โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“การลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง” ปฐมบทการล่มสลาย “ราชวงศ์ชิง”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 มี.ค. 2567 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2567 เวลา 03.32 น.
ทหารฝ่ายปฏิวัติยืนถ่ายภาพกับธงสัญลักษณ์การต่อสู้ ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย หลังจากการลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง (ภาพ : Wikimedia Commons)

“ราชวงศ์ชิง” ก่อตั้งโดยชาวแมนจู เป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองประเทศจีนอยู่ราว 276 ปี คือระหว่าง ค.ศ. 1636-1912 ช่วงท้ายๆ ของราชวงศ์ชิงเป็นยุคแห่งการเสื่อมถอย ทั้งปัจจัยจากมหาอำนาจภายนอก และความสั่นคลอนภายในที่ถูกคลื่นลมการปฏิวัติโจมตี ซึ่งปฐมบทจุดจบของราชวงศ์ชิงเกิดจาก “การลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง” ใน “หวู่ชาง” มณฑลหูเป่ย เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1911

“หวู่ชาง” เป็นเขตการปกครองหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน อู่ฮั่นตั้งอยู่ที่จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีเกียง (แม่น้ำฉางเจียง) กับแม่น้ำฮั่นสุ่ย ทวนแม่น้ำแยงซีเกียงทางตะวันตกเป็นปากทะเลสาบต้งถิง รุดหน้าต่อไปผ่านช่องสามผาก็จะเข้าสู่เสฉวน ทางตะวันตกออกตามแม่น้ำแยงซีเกียงก็ไปถึงเซี่ยงไฮ้ และเมื่อทางรถไฟปักกิ่ง-ฮั่นโข่ว ให้บริการได้ตลอดสาย การคมนาคมระหว่างมณฑลต่างๆ ทางเหนือก็จะยิ่งสะดวกรวดเร็ว

นี่จึงทำให้ “อู่ฮั่น” เป็นเมืองที่มีทำเลที่ตั้งดั่งทอง

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ดีเช่นนี้ ทำให้อู่ฮั่นเป็นเมืองทางการค้า ได้รับอิทธิพลด้านเศรษฐกิจจากต่างชาติ ทั้งยังมีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง เยาวชนหนุ่มสาวจำนวนมากหลั่งไหลมาศึกษาหาความรู้ที่นี่ ขณะเดียวกันก็มีหนุ่มสาวจากหูเป่ยออกไปเรียนต่อต่างประเทศค่อนข้างมาก

ราชสำนักชิง จับตามองการเติบโตของมณฑลหูเป่ยอยู่ตลอด เพราะการรับอิทธิพลตะวันตกมากเกินไปอาจสั่นสะเทือนความนิยมในราชวงศ์ได้ ประกอบกับขณะนั้นรัฐบาลชิงไม่ยอมให้ขุนนางตามมณฑลมีกองทัพขนาดใหญ่ อนุญาตให้จัดตั้งเพียง 1 กองพล และ 1 กองพลน้อย เท่านั้น

มณฑลหูเป่ย จึงมีเพียงกองพลที่ 8 และกองพลน้อยที่ 21 แต่กลับเป็นกองทหารแผนใหม่ที่มีอาวุธและการฝึกที่ดี ทหารในกองมีสัดส่วนการรู้หนังสือค่อนสูง อย่างไรก็ตาม ทหารส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจน ถูกกดขี่จากนายทหาร ทำให้ทหารแผนใหม่เริ่มรับความคิดปฏิวัติ และกลายเป็นกำลังหลักในการลุกขึ้นสู้

ราชวงศ์ชิง ช่วงปลายๆ มีราษฎรที่ไม่พอใจราชสำนักลุกฮือขึ้นเป็นระยะ แต่รัฐบาลชิงก็ปราบปรามได้เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชิงคิดไม่ถึงว่ากองกำลังที่เตรียมไว้เพื่อปราบพวกปฏิวัติ จะกลับไปเข้ากับฝ่ายปฏิวัติเสียเอง

ในมณฑลหูเป่ยมีกลุ่มปฏิวัติค่อนข้างใหญ่อยู่ 2 กลุ่ม คือ สำนักวรรณคดี และ สมาคมก้งจิ้นเส้อ ซึ่งผู้นำกลุ่มต่างก็เป็นสมาชิกสมาคมพันธมิตร นำโดย ซุนยัตเซ็น

กลุ่มปฏิวัติทั้งสองดำเนินการเผยแพร่แนวคิดการปฏิวัติในหมู่ทหารแผนใหม่อย่างลับๆ แรกสุดใช้ทหารราบกรมที่ 14 แห่งกองพลน้อยที่ 21 เป็นฐาน ก่อนจะขยายไปตามหน่วยต่างๆ แบบไม่ขาดตอน จนถึงกองพันทหารช่างที่ 8 และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 8

ตามแผนที่วางไว้ กำหนดการลุกขึ้นสู้ คือ วันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ซึ่งตรงกับวันไหว้พระจันทร์ (15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน) แต่เนื่องจากเตรียมการไม่พร้อม ประกอบกับมีข่าวลือหนาหูว่า ฝ่ายปฏิวัติจะก่อการในวันไหว้พระจันทร์ ทางการจึงออกคำสั่งให้ทหารและหน่วยงานต่างๆ จัดงานไหว้พระจันทร์ล่วงหน้าในวัน 14 ค่ำ ขณะที่ฝ่ายปฏิวัติก็เลื่อนวันก่อการจากวันที่ 6 ตุลาคม ไปเป็นวันที่ 9 ตุลาคม

แต่การเตรียมระเบิดของฝ่ายปฏิวัติเกิดข้อผิดพลาด ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นระหว่างการประกอบ ฝ่ายปฏิวัติ 3 คน ได้แก่ เผิงฉู่พาน, หลิวฟู่จี และ หยางหงเซิ่ง ถูกจับกุม

ขณะที่ถูกคุมตัวออกไปนอกห้องโถง หลิวฟู่จีเห็นด้านนอกมีฝูงชนยืนออกันแน่น จึงตะโกนว่า “พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย! ทุกคนพยายามต่อไปเถอะ สงสารแต่พี่น้องร่วมชาติที่ทุกข์ยากลำเค็ญ”

คำพูดของหลิวฟู่จีกลายเป็นการจุดประกาย “การลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง” ในหมู่ประชาชน

เผิงฉู่พาน, หลิวฟู่จี และหยางหงเซิ่ง ถูกตัดสินโทษประหารในเช้าวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ข่าวการเสียชีวิตของผู้กล้าแพร่ไปทั่ว 3 เขตการปกครองของอู่ฮั่น คือ ฮั่นโข่ว, ฮั่นหยาง และหวู่ชาง

เพื่อป้องกันเหตุลุกลามบานปลาย รัฐบาลชิงสั่งปิดประตูเมืองอู่ฮั่น มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ข้าหลวงใหญ่มีคำสั่งให้กวาดล้างครั้งใหญ่ แต่ค่ำวันที่ 10 ตุลาคมนั้นเอง “การลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง” ก็เกิดขึ้น เริ่มจากกองพันทหารช่างที่ 8 ในกองพลที่ 8 แห่งกองทหารแผนใหม่ในเมืองหวู่ชาง

การสู้รบดำเนินไปตลอดคืนอย่างดุเดือด กำลังพลของรัฐบาลชิงตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจนพ่ายแพ้ ในที่สุดกองทหารปฏิวัติก็ยึดหวู่ชางได้ทั้งเมือง วันที่ 11 ตุลาคม ยึดเขตฮั่นหยางได้ วันที่ 12 ตุลาคม ยึดเขตฮั่นโข่วได้ และในที่สุดก็ยึดทั้ง 3 เขตของเมืองอู่ฮั่นได้ทั้งหมด

ชัยชนะของการลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง ทำให้เมืองอู่ฮั่นคึกคักขึ้นทันที ทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน ในที่สุดความรู้สึกเก็บกดภายใต้การกดขี่อย่างยาวนานของระบอบศักดินาก็ปะทุออกมาเหมือนภูเขาไฟระเบิด ประชาชนต่างเฉลิมฉลองชัยชนะ “การลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง” ราวกับฉลองเทศกาล

ขณะที่เกิดการลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง อันเป็นจุดเริ่มการปฏิวัติที่เรียกว่า “ซินไฮ่” ซุนยัตเซ็นกำลังโฆษณาระดมทุนอยู่ที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา เขารู้ข่าวนี้ด้วยความตื่นเต้นจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

หลังชัยชนะที่หวู่ชาง พื้นที่อื่นๆ ของจีนต่างลุกฮือขึ้นต่อต้าน “รัฐบาลชิง” ต่อเนื่องเหมือนโดมิโน เริ่มจากมณฑลหูหนาน, ซ่านซี, เจียงซี และซานซี ปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1911 มี 14 มณฑลจาก 24 มณฑลทั่วประเทศ แยกตัวเป็นอิสระ

เมื่อรวมกับปัจจัยภายนอก การปกครองของรัฐบาลชิงก็ถึงคราวล่มสลายลงเป็นลำดับ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

หลิวเสี่ยวฮุ่ย เขียน, เรืองชัย รักศรีอักษร แปล. ซุนยัตเซ็น มหาบุรุษผู้ผลิกแผ่นดินจีน, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2556

เสถียร จันทิมาธร. วิถีแห่งอำนาจซุนยัตเซ็น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มีนาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “การลุกขึ้นสู้ที่หวู่ชาง” ปฐมบทการล่มสลาย “ราชวงศ์ชิง”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...