟิศแผนกอื่นๆ ก็ร่วมแตกแขนงความคิดสร้างสรรค์ด้วยการไปกางเต็นท์นอนชมดาว ปิ้งย่างรอบกองไฟบนดอยร่วมกับนักเรียนและชาวบ้านที่จะช่วยกันพัฒนาโรงเรียนด้วย แทนการไปทะเลหรือไปเที่ยวที่อื่นแทนทริปประจำปีเหมือนที่เคย
นอกจากเงินจำนวนเก้าแสนบาทนี้ในครั้งแรกที่เราได้ไปซื้อของไปบริจาคและซื้อของซ่อมแซมโรงเรียนและทำห้องน้ำใหม่แล้ว
พวกเราก็ช่วยกันนำของที่ไม่ได้ใช้แล้วมาบริจาคกันอีกคนล่ะห้าหกอย่างอีกด้วย และยังเป็นของที่ดีและยังใหม่ๆ อยู่ด้วยซ้ำ ส่วนมากก็เป็นของเด็กๆ พวกขนม ของเล่นเสื้อผ้า เสื้อกันหนาว ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ้าห่ม ถุงเท้าใหม่เป็นแพคๆ เพราะโรงเรียนที่แป้งเพื่อนของน้ำ สอนหนังสืออยู่นั้น รับเด็กที่อยู่บ้านไกลมาอยู่กินนอนที่โรงเรียนด้วยเป็นส่วนใหญ่ เพราะการเดินทางนั้นลำบากมาก มีตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนถึงเด็กโตชั้นม.3เลยทีเดียว
รถเต็ม
พอเราขึ้นรถตู้ที่มีพวกเราแผนกบัญชีการเงินกับแผนกฝ่ายการตลาดขึ้นรถด้วยกันสิบคนเพราะบางคนก็ลาไม่สะดวกมาร่วมทริปบริษัทในครั้งนี้ แต่รถก็เกือบเต็มแล้วเหมือนกัน
“น้องน้ำ น้องอ้อม น้องปาน ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลยหน่ะ”พี่พัต พี่ในแผนกถามขึ้นเมื่อเห็นเราสามคนเดินมาที่รถตู้คันที่เรานั่งมา
“คุณตั้มให้เงินมาซื้อของไปแจกเด็กๆ กับชาวบ้านที่มารอต้อนรับพวกเราค่ะ เพราะกว่าจะทำอาหารเลี้ยงเสร็จก็คงจะต้องใช้เวลา มีของพวกเราด้วยนะคะ หนูสั่งให้แยกน้ำมาไม่เอาน้ำแข็งด้วยค่ะ”
“แล้วจะขนเอาไปยังไงล่ะน้องน้ำ ของเยอะขนาดนี้ จะใส่ไปยังไงหมด แค่พวกเราก็จะเต็มรถอยู่แล้วนะ”
“จริงด้วยพี่พัต น้ำก็ลืมคิดไป เราเอาไปฝากรถตู้คันอื่นได้ไหมคะ”
“คันของฝ่ายการตลาดก็เต็มแล้ว มีเหลือก็รถฝ่ายบริหาร เขาจะให้เราเอาของไปใส่รถเขาเหรอ เดี๋ยวก็บ่นว่ารถเหม็นตายกันพอดี แต่ละคนยิ่งประโคมน้ำหอมมาจนกลิ่นแทบตีกันบนรถอยู่แล้วอย่างนั้น”
พี่พัตพูดพลางมองหน้ากันอย่างคิดหนักจริงๆ ทันใดนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งของท่านรองประธานก็มาจอดเทียบกับรถตู้ของเรา ที่ยังคิดไม่ตกในเรื่องนี้อยู่
“รถคันอื่นไปกันหมดแล้ว ทำไมพวกคุณถึงยังไม่ออกรถไปอีก หรือรออะไรกัน”
“ท่านรองประธาน”
“พวกเรากำลังจะออกรถแล้วค่ะ แต่ของที่พวกน้องน้ำนั้นซื้อมาสิคะ เยอะจนไม่รู้จะขนไปยังไงเลยค่ะท่านรองประธาน”
เป็นพี่พัตที่เป็นตัวแทนของพวกเราตอบท่านรองประธานออกไป
และท่านรองประธานก็มองถุงของกินอย่างพวกไส้กรอกข้าวกล่อง อาหารแช่เย็น และอีกหลายอย่างที่เป็นของสะดวกกินหลายสิบถุงในมือของพวกเรา แล้วดูคนในรถตู้ที่มีคนพอดีกับจำนวนที่นั่งแล้ว จึงกล่าวกับพวกเราว่า
“เอาของใส่ในรถแทนที่นั่งพวกคุณสามคนก็แล้วกัน”
“อ้าว!เอ่อ ขอโทษค่ะท่านรองประธาน แล้วพวกหนู?คือ…”
“…..”
เป็นเสียงน้องปานที่อุทานขึ้นอย่างลืมตัว จนอ้อมต้องแอบหยิกเอวเอาไว้ก่อนอย่างคาดโทษ
“แล้วจะให้เราไปยังไงคะ หรือจะให้พวกเรากลับกรุงเทพเลย”
ฉันถามท่านรองประธานแล้วเม้มปากรอคำสั่งอย่างนึกเสียดาย ก็ฉันอยากไปทริปนี้นี่นา คิดถึงครูแป้งเพื่อนรักของฉันด้วย
“อย่ากัดปาก”
“…..”
“เอาของกินพวกนี้ใส่รถตู้ไป แล้วพวกคุณสามคนไปนั่งรถยนต์ส่วนตัวไปกับผมก็แล้วกัน”
“อุ้ย! ไม่ ไม่รบกวนท่านรองประธานดีกว่าค่ะ โอ้ย เกรงใจค่ะ”
อ้อม เพื่อของน้ำรีบปฏิเสธทันทีเหมือนกัน
“หรือจะให้เอาของกินพวกนี้ใส่รถของผมไป แล้วพวกคุณนั่งรถตู้คันนี้ไปอย่างนั้นหรือครับ”
“รถราคาหลายสิบล้านมาขนของกินมันยังไงๆ อยู่นะคะ”
อ้อมพูดอย่างเกรงใจอีกที
“แล้ว ยังไงต่อครับ”
“แต่ให้พวกเรานั่งรถแพงๆ ของท่านรองประธาน พวกเราก็ เอ่อ”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับ เอาของกินใส่รถตู้ไป ส่วนพวกคุณสามคนก็นั่งรถไปกับผม ไปกันได้แล้วครับ มันเสียเวลามากแล้ว”
“ค่ะ ค่ะท่านรองประธาน”
สุดท้ายเราก็ต้องเอาของใส่ยัดไปในรถตู้แทนที่เรา ที่เรานั่งกันมา แล้วมายืนลังเลว่าจะขึ้นรถของท่านรองประธานไปกันยังไง
“ฉันไปนั่งหน้าก็แล้วกัน อ้อมกับน้องปานนั่งข้างหลังกับท่านรองประธานนะ”
ฉันรีบพูดขึ้นก่อน อย่างเอาตัวรอด เพราะเราทุกคนก็เกร็งกันทุกคนที่ต้องได้นั่งรถยนต์ไปกับท่านรองประธานอย่างนี้
ทุกทีไม่เคยจะมีผู้บริหารระดับสูงไปร่วมทริปประจำปีกับพวกเราเลยสักครั้งเดียว อย่างมากก็มีผู้จัดการเป็นตัวแทนไปร่วมทริปกับพวกเรา
แต่ปีนี้ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่เหมือนกัน จะว่ามาเพราะเป็นเดือนเกิด นี่มันวันที่สามเอง วันเกิดท่านรองประธานตั้งวันที่ยี่สิบแปดเถอะ ไม่น่าจะเกี่ยวกันสักนิด
“เจ้น้ำ ปานเมารถ ให้ปานนั่งหน้ากับพี่คนขับเถอะนะคะ”
น้องปานพูดเพียงเท่านั้นแล้วก็รีบวิ่งมาแซงปาดหน้าน้ำตัวปลิวเปิดประตูด้านหน้าข้างคนขับและปิดประตูแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วทำหน้าตาย ส่งสายตาให้น้ำรีบไปขึ้นรถด้านหลังเสียที จะได้รีบออกรถ เพราะช้ามากเกินไปแล้ว รถตู้แผนกของเราก็ขับออกไปแล้วเหมือนกัน
“คุณน้ำมานั่งข้างผมหน่อย ผมจะถามเรื่องที่จะแจกทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนที่นั่นหน่อย”
“เอ่อ คือ”
“เข้าไปก่อนสิน้ำ ฉันนั่งติดประตูเอง ไป ไป”
เป็นยัยอ้อม ที่รีบบอกให้ฉันรีบเข้าไปนั่งในรถติดกับท่านประธานตัวโต ดีที่พวกเราสองคนนั้นตัวเล็กจึงพอนั่งได้ แต่ก็นั่งติดกันจนแขนเบียดกันไปเหมือนกัน
ฉันจึงได้แต่เพียงพยายามนั่งทำตัวลีบๆ นิ่งๆ อย่างเกร็งๆ ท่ามกลางความอึดอัดที่ฉันนั้นมี เพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเหมือนกัน แต่เหมือนท่านรองประธานนั่นจะรู้ ว่าฉันนั้นเกร็งขนาดไหน ขนาดหายใจ ยังไม่กล้าหายใจแรงกลัวว่าเสียงมันจะดังรบกวนท่านรองประธานให้รำคาญไปเปล่าๆ จึงได้เพียงนั่งเม้มกัดริมฝีปากเงียบๆ ไป
“อย่ากัดปาก มันแดงหมดแล้ว” ท่านรองประธานหันมาบอกฉันบอกเสียงดุๆ
“…..”
“พอดีคุณแม่ของผมท่านฝากเงินมาอีกหนึ่งแสน ผมเลยคิดว่าจะแจกเป็นทุนการศึกษาให้เด็กๆ แบ่งเป็นยี่สิบทุน ทุนละห้าพันบาท คุณเห็นว่ายังไงบ้าง”
“ดี ดีค่ะ”
“อืม อย่างนั้นก็เอาตามนี้เลยนะครับ คุณก็แจ้งไปทางโรงเรียนที่เพื่อนของคุณที่ทำงานอยู่ให้คัดเลือกรายชื่อนักเรียนไว้ เมื่อเราแจกของที่บริจาคกันเสร็จก็จะได้แจกทุนการศึกษากันเลย”
“ค่ะ ได้ค่ะท่านรองประธาน”
“นอกเวลางานแล้ว เรียกผมว่า…ตั้มก็ได้ครับ”
“…..”
“เกรงจะไม่เหมาะ มังคะ”
“เรามาเที่ยวพักผ่อนประจำปีนะครับ เราก็เป็นเพื่อนเป็นคนรู้จักกันธรรมดาได้ คุณจะได้หายเกร็งเสียที ดูสิ เกร็งขนาดนี้ เดี๋ยวจะได้เป็นเหน็บชาเอานะครับ”
“…..”
“เรียกผมว่าพี่ตั้มสิครับ”
“โอ้ พี่ตั้มเลยหรือคะ ให้น้ำเอ้ย!ฉันเรียกท่านรองว่า คุณตั้ม ดีกว่านะคะ สะ สะดวกใจเรียกอย่างนี้ดีกว่าค่ะ”
“ก็ได้ครับ จะเรียกผมว่าคุณตั้มก็ได้ เอาตามที่คุณสะดวกเลย”
“ค่ะ”
“ขยับมาอีกหน่อยสิครับ ยังพอมีที่เหลือบ้าง”
“เอ่อ”
ที่เหลืออยู่บ้างอะไรกันล่ะ อีกนิดนึงจะนั่งทับกันแล้วเหอะ คนก็ยิ่งเกร็ง ก็ยิ่งขยับตัวหันหน้ามาชวนคุยอยู่ได้ แต่ตัวหอมจังเลยเน้าะ ใช้น้ำหอมของอะไร คงจะแพงน่าดู
ไหนใครๆ ต่างก็พากันพูดว่าท่านรองประธานโลกส่วนตัวสูงไง ไม่สนิทหรือพูดกับใครง่ายๆ แต่นี่ กลับมาชวนฉันคุยและยังมาให้เรียกอย่างสนิทสนมอีก นี่มันคืออะไรกัน
“เอ๊ะ!นั่นรถของบริษัทเราด้วยเหรอคะ!”
คุ้นเคย
น้องปานชี้ให้เราดูรถกะบะยกสูงที่บรรทุกกล่องโฟมอะไรเต็มหลังรถ ที่มีโลโก้ของบริษัทของเราติดอยู่ด้านหลัง
“น่าจะใช่แหล่ะ มีชื่อบริษัทเราด้วย ยังพอมีที่ว่างถ้าเราเอาถุงของกินมาใส่ไปด้วยก็น่าจะใส่ได้นะอ้อมว่า”
อ้อมกล่าวขึ้น แต่คุณตั้มกลับนั่งนิ่งไม่หือไม่อือ กับข้อเสนอกลายๆ ของอ้อมเพื่อนรักของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว และสุดท้ายรถคันนั้นก็ขับแซงเราไป จนตอนนี้ เราคงไม่น่าจะเรียกไว้ได้ทันแล้ว
น่าเสียดายจริงๆ!
“ว่าแต่รถขนอะไรหน่ะเจ้อ้อม อุ้ย ขอโทษค่ะ คุณตั้ม”
“อืม ไม่เป็นไร รถนั่นเป็นพวกอาหารทะเลกับเนื้อสัตว์ เป็นเนื้อสดหน่ะครับ มีหมู เนื้อวัว ไก่ อะไรพวกนี้แหล่ะ ผมจะให้มีบาร์บิคิวเพิ่ม เลี้ยงพวกเราเองด้วย เด็กๆ ด้วย ชาวบ้านด้วยหน่ะครับ คิดว่าน่าจะพอมั้ง พอดีผมเพิ่งนึกได้เมื่อเช้าเอง
ให้เขามาส่งให้ทัน จะได้ฉลองวันเกิดไปด้วยเลย”
“แต่วันเกิดคุณตั้มมันปลายๆ เดือนนี่คะ ทำไม่เลี้ยงฉลองไวจังเลยนี่เพิ่งวันที่สามเอง บังเอิญจังเลยที่ยัยน้ำเกิดวันนี้พอดี ถ้าบอกว่าฉลองวันเกิดให้ยัยน้ำนี่จะพอดีเป๊ะเลยค่ะ ดูสิบังเอิญแค่ไหน จริงไหมน้ำ ฮ่า ฮ่า”เพื่อนอ้อม หัวเราะเบาๆ เพราะความบังเอิญ
“อ้าว เจ้น้ำ วันนี้วันเกิดเจ้น้ำเหรอ ปานไม่รู้อ่ะ เสียดายจังที่เพิ่งรู้ตอนนี้ ปานไม่มีของขวัญให้เลยอ่ะเจ้ ขอติดไว้ก่อนนะ กลับไปกรุงเทพปานจะชดเชยให้”
“ไม่เป็นไรหรอกปาน มันจะใช่วันเกิดจริงของน้ำหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือมันอาจจะเป็นแค่วันที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเขาออกมาพบพี่ที่ถูกทิ้งไว้ที่ทางประตูสถานสงเคราะห์ละมั้ง อย่าใส่ใจไปเลย”
“เจ้! นี่หมายความว่าเจ้ เอ่อ”
“จ้ะ ตามนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นยัยแนนนี่น้องสาวเจ้ก็คง เอ่อ”
“ไม่ใช่หรอก แนนนี่เป็นลูกที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่บุญธรรมที่รับพี่มาอุปการะเองหล่ะ”
“นี่ใช่ไหมที่เจ้อ้อมบอกว่าไม่ใช่พี่น้องที่แท้จริง ถึงว่าต่างกันอย่างกับฟ้ากะเหวเลย”
“…..”
“ปาน แกจะพูดมากทำไม เกรงใจคุณตั้มบ้างสิ เงียบไปเลย ขนมก็ไม่ต้องกินล่ะ กลิ่นมันจะติดรถ เสียงดังกร็อบแกร๊บๆรบกวนคนอื่น”
“ค่ะ เจ้ บ่นจริงไรจริง”
“เมื่อยไหมครับ พิงไหล่ผมได้นะ”
“….”
บอกใคร? อ้อ มองมาที่เรา เอ่อ…
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ”
แต่พอนั่งรถแอร์เย็นๆ เข้าไปไม่นานพร้อมกับความที่รถมันหักเลี้ยวตีโค้งตามทางขึ้นเขาไปมา สุดท้ายน้ำก็หลับไปพิงไหล่คุณตั้มไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ รู้แต่คงหลับไปหมดสามคนเลยเพราะตื่นมาแต่เช้ามืดเลยวันนี้
“ที่ฉันให้คนสืบหาพ่อแม่ที่แท้จริงของคุณน้ำ เป็นอย่างไรบ้างสิน”
“ไม่มีเบาะแส และวี่แววที่จะได้พบเลยครับคุณตั้ม”
“อืม สืบหาต่อไป แล้วกับครอบครัวของเธอในปัจจุบันนี้หล่ะ”
“คุณน้ำเธอย้ายออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียวนานแล้วครับ น่าจะตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกเลย เพราะเธอต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนไปด้วยครับ”
“แล้วพ่อแม่บุญธรรมที่ไปรับเธอมาเลี้ยงดูจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าหล่ะ ไม่ดูแลเธอหรือ ทำไมถึงต้องทำงานหาเงินเรียนเองด้วย”
“อืม จะพูดยังไงดี คืออย่างนี้ครับคุณตั้ม นักสืบที่คุณตั้มให้ผมจ้างไปสืบเรื่องของคุณน้ำมา บอกว่าคุณน้ำได้ถูกรับตัวมาตอนที่ไม่กี่ขวบ ก็รู้เรื่องทุกอย่างดีแล้วครับ แรกๆ พ่อแม่บุญธรรมของเธอนั้นก็รักและเอ็นดูคุณน้ำเธอดี เพราะพยายามมีลูกมาหลายปี ก็ไม่สามารถมีลูกของตัวเองได้ จนต้องตัดใจไปรับเอาเด็กที่สถานกำพร้ามาเลี้ยงเป็นลูก
แต่พอสามปีต่อมาแม่บุญธรรมของเธอเกิดตั้งครรภ์ลูกของตัวเองขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ พ่อกับแม่บุญธรรมของเธอดีใจมาก แล้วก็ค่อยๆ ละเลยเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรักลูกของตัวเองมากกว่า
แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากเป็นสาวใช้หลังครัวหรือถูกทุบตีอะไร เธอยังคงได้เรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปลายด้วยการสอบเทียบในวัยสิบห้าปี
แต่เพราะทั้งสองคนอยากให้ลูกสาวของตนย้ายไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่ราคาค่าเทอมแสนแพง
ทั้งสองคนจึงตัดใจ ไม่ให้คุณน้ำเธอเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยครับ แต่เพราะคุณน้ำเธอเรียนเก่งจึงสอบชิงทุนได้จึงเข้าไปกราบขอพ่อแม่บุญธรรมของเธอเรียนต่อ
ซึ่งทั้งสองคนนั้นก็ไม่ได้ขัดอะไร แต่ก็บอกว่าไม่มีเงินส่งให้เรียน ถ้าอยากเรียนจริงๆ ก็ต้องทำงานหาเงินเรียนเอง เพราะพวกตนต้องเก็บเงินไว้ให้ลูกแท้ๆ ของตนเอง อีกอย่างลูกสาวของตนก็ไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไร ก็ต้องรีบเก็บเงินไว้ให้ลูกสาวของตนเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน เอ่อลูกสาวคนนั้นก็คือ หมายถึงคุณแนนนี่ นักศึกษาฝึกงานที่มาฝึกงานกับเลขาหน้าห้องของคุณตั้มนั่นแหล่ะครับ”
“เล่าต่อสิ”
“เมื่อได้ยินอย่างนั้นคุณน้ำเธอก็รู้ฐานะของตนในบ้านดี ก็เลยออกมาเช่าห้องเล็กๆราคาถูก อยู่ข้างนอกทำงานช่วงปิดเทอม ทำทุกอย่างอย่างไม่เลือกงาน ตื่นเช้านอนดึกทุกวันจนถึงเปิดเทอม
ดีที่เธอรักษาผลการเรียนอยู่ในระดับที่ดีมาตลอด เธอจึงได้รับทุนการศึกษาตลอดสี่ปีของการเรียนมหาวิทยาลัยดังนั้น เงินเก็บที่เธองานมาตลอด รวมถึงเงินเก็บตั้งแต่เด็กๆ ของเธอ รวมถึงงานพาร์ทไทม์ประจำที่เธอทำหลังเลิกเรียนจึงเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยครับ เธอเลยค่อนข้างรู้จักการใช้เงิน รู้ค่าของเงินมากครับ”
“อืม แล้วทางบ้านพ่อแม่บุญธรรมของเธอล่ะ ปล่อยมือเธอเลยหรือ ไม่คิดจะส่งเงินทองหรือดูดำดูดีเธอได้จริงๆ หรือสิน”
“ก็ครับ เหมือนขาดกันไปเลย ไม่ได้ติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวกันอีก และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยกลับไปเหยียบที่บ้านพ่อแม่บุญธรรมของเธออีกเลย แต่กับเพื่อนๆ ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้านั้น พวกเธอก็ยังติดต่อกัน เพราะตอนที่เธอถูกรับมาเลี้ยงก็โตรู้ความมากแล้วครับ
อย่างครูแป้งที่ติดต่อขอให้เราจะไปบริจาคสิ่งของให้นี้นี่เองก็เป็นเพื่อนที่ถูกเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเหมือนกันครับคุณตั้ม”
“อืม ฉันเข้าใจแล้ว ชีวิตของเธอคงผ่านอะไรที่ลำบากมาเยอะ”
“ก็ ครับ คุณตั้มดูจะสนใจเธอเป็นพิเศษเลยนะครับ”
“เธอน่าสนใจจริงๆ ไม่รู้สิ ผมรู้สึกเหมือนผมคุ้นเคยกับเธอ อย่างไรบอกไม่รู้ ผมคงอยากปกป้องเธอมั้ง”
“คุณตั้มไปเรียนเมืองนอกมาหลายปี เคยรู้จักคุณน้ำเธอมาก่อนหรือเปล่าครับ”
“น่าจะไม่เคยนะ เพิ่งมาเจอกันที่บริษัทนี่แหล่ะ อืม ก็เมื่อต้นปีที่แล้วนี่แหล่ะมั้ง”
“แปลกดีนะครับ ที่คุณตั้มรู้สึกคุ้นเคยกับคุณน้ำเธอได้”