โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลุมหลบภัยสาธารณะในพระนคร ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หลุมหลบภัยสาธารณะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 เม.ย. 2567 เวลา 05.11 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2567 เวลา 04.59 น.

แม้นที่ผ่านมา รัฐบาลจะส่งเสริมการสร้างหลุมหลบภัยให้แก่ประชาชนแล้วก็ตาม แต่การสร้างหลุมหลบภัยนั้นต้องใช้พื้นที่และเงินทุนในการก่อสร้าง อีกทั้งช่วงสงครามนั้น วัสดุก่อสร้างขาดแคลนและมีราคาแพง ทำให้ประชาชนทั่วไปที่อาศัยในพื้นที่เขตเมือง หรือตามแหล่งชุมชนการค้าเกิดความไม่สะดวกและไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ

เมื่อรัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ รัฐบาลจึงสร้างหลุมหลบภัยสาธารณะตามแหล่งชุมชนและแหล่งยุทธศาสตร์เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยให้สาธารณชนด้วย

จากความทรงจำของวราห์ โรจนวิภาต ชาวฝั่งธนบุรีเล่าว่า ครั้งนั้น รัฐบาลให้คำแนะนำประชาชนสร้างหลุมหลบภัยทางอากาศ บ้านใครมีสนามหน้าบ้านก็สามารถสร้างได้ แต่ส่วนบ้านใครที่ไม่มีบริเวณจะพากันไปหลบภัยในที่หลุมหลบภัยสาธารณะที่รัฐบาลสร้างขึ้น

ในพระนครนั้น มีหลุมหลบภัยที่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง สำหรับย่านฝั่งธนบุรีนั้นมีหลุมหลบภัยที่เชิงสะพานเจริญพาศน์ หน้าโรงเรียนศึกษานารี เป็นต้น (lek-prapai.org/home/view.php?id=191)

ครั้นเมื่อเกิดการโจมตีทางอากาศ ชาวบ้านจะฉวยกระเป๋าใบเล็กๆ ที่ทำด้วยเสื่อจันทบูรที่เย็บติดโครงลวดให้มีความแข็งแรงแทนกระเป๋าหนังที่มีราคาแพงและหายาก ภายในกระเป๋าเสื่อจะใส่เสื้อผ้าสัก 1-2 ชุด พร้อมยารักษาโรค ไม่ขีดไฟ เทียนไขและของจำเป็นอื่นๆ ติดตัวไปหลบภัยด้วย (lek-prapai.org/home/view.php?id=191)

**หลุมหลบภัย

ที่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง**

สําหรับหลุมหลบภัยหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงนั้นสร้างขึ้นในช่วงสงคราม เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทรงครึ่งวงกลมครอบลงกับพื้น มีความแข็งแรง บนหลังคามีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีขนาดบรรจุคนหลบภัยได้ถึง 100 คน

เหตุผลที่รัฐบาลสร้างไว้หน้าสถานีรถไฟแห่งนี้อาจเพราะสถานีรถไฟเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการคมนาคมหลักในสมัยนั้น จึงย่อมตกเป็นเป้าหมายโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร อีกทั้งพื้นที่ละแวกนั้นเป็นเขตชุมชน การค้า ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยในอาคารพาณิชย์ ห้องแถว จึงไม่มีพื้นที่สำหรับการสร้างหลุมหลบภัยสำหรับครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ

ต่อมา อาคารดังกล่าวถูกทุบทิ้งราวปี 2511 ปัจจุบัน สถานที่ดังกล่าวถูกปรับปรุงเป็นลานน้ำพุหน้าสถานีรถไฟแทน

หลุมหลบภัยภายในเขาดินวนา

สําหรับในพื้นที่ชานเมืองในครั้งนั้น พบว่า ในช่วงสงครามรัฐบาลสร้างหลุมหลบภัยสาธารณะขึ้นในเขาดินวนา หลุมดังกล่าวสามารถจุผู้คนได้ 60 คน เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างแข็งแรง มีบันไดคอนกรีตสำหรับประชาชนเดินลงไปหลบภัยภายในหลุม พื้นที่ในหลุมที่ต่ำกว่าระดับผิวดินเพื่อป้องกันแรงอัดและสะเก็ดจากระเบิด

จากภาพทางลงหลุมหลบภัยในเขาดินวนาจะเห็นได้ว่า อาคารหลุมหลบภัยดังกล่าวถูกสร้างตามหลักการอย่างแข็งแรงและมีความปลอดภัยยิ่ง มีทางเดินลงหลุมจากผิวดินที่ลึกลงไปใต้ระดับพื้นดิน บันไดทางลงมีการสร้างแบบหักศอกเพื่อป้องกันแรงอัดจากระเบิดและสะเก็ดระเบิดจากผิวดินเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนที่หลบภัยให้ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามสิ้นสุดแล้ว ต่อมาทางสวนสัตว์ได้ปรับปรุงหลุมหลบภัยให้เป็นนิทรรศการจัดแสดงสื่อนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของสงครามมหาเอเชียบูรพาและจำลองชีวิตในหลุมหลบภัย

ปัจจุบันไม่ทราบว่าหลุมหลบภัยดังกล่าวยังดำรงอยู่หรือไม่ ด้วยสวนสัตว์ถูกย้ายออกไปและพื้นที่สวนสัตว์ถูกพัฒนาไปเป็นอย่างอื่น

สำหรับฝั่งธนบุรีนั้น มีหลุมหลบภัยสาธารณะอยู่ข้างสะพานเจริญพาศน์ และหน้าโรงเรียนศึกษานารี ที่ข้างสะพานเจริญพาศน์นั้นถูกสร้างสะพานข้ามไปตอนขยายสะพาน ส่วนหน้าศึกษานารีนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับถนนขึ้นสะพานพระปกเกล้าฯ จึงจมลงไป หลังคาถูกถมดินกลายเป็นสวนหย่อมหน้าโรงเรียน สังเกตเห็นได้ยาก

หลุมหลบภัย หน้าโรงเรียนศึกษานารี

หลุมหลบภัยหน้าโรงเรียนศึกษานารี ย่านวงเวียนเล็ก เป็นอาคารคอนกรีตรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนมีท่อระบายอากาศ 3 ปล่อง ยังคงเหลือหลักฐานอยู่

แต่ตัวอาคารจมดินไปครึ่งหนึ่งแล้ว บนหลังคาหลุมหลบภัยถูกดัดแปลงปลูกต้นไม้

หากท่านผ่านไปเชิงสะพานพระปกเกล้าฯ ด้านซ้ายขอให้สังเกตแปลงปลูกต้นไม้หน้าโรงเรียน

หลุมหลบภัยเอเชียทีค

สําหรับหลุมหลบภัยที่ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง บริเวณเอเชียทีคในปัจจุบันนั้น คาดว่าสร้างขึ้นในช่วงสงคราม

เป็นอาคารทรงกระบอกสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

ด้วยเหตุที่ในครั้งนั้น ถนนเจริญกรุงริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแหล่งที่ตั้งโรงสี โกดังเก็บสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม อู่ต่อเรือของพ่อค้าคนไทย

คนจีนและคนญี่ปุ่นจึงถือเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์การทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร

หลุมหลบภัยที่บางลำพู

หลุมหลบภัยที่หน้าวัดบวรนิเวศฯ บางลำพูนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงสงครามเช่นกัน

สร้างเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า คอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 2 อาคาร

หลังคามีท่อระบายอากาศหลายปล่อง ตัวฐานอาคารขุดลงต่ำกว่าระดับพื้นดินเพื่อลดแรงอัดของระเบิด บรรจุคนได้ราว 50 คน

ตั้งอยู่บนเกาะกลางระหว่างถนนหน้าวัดบวรนิเวศฯ กับถนนสิบสามห้าง

ภายหลังสงครามยุติแล้ว เทศบาลนครกรุงเทพฯ ปรับปรุงเป็นห้องน้ำสาธารณะ

แต่ปัจจุบันถูกทุบทิ้งแล้ว เพื่อสร้างสถานีรถไฟใต้ดิน

หลุมหลบภัยที่เชิงสะพานเจริญพาศน์

สําหรับหลุมหลบภัยสาธารณะย่านฝั่งธนบุรีที่ยังเหลือหลักฐานอีกแห่งหนึ่ง คือ หลุมหลบภัยที่เชิงสะพานเจริญพาศน์

รัฐบาลสร้างเป็นอาคารหลุมหลบภัยเชิงสะพานเจริญพาศน์ อยู่ด้านตลาดยั่งยืน

เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ริมน้ำแถวร้านนายหมัด กัลป์นาณสุต ซึ่งเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้าง ด้านหน้าเขียนว่า “หลุมหลบภัยบรรจุได้ 60 คน” มีทางเข้าทางเดียว

ต่อมามีการขยายสะพานเจริญพาศน์ทำให้อาคารอยู่ใต้สะพาน ยากแก่การมองเห็น (lek-prapai.org/home/view.php?id=190)

หลุมหลบภัยเชิงสะพานพุทธยอดฟ้าฯ

จากหลักฐานเรื่องเล่าของ อาจินต์ ปํญจพรรค์ ชาวปากคลองตลาดในครั้งนั้น เล่าว่า ที่เชิงสะพานพุทธ ฝั่งพระนครมีหลุมหลบภัยขนาด 30 คน สร้างด้วยคอนกรีตแข็งแรงมาก มีทางเข้าออกหักมุมทั้งหัวท้าย ป้องกันแรงและสะเก็ดระเบิดได้เป็นอย่างดี

แต่โชคร้ายในช่วงปลายสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดเพื่อทำลายสะพานพุทธ แต่พลาดเป้าหมาย ระเบิดมาตกตรงหลุมพอดี นำไปสู่โศกนาฏกรรม ประชาชนอย่างน้อย 30 คนในครั้งนั้นเสียชีวิตทั้งหมด (อาจินต์ ปัญจพรรค์, 2541, 92)

แม้ว่าหลุมหลบภัยจะสร้างขึ้นเพื่อรักษาชีวิตให้กับประชาชน แต่วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร เล่าเกร็ดเสริมว่า เมื่อครั้งพระนครถูกโจมตีทางอากาศนั้น เขาเห็นว่า การหลบระเบิดจากเครื่องบินด้วยการเข้าไปหลบในหลุมหลบภัยนั้นน่ากลัวมากกว่าระเบิด เพราะสัตว์เลื้อยคลานที่หลบซ่อนในหลุมนั้นน่ากลัวมากกว่าระเบิดเสียอีก ดังนั้น เขาจึงไม่หลบภัยในหลุมหลบภัยในยามนั้น (วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, 2554, 40-41)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลุมหลบภัยสาธารณะในพระนคร ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หลุมหลบภัยสาธารณะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...